Loading

รื้อก.ม.จัดสรรโขก5หมื่นบาท/หลัง ดัดหลังเอกชนเบี้ยวใช้สัญญามาตรฐา

วันที่ : 27 มีนาคม 2551
รื้อก.ม.จัดสรรโขก5หมื่นบาท/หลัง ดัดหลังเอกชนเบี้ยวใช้สัญญามาตรฐาน

                แหล่งข่าวจากกรมที่ดินเปิดเผยกับ""ฐานเศรษฐกิจ"" ว่า ขณะนี้กรมที่ดินอยู่ระหว่างแก้ไขพ.ร.บ.การจัด

สรรที่ดิน พ.ศ. 2543 เพิ่มเติมหลายประเด็น อย่างไรก็ดี สาระสำคัญที่ต้องแก้ไขเร่งด่วนคือบทลงโทษที่เป็นเบี้ยปรับกรณีที่ผู้ประกอบการ ไม่ใช้แบบมาตรฐานของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจัดสรร ตามที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง กำหนด หากมีการร้องเรียนจากผู้บริโภค หรือ สืบทราบภายหลังว่าจงใจเขียนสัญญาจะซื้อจะขายขึ้นเอง จะต้องถูกปรับเป็นเงิน 50,000บาทต่อรายหรือ ต่อหลัง

                จากปัจจุบันผู้ประกอบการเสียค่าปรับเพียง 5,000 บาท เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมากทำให้ แทบทุกรายยอม

เสียค่าปรับแลกกับข้อผูกมัดกับผู้บริโภค ที่ต้องรับผิดชอบตามมา อาทิ ระยะเวลาการก่อสร้างที่ต้องแล้วเสร็จตามที่สัญญากำหนด หากงานล่าช้าผิดไปจากสัญญาระบุ ลูกบ้านมีสิทธิ์ขอคืนเงินดาวน์ และยกเลิกสัญญาได้ พร้อมเรียกเบี้ยปรับ ยกเว้นในกรณีที่เกิดภัยธรรมชาติอาทิ น้ำท่วม ภัยพิบัติต่างๆเป็นต้น ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ยอมรับว่าที่ผ่านมาตั้งแต่ใช้กฎหมายจัดสรร และระเบียบของสัญญามาตรฐานกลางปรากฏว่าไม่มีผู้ประกอบการรายใดปฏิบัติตาม

                แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า อยากให้ผู้บริโภคที่ซื้อบ้านจัดสรร หากพบว่าสัญญาไม่เป็นธรรมหรือ พบว่าสัญญาถูกเขียนขึ้นเองโดยเจ้าหน้าที่ของโครงการสามารถร้องเรียนมาได้ที่กรมที่ดิน เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของข้อกฎหมายต่อไป โดยไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาขึ้นก่อน อย่างไรก็ดีเชื่อว่า หากเพิ่มเบี้ยปรับแล้วผู้ประกอบการเอาเปรียบผู้บริโภคน้อยลง

                ส่วนพ.ร.บ.อาคารชุดพ.ศ. 2551 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมาและนับ

ถอยหลังไปอีก 120 วันนับจากวันที่ประกาศในราชกิจจาฯ จึงจะมีผลบังคับใช้ โดยสาระสำคัญ เกี่ยวกับบทลงโทษที่มีเบี้ยปรับค่อนข้างสูงและขณะนี้อยู่ระหว่างยกร่างกฎหมายลูกโดยเฉพาะสัญญาจะซื้อจะขายอาคารชุดที่เป็นสัญญามาตรฐานกลาง ซึ่งจะมีเนื้อหาสาระในสัญญาค่อนข้างเข้มงวด แต่ เกรงว่าจะมีปัญหาซ้ำรอยเหมือนกฎหมายจัดสรร ที่บทลงโทษจากค่าปรับค่อนข้างต่ำดังนั้นจึงกำหนดไว้สูงไม่ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อหน่วยเช่นกันหรือสูงกว่านั้นอยู่ระหว่างพิจารณา หากผู้ประกอบการจงใจ เบี้ยวไม่ใช้สัญญามาตรฐานดังกล่าว

                ส่วน พ.ร.บ. การดูแลผลประโยชน์ ของคู่สัญญา พ.ศ. 2551 หรือ กฎหมาย เอสโครว์แอกเคาต์ ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา และมีผลบังคับใช้อีก 90 วันนับจากประกาศราชกิจจาฯ คือ 20 พฤษภาคม ซึ่งผู้ซื้อ-ผู้ขายต้องตกลงกันเองว่าจะใช้หรือไม่ใช้เอสโครว์ ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวเป็นของกระทรวงการคลังไม่เกี่ยวกับกรมแต่อย่างใด

                ด้านนายอิสระ บุญยัง อุปนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรกล่าวว่า นับเป็นเรื่องที่ดี เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบ ส่วนกฎหมายเอสโควร์นั้นหากผู้ขายประสงค์ที่จะใช้เอสโครว์แต่ผู้ประกอบการไม่ยินยอมทางออกที่ดีที่สุดก็คือ อย่าตัดสินใจซื้อบ้านหรืออาคารชุดในโครงการนั้น

 

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ