Loading

ล่าภาษีบ้านข้ามทวี

วันที่ : 27 มีนาคม 2551
ล่าภาษีบ้านข้ามทวีป

                ฐานเศรษฐกิจ'ได้เสนอข่าว "" บี้ภาษีขายบ้านให้ฝรั่ง"" ตีพิมพ์ฉบับที่ 2,307 วันที่ 23-26 มีนาคม 2551 โดยชี้ให้เห็นถึงกระบวนการเลี่ยงภาษีของผู้ประกอบการจัดสรรที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์เพื่อขายหรือให้เช่าแก่ชาวต่างประเทศ ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แพร่หลายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างและเขตจังหวัดท่องเที่ยว ทำให้สรรพากรสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษี เพราะราคาขายที่แจ้งในประเทศไทยกับราคาที่มีการซื้อขายกันในต่างประเทศนั้น เป็นราคาที่แตกต่างกันอย่างมาก โดยขณะนี้ทางกรมสรรพากรได้ตั้งคณะทำงานปรับปรุงการจัดเก็บภาษีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขึ้น เพื่อติดตามเก็บภาษีและอุดช่องโหว่จากการจัดเก็บภาษีอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะ

                นายสาธิต รังคศิริ รองอธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยกับ ""ฐานเศรษฐกิจ"" ว่า ขณะนี้ทางกรมสรรพากร

ต้องพึ่งอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศ เพื่อขอข้อมูลจากสรรพากรในต่างประเทศ ตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย แต่มีการทำธุรกรรมหรือชำระเงินกันในต่างประเทศ เพราะตามอนุสัญญาฯ ดังกล่าวสามารถแลกเปลี่ยนข้อสนเทศกันได้อยู่แล้ว ยกตัวอย่างกรณีล่าสุด ซึ่งได้มีการประสานขอความร่วมมือไปยังสรรพากรประเทศอังกฤษ และทางอังกฤษได้ส่งข้อมูลกลับมาให้แล้ว ทำให้ทางกรมสรรพากรสามารถติดตามข้อมูลเจอทั้งหมด 3 ราย

                ตัวเลขจากข้อมูลที่กรมสรรพากรอังกฤษส่งกลับมานั้น การซื้อขายที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ห่างจากข้อ

เท็จจริงที่มีการรายงานตัวเลขการซื้อขายกันในประเทศไทยอย่างมาก เช่น บางกรณีแจ้งราคาซื้อขายในเมืองไทย 1 ล้านบาท แต่แจ้งราคาซื้อขายกันในต่างประเทศ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เปรียบเทียบ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯเท่ากับ 31 บาท) โดยมีบริษัทกลางมาคั่น ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นในอังกฤษทั้ง 3 ราย มาจากรูปแบบคือการเช่าช่วงต่อและจ่ายเงินในต่างประเทศเช่นกัน ซึ่งในเรื่องนี้หากเราตามได้ว่ามีการซื้อขายเท่าไร ก็สามารถประเมินผู้ขายได้ และที่ผ่านมาทั้ง 3 รายในอังกฤษก็สามารถเรียกเก็บภาษีได้หมด

                ทั้งนี้ คณะทำงานปรับปรุงการจัดเก็บภาษีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จะมีการหารือกันเป็นครั้งแรกในวันที่

31 มีนาคม 2551 นี้ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสรรพากรแต่ละพื้นที่เกี่ยวกับรูปแบบ วิธีการ และปัญหาที่เกิดขึ้น

                ด้านนายวิระ จึงเจริญสุข สรรพากรภาค 11 (ดูแลพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ ระนอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี) ให้ความเห็นต่อกรณี การหลีกเลี่ยงภาษีจากการขายอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ต่างชาติว่าทางกรมสรรพากรอยู่ระหว่างหาแนวทางเพื่อดำเนินการป้องปรามกับสำนักงานบัญชี หรือสำนักกฎหมาย ที่มักจะส่งตัวแทนมาติดต่อกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ โดยเสนอแนะว่าจะหาแนวทางในการหลบเลี่ยงภาษีจากการขาย รวมถึงกรณีที่สำนักบัญชีหรือสำนักงานกฎหมายเหล่านี้ เปิดบริษัทเพื่อฝึกอบรมและให้คำแนะนำในการเลี่ยงกฎหมาย เช่น เปิดอบรมวิธีการที่จะเข้าไปเปิดบริษัทเป็นตัวกลางหรือนายหน้าในหมู่เกาะบริติช เวอร์จิน หรือประเทศที่ไม่มีการคิดภาษีจากธุรกรรมการซื้อขาย

                ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรอยู่ระหว่างการติดตามเส้นทางเดินของเงินของผู้ประกอบการ

อสังหาริมทรัพย์เหล่านี้ ซึ่งในแต่ละกรณีอาจต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี โดยวิธีการที่ทางกรมใช้อยู่ คือ ส่งเจ้าหน้าที่ไปสืบในต่างประเทศที่มีความสัมพันธ์กับการซื้อขาย โดยให้สรรพากรในต่างประเทศหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสอบยันข้อมูลจากผู้ซื้อ เพื่อที่จะนำหลักฐานที่ได้มายืนยันในการดำเนินการเอาผิด และเรียกเก็บภาษีจากผู้ประกอบการที่หลบเลี่ยง

                นายวิระ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมานี้ ซึ่งได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรลง

ไปตรวจสอบผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ทำให้สามารถเรียกเก็บภาษีได้กว่า 40 ล้านบาท ในพื้นที่ภูเก็ตและสมุย (เป็นภาษีที่เก็บได้จากการที่เจ้าหน้าที่สรรพากรลงไปตรวจสอบไม่ใช่มาจากผู้ประกอบการมายื่นเสียภาษี) เทียบกับปี 2550 ที่ลงไปตรวจสอบและเรียกเก็บภาษี ทั้งปีได้ประมาณ 100 ล้านบาท เพราะสรรพากรไม่สามารถตามไปเรียกเก็บภาษีจากผู้ประกอบการเหล่านี้ได้ทันที ต้องรอจนกว่าโครงการขึ้นแล้ว มีการโอน การทำนิติกรรม การทำนิติกรรมกับที่ดิน ข้อมูลการซื้อขายจริงจึงจะปรากฏและสามารถนำมาเปรียบเทียบกับราคาจริงจากการสำรวจ

                ปัจจุบัน สรรพากรภาค 11 ซึ่งดูแลจังหวัดในภาคใต้ จะเน้นไปที่การจัดเก็บภาษีธุรกิจ 2 ประเภท คือ

ธุรกิจที่มีศักยภาพ ได้แก่ โรงแรม เพราะมีสัดส่วนถึง 60% จากยอดจัดเก็บภาษีรวมทั้งหมดในพื้นที่ และธุรกิจอีกประเภทหนึ่ง คือ ธุรกิจที่มีการหลีกเลี่ยงภาษีสูง ซึ่งได้แก่ การค้าอสังหาริมทรัพย์ และ ธุรกิจยางที่เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีเจตนาเลี่ยงภาษีสูง

                ด้าน น.พ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บริษัท ราชธานีบ้านและที่ดิน จำกัด และ บริษัท เกรด ฮิล อิน

เตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งพัฒนาโครงการหิมพานต์ (เดอะพีค) บ้านหรูขายต่างชาติ ที่เกาะสมุย กล่าวถึงกรณีที่กรมสรรพากรจะตรวจสอบ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขายให้กับต่างชาติแถบหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญๆ และเลี่ยงการเสียภาษีนั้นว่า เป็นเรื่องที่ดี แต่มองว่าอาจทำได้ยาก เนื่องจากต่างชาติมักไม่ลงบัญชีไว้เป็นหลักฐานโดยเฉพาะการตั้งโต๊ะขายบ้านที่ต่างประเทศ ต่างชาติจะยกเมฆลงบัญชีเป็นอะไรก็ได้

                ส่วนการทำนิติกรรม(กรณีขายขาด) จะต้องทำในประเทศไทย ที่สำนักงานที่ดิน ก็จะแจ้งราคาต่ำ เช่น

ซื้อขายจริงราคา 40 ล้าน บาท แต่แจ้งจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (โอน) แค่ 20 ล้านบาท โดยผู้ซื้อและผู้ขายสมยอมทำสัญญาปลอม และส่วนต่างอาจแอบจ่ายกันใต้โต๊ะ หรือ โอนจ่ายกันที่ต่างประเทศ (offshore) ซึ่งเชื่อว่าทั้งกรมที่ดินและกรมสรรพากรก็ทำอะไรไม่ได้แม้จะทราบก็ตาม เพราะกฎหมายกรมสรรพากรยังไม่ให้อำนาจที่จะล้วงลึกได้ขนาดนั้น ทั้งการตั้งบริษัทนิติบุคคล ให้คนไทยถือหุ้น51 ต่างชาติ 49 ตามกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ โดยจ้างสำนักกฎหมายหรือทนายความมืออาชีพ เป็นทั้งที่ปรึกษาและการเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นเพื่อความน่าเชื่อถือ และแตกบริษัทลูกหลานมากมาย ซึ่งทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายที่ถูกต้อง

                หมอบุญกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า บริษัทที่ทำบ้านขายให้ต่างชาติ และเลี่ยงภาษี ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทเล็ก

ที่เป็นของต่างชาติมีกว่า 100 ราย ตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญโดยใช้ทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 10-100 ล้านบาท เฉลี่ยพัฒนาโครงการ 5-10 ไร่ ซึ่งแต่ละบริษัทจะเลี่ยงภาษีไปได้ประมาณ 20% หากนับจากบริษัทที่ขายบ้านให้ฝรั่งกว่า 100 ราย รัฐจะสูญเงินภาษีไปแล้วกว่า 2,000 ล้านบาท (อ่านไซด์บาร์ประกอบวิธีการหลบเลี่ยงภาษี )

                ส่วนการพัฒนาโครงการของบริษัท เกรด ฮิลฯนั้นหมอบุญยืนยันว่าไม่กระทบกับมาตรการดังกล่าวของ

กรมสรรพากร เพราะทำถูกต้องตามกฎหมายและไม่เคยหลบเลี่ยงภาษี โดยเฉพาะโครงการ หิมพานต์ ที่กำลังเปิดให้ต่างชาติเช่าระยะยาว 90 ปี ราคา 15-20 ล้านบาท จำนวน 920 หน่วยมูลค่า 20,000 ล้านบาท มีต่างชาติสนใจจำนวนมาก อย่างไรก็ดีบริษัทรายเล็กน่าจะได้รับผลกระทบหากกรมสรรพากรเอาจริง

                นางกนกพรรณ ปราณวีระไพบูลย์ เจ้าของ บริษัท ทูวิลล่าส์ จำกัด ซึ่งพัฒนาโครงการบ้านทั้งขายและ

ให้เช่าแก่ต่างชาติ ในจังหวัดภูเก็ต แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่กรมสรรพากรจะไล่บี้การเสียภาษีขายบ้านให้ต่างชาติว่า คงไม่กระทบกับการดำเนินงานที่ทำอยู่ เนื่องจากธุรกิจที่ทำคนไทยเป็นเจ้าของและที่ผ่านมาจ่ายภาษีให้กับรัฐถูกต้องตามจริง พร้อมกับยอมรับว่า ที่ผ่านมา ภูเก็ตเป็นจุดที่มีต่างชาติเข้ามานักลงทุนและพักผ่อนกันมาก ทำให้ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทำรายได้สูงเป็นรองแค่รายได้จากการท่องเที่ยว โดยต่างชาติที่เข้ามาจะลงโปรเจ็กต์คุณภาพ มาตรฐานสูง และใช้มืออาชีพออกแบบ เพื่อขายให้ต่างชาติในราคาสูงๆ

                อย่างไรก็ตามการที่กรมสรรพากรจะไล่บี้ผู้ประกอบการที่เลี่ยงภาษี ก็อาจใช้วิธีตรวจสอบจากการ

สำรวจราคาขาย(price list) ของโครงการต่างๆ เทียบกับราคาที่แจ้งเสียภาษีกับกรมสรรพากรได้

                ด้านนายสุรชัย สุวรรณธนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท Lapole จำกัด ซึ่งพัฒนาโครงการ Cape Mae

Phim บ้านไทย ประมาณ 42 ยูนิต บนเนื้อที่ ประมาณ 20 ไร่ ที่จังหวัดระยอง ขายโดยทำสัญญาให้ต่างชาติเช่า 30 ปีและต่อสัญญาได้อีก 30+30 ปี กล่าวเช่นเดียวกันว่า กรณีกรมสรรพากรไล่บี้เก็บภาษีโครงการขายบ้านในต่างชาติ ไม่กระทบธุรกิจเพราะที่ผ่านมาทำถูกต้องตามกฎหมายและเสียภาษีเข้าระบบหมดทุกอย่าง โดยบริษัทที่ดำเนินการ คนไทยเป็นเจ้าของ 100%

 

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ