Loading

เปิดช่องเช็กบิล 5 พันหมู่บ้านทั่วกรุง + ที่ดินดัดหลังปล่อยสาธารณูปโภคชำรุด/ปรับวันละพันจนกว่าจะแก้ไข/หลังยอดร้องทุกข์ทะลั

วันที่ : 3 เมษายน 2551
เปิดช่องเช็กบิล 5 พันหมู่บ้านทั่วกรุง + ที่ดินดัดหลังปล่อยสาธารณูปโภคชำรุด/ปรับวันละพันจนกว่าจะแก้ไข/หลังยอดร้องทุกข์ทะลัก

สืบเนื่องจากมีหมู่บ้านจัดสรรทั้งรายเก่าและใหม่ ในเขตกรุงเทพมหานคร ที่ได้รับอนุญาตฯ ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 (ปว.286) และ พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ของกรมที่ดินไปแล้ว แต่กลับพบว่าหลายราย เมื่อจบการขายแล้ว ไม่สนใจบำรุงรักษา สาธารณูปโภค-บริการสาธารณะให้อยู่ในสภาพที่ดีอย่างต่อเนื่อง ตามที่ กฎหมายกำหนด ทำให้ผู้อยู่อาศัยเดือดร้อนและร้องเรียนเป็นจำนวนมากนั้น

                ต่อเรื่องนี้ แหล่งข่าวระดับสูงจากกรมที่ดิน เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้กรมได้ ตั้งคณะทำงาน ขึ้นมาหนึ่งชุด ที่มีว่าที่ร.ต. สะอาด ชมบุญ อดีตรองอธิบดีกรมที่ดิน เป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ ในโครงการบ้านจัดสรร เฉพาะที่ได้รับอนุญาตในเขตกทม. ว่ามีสภาพดีพร้อมใช้งานหรือไม่ หากพบว่ามีข้อบกพร่องจะต้องให้เจ้าของโครงการแก้ไขทันที ทั้งนี้เนื่องจากมีลูกบ้านจำนวน 97 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551) ร้องทุกข์มายังกรม ว่าเจ้าของโครงการละเลยไม่บำรุงรักษา สาธารณูปโภค และบริการสาธารณะให้อยู่ในสภาพที่ดี ทำให้เกิดความเดือดร้อน และสภาพแวดล้อมในชุมชนแย่ลง ซึ่งพบว่ามีทั้งบริษัทพัฒนาที่ดินรายเล็ก ไปจนถึงบริษัทรายใหญ่ทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ

                โดยปัญหาที่ร้องเรียนมากที่สุด ได้แก่ ถนนทรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ ท่อระบายน้ำที่ฝังตามแนวถนนแตกทำให้น้ำเอ่อล้นผิวถนน ระบบบำบัดน้ำเสียรวมไม่ทำงานเพราะเกิดจากการประหยัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้าของเจ้าของโครงการ การปล่อยให้สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่นรกรุงรังหญ้าขึ้นรกสูง ปัญหาขยะ สระว่ายน้ำ คลับเฮาส์ ตลอดจนการนำทรัพย์ส่วนกลางไปพัฒนาเชิงพาณิชย์ เป็นต้น

                แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ในเบื้องต้นคณะทำงานจะลงพื้นที่สำรวจหมู่บ้าน ตามที่ร้องเรียนต่อจากนั้นจะขยายพื้นที่ตรวจสอบหมู่บ้านอื่นๆ ให้ได้ครบทุกหมู่บ้านเท่าที่จะทำได้ โดยร่วมกับสำนักงานที่ดินแต่ละเขต หากพบว่า มีการปล่อยปละละเลยจริง ลำดับต่อไป จะทำหนังสือแจ้งต่อเจ้าของโครงการให้แก้ไข พร้อมทั้งปรับวันละ 1,000 บาท จนกว่าจะแก้ไขเรียบร้อย

                อย่างไรก็ดี มีปัญหาว่ากฎหมายจัดสรรกำหนดบทลงโทษ เบาเกินไป ดังนั้น กรมจึงพิจารณาแก้ไขเพิ่มโทษปรับ 50,000-100,000 บาท (ตัวเลขที่เหมาะสมอยู่ระหว่างพิจารณา) เนื่องจากเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ทันทีที่คณะทำงานเข้าไปพบเห็น นอกจากนี้ จะพิจารณาเพิ่มโทษปรับผู้บริหารนิติบุคคลบ้านจัดสรรด้วย ในกรณีที่เจ้าของโครงการยกสาธารณูปโภคให้ลูกบ้านดูแล โดยรวมตัวกันตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรรขึ้นมา แต่ภายหลังลูกบ้านร้องเรียนว่า นิติบุคคลไม่ดูแลสาธารณูปโภคให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ จะเข้าข่ายถูกปรับด้วย

                สำหรับ สถิติโครงการจัดสรรที่ดินทั้งรายเก่าที่ได้รับอนุญาตจากปว.286 ปี 2515 และ พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 เฉพาะในเขตกทม.มีจำนวน กว่า 5,000 โครงการ ( ปี 2515-ปัจจุบัน) และกรมได้รวบรวมโครงการเพื่ออยู่ในข่ายตรวจสอบก่อน ตั้งแต่ปี 2538-ปัจจุบัน จำนวน 1,169 โครงการ เนื่องจาก โครงการเก่ามากๆ เจ้าของอาจยกเลิกบริษัท หรือล้มหายตายจาก ทำให้ไม่สามารถเอาผิดได้ มีทางเดียวคือ ลูกบ้านต้องรวมตัวกันตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรรขึ้นมาดูแล เพื่อเก็บค่าส่วนกลางและนำเงินที่ได้บำรุงรักษาสาธารณูปโภคต่อไป จากการตรวจสอบพบว่า ขณะนี้ มีโครงการบ้านตั้งนิติบุคคลแล้ว 108 ราย ถ้าเทียบกับปริมาณบ้านจัดสรรที่เกิดขึ้นถือว่าน้อยมาก

                อย่างไรก็ดีที่ผ่านมา นายชัยฤกษ์ ดิษฐอำนาจ อธิบดีกรมที่ดิน ต้องการส่งเสริมให้ผู้ซื้อบ้านมีที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดี มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะตามที่ผู้ประกอบการได้รับอนุญาต และได้แต่งตั้งคณะงาน ออกไปตรวจสอบโครงการจัดสรร พร้อมทั้งติดตามการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค หากพบว่าโครงการใดไม่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคจนเป็นเหตุให้การใช้ประโยชน์สาธารณูปโภคลดลงหรือเสื่อมความสะดวก ให้รายงานต่อคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกทม.พิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป ดังนั้นหากผู้ซื้อที่ดินพร้อมบ้านในโครงการจัดสรรที่ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน แต่ยังไม่ได้ตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรร ได้รับความเดือดร้อนสามารถร้องเรียนขอความช่วยเหลือโดยตรงที่ สำนักส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กรมที่ดิน

                ด้านนายอิสระ บุญยัง อุปนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดี ที่รัฐได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางคอยแก้ปัญหาดังกล่าว และทางออกที่ดีที่สุด ลูกบ้านควรรวมตัวกันตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรร ซึ่งจะช่วยให้ เกิดความร่วมมือในการดูแลรักษาสาธารณูปโภคให้พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา และ จะได้รับเงิน 7% ของมูลค่าสาธารณูปโภค จาก เจ้าของโครงการ เพื่อเป็นขวัญถุงดูแลรักษาสาธารณูปโภค และมั่นใจว่าปัจจุบันผู้ประกอบการเองก็ต้องการยกทรัพย์ส่วนกลางให้ลูกบ้านดูแลกันเอง

 

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ