Loading

ถึงเวลาทบทวน EIA ได้หรือยั

วันที่ : 19 กุมภาพันธ์ 2551
ถึงเวลาทบทวน EIA ได้หรือยัง

          6 ก.พ. 2551 ที่ผ่านมา มีข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ คอนโดเฮ สผ.ยอมถอยคลายกฎเหล็กเพิ่มพื้นที่สีเขียวตามจำนวนแอร์ ที่มาของข่าวดังกล่าวคือ กรณีที่สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) ให้อาคารชุด (ตั้งแต่ 80 ยูนิตขึ้นไป) ต้องปลูกต้นไม้ชดเชยความร้อนที่ออกจากเครื่องปรับอากาศ

โดยให้ถือว่าห้องชุดทุกห้องติดเครื่องปรบอากาศ และกำหนดให้ปลูกต้นไม้ 1 ต้น (ขนาดเส้นรอบวงไม่ต่ำกว่า 50 เซนติเมตรและความสูงไม่ต่ำกว่า 5 เมตร) ต่อเครื่องปรับอากาศ 2 ตัน ให้ต้องมีพื้นที่ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น ซึ่งแต่ละโครงการอาจจะต้องเพิ่มเพิ่มขึ้น1เท่าหรือหลายเท่าตัว

ต่อมากรณีดังกล่าว ได้มีเสียงคัดค้านจากภาคเอกชนเป็นจำนวนมาก จนมีผลทำให้ สผ.เตรียมการเสนอต่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อทบบทวนมาตรการดังกล่าว

โดยปกติโครงการจัดสรรที่ดินที่มีพื้นที่ดินเกินกว่า 100 ไร่ หรือจำนวนหน่วยตั้งแต่ 500 หน่วยและโครงการอาคารชุดที่มีจำนวนตั้งแต่ 80 หน่วย ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

ตัวอย่างในลักษณะดังกล่าวข้างต้น มิใช่เป็นครั้งแรก เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีผลกระทบจากการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ต่อการพัฒนาการที่อยู่อาศัย ทั้งในกรณีของโครงการจัดสรรและอาคารชุดหลายกรณีด้วยกัน เช่น มติคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2548 และครั้งที่ 2/2549 เมื่อวันที่ 13 ม.ค.2549 ได้มีมติให้โครงการอยู่อาศัยรวมที่มีจำนวนอาคารตั้งแต่ 2 อาคารขึ้นไปบนพื้นที่เดียวกัน และมีพื้นที่รวมกันตั้งแต่ 1 หมื่นตารางเมตรขึ้นไป ให้ถือเสมือนว่าเป็นอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ซึ่งโครงการต้องดำเนินการดังนี้
1.กำหนดระยะถอยร่นจากแนวเขตที่ดินไม่น้อยกว่า6เมตร
2.กำหนดระบบป้องกันเพลิงไหม้และกฎเกณฑ์ความปลอดภัยเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการ
ควบคุมอาคารที่จะให้อาคารขนาดใหญ่พิเศษต้องจัดให้มี
    มติดังกล่าวกลายเป็นกฎหมายที่มีผลปฏิบัติไม่สอดคล้องกับกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร 2522 กรณีทำให้หลายโครงการต้องซื้อที่ดินเพิ่ม หลายโครงการต้องแก้ไขอาคารให้เล็กลง แต่ต่อมาคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ก็ได้มีการพิจารณาการทบทวนว่า หากกรณีดังกล่าวมีทางเข้าออกหลายทาง หรือมีระบบป้องกันอัคคีภัยเพิ่มเติม ก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามมติเมื่อวันที่ 30 พ.ย.2548 หรือวันที่ 13 ม.ค.2549

กรณีตัวอย่าง ของโครงการจัดสรรแห่งหนึ่งบริเวณถนนรังสิต-นครนายก ซึ่งถูกสร้างเป็นทาวเฮาส์จำนวนเกินกว่า 500 หน่วยและอยู่ในเกณฑ์ ซึ่งต้องจัดทำ EIA ปรากฏว่าคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ไม่ผ่านความเห็นชอบ ในการจัดทำ EIA เนื่องจากเห็นว่า น้ำในคลองรังสิตมีมลภาวะมากแล้ว ไม่ควรให้ระบายน้ำลงคลองรังสิต แม้ว่าโครงการจะได้จัดทำระบบบำบัดน้ำเสียตามข้อกำหนดการจัดสรรที่ออกตามความในพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน 2543และได้รับอนุญาตระบายน้ำจากรมชลประทานแล้วก็ตาม

ต่อมาโครงการดังกล่าว ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯเรียบร้อยแล้ว เหตุผลเป็นเพราะในการประชุมครั้งต่อมา กรรมการผู้ชำนาญการฯซึ่งมีความเห็นในเรื่องดังกล่าวมิได้เข้าร่วมประชุมอีกกรณีตัวอย่าง ของโครงการจัดสรรที่มีชื่อเสียงโครงการหนึ่งจัดสร้างบ้านเดี่ยวในเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ และพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่สีเหลือง ซึ่งตามผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครสามารถจัดสร้างอาคารพาณิชย์หรือทาวเฮาส์ได้ ความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมมีความเห็นว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ไม่เหมาะที่จะทำโครงการจัดสรรจึงไม่ผ่านการจัดทำรายงานEIA

จากหลายกรณีตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่ามติของคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ จะเปลี่ยนกลับไปกลับมาตามความเห็นของบุคคล หรือของคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ แต่ละท่านหรือแต่ละชุด ซึ่งอาจให้น้ำหนักหรือมุมมองที่แตกต่างกันออกไปและหลายกรณีก็ขัดแย้งหรือไม่สอดคล้องกับกฎหมายฉบับอื่นๆผู้เขียนเห็นว่ามีความจำเป็นของโครงการหลายประเภท ซึ่งควรต้องจัดทำ EIA เป็นรายกรณีไป เช่น โรงโม่และบดย่อย หินเหมืองแร่ เหมืองถ่านหินอุตสาหกรรมที่ก่อมลภาวะอาคารสูงที่อย่าใกล้ วัด วัง ศาสนสถาน สถาบันโบราณ ใกล้พื้นที่ชุ่มน้ำหรือพื้นที่อ่อนไหวอื่นๆหรือการจัดทำโครงการที่มิได้มีกฎหมายอื่นกำกับดูแลในเรื่องของสิ่งแวดล้อม

แต่ในกรณีของการพัฒนาโครงการจัดสรรและอาคารชุด ซึ่งอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติและกฎหมายกว่า 20 ฉบับ ผู้เขียนเห็นว่า หากมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในลักษณะเช่นเดียวกับข้อกำหนดการจัดสรรที่ดิน หรือกฎกระทรวงของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร จะทำให้ผู้ประกอบการทราบแนวทางข้อให้ปฏิบัติหรือข้อห้ามปฏิบัติที่ชัดเจน และทำให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ใช้เวลาในการพิจารณาลดลดลงหรือพิจารณาในประเด็นอื่นๆ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ดุลพินิจหรือพิจารณาเป็นรายกรณีไป

ผู้เขียนเชื่อว่าความเห็นของบุคคลหรือคณะบุคคล ซึ่งเป็นคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ มีเจตนาที่ดีในการปกป้องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการพัฒนา แต่จากกระบวนการที่ใช้ดุลพินิจหรือตามความเห็นของบุคคลเป็นหลัก ในการพิจารณาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา จึงมีคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องมีการทบทวนกระบวนการหรือวิธีการในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยองค์รวมของกฎหมาย องค์กร หน่วยงาน และภาคส่วนต่างๆ ของสังคมมิใช่เพียงความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ เท่านั้น

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ