Loading

พปช.สั่งธอส.ล่วงหน้าเพิ่มหมื่นล.อุ้มบ้านเอื้อ

วันที่ : 30 มกราคม 2551
พปช.สั่งธอส.ล่วงหน้าเพิ่มหมื่นล.อุ้มบ้านเอื้อฯ

       นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ได้รับแฟกซ์จากทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ พรรคพลังประชาชน ส่งตรงถึงตนเพื่อแจ้งให้ทราบว่า รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชน จะเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายข้อ โดยเฉพาะมาตรการด้านอสังหาฯ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศ

เนื้อหาในเอกสารดังกล่าว ระบุว่าพรรคพลังประชาชนพร้อมจะจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้กับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่อยู่ภายใต้การสังกัดกำกับดูแลของรัฐบาล ซึ่ง ธอส.เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีความสำคัญ และมีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว พร้อมระบุว่ารัฐบาลใหม่พร้อมที่จะให้ ธอส.เพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 1 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่มีอยู่  1.7  หมื่นล้านบาท   โดยเป้าหมายในการเพิ่มทุนครั้งนี้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับ ธอส. เป็นการเฉพาะเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเอื้ออาทร

โดยระบุว่าจะครอบคลุมทั้งโครงการที่ได้มีการก่อสร้างไปแล้ว รวมถึงส่วนที่ได้ชะลอตามแผนการปรับลดเป้าในการก่อสร้างไปก่อนรวมกว่า 3  แสนหน่วย นายขรรค์ กล่าวว่า ธนาคารต้องหารือกับผู้บริหารของการเคหะแห่งชาติอีกครั้งถึงรายละเอียดต่างๆ

""เราคงต้องคุยกับผู้ว่าการเคหะ เพราะมีรายละเอียดมากหากดูจากสถานการณ์ลูกค้าบ้านเอื้ออาทร ปัจจุบันมีหนี้เสียอยู่ 700 ยูนิต ถือว่ามากหากเทียบกับสัดส่วนที่ปล่อยกู้ไปแล้วควรมีหนี้เสียไม่เกิน 150-200 ยูนิตเท่านั้น"" นายขรรค์ กล่าวและว่า ตามนโยบายที่ ธอส. ได้ทำไว้กับการเคหะ ในเรื่องของวงเงินโอดี (เงินเบิกเกินบัญชี) สำหรับให้ กคช.รับซื้อคืนกรณีที่ลูกค้าที่ซื้อบ้านเอื้ออาทร ขาดการส่งงวดติดต่อกัน 3 งวดขึ้นไป ขณะนี้ยอดพุ่งสูงขึ้นเป็น 700 ยูนิต


ธอส.ลุ้นช่วยสภาพคล่อง
นายขรรค์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลใหม่โดยพรรคพลังประชาชน มีแนวคิดจะอนุมัติการเพิ่มทุนของธนาคารอีก 1 หมื่นล้านบาท ในความเห็นส่วนตัวมองว่าเป็นทางออกที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะกรณีที่ธนาคารไม่สามารถระดมทุนผ่านการทำซิเคียวริไทเซชั่น (การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์) ได้ เนื่องจากมีปัญหาต่อเนื่องจากตลาดทุนที่ได้รับผลกระทบเรื่องซับไพร์มการเพิ่มทุนวิธีใหม่นี้ก็จะทำให้ธอส.มีความคล่องตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตามในปี 2550 ธนาคารมียอดปล่อยสินเชื่อทั้งสิ้น 94,000 ล้านบาท ต่ำกว่าปี 2549 ที่มียอดปล่อยสิน
เชื่อไปทั้งสิ้น 105,000 ล้านบาท มีกำไรในปีที่ผ่านมา ประมาณ 3,800 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปี 2550 ถ้าไม่มีการ
ตั้งสำรองตามมาตรฐานบัญชีใหม่ธนาคารจะมีกำไรประมาณ4,000-5,000ล้านบาท

ผู้ว่ากคช.ขานรับแก้ปมบ้านเอื้อฯ
นายสุชาติ ศิริโยธิพันธุ์ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ การเคหะอยู่ระหว่างการจัดทำแผนฟื้นฟูการเคหะอยู่ ซึ่งจะนำเสนอไปที่คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า ธนาคารอาคารสงเคราะห์ มีแผนจะเพิ่มทุนตามข้อเสนอของทีมเศรษฐกิจของพรรคพลังประชาชน แล้วนำมาแก้ไขปัญหาบ้านเอื้ออาทร ในการปล่อยกู้กับประชาชนนั้นเชื่อว่าเป็นแนวทางที่ดี

ทั้งนี้ ครม.ชุดก่อน มีมติในวาระบ้านเอื้ออาทร โดยเห็นชอบให้ลดเป้าการก่อสร้างลงเหลือเพียง 300,504 หน่วย รวมทั้งอนุมัติให้ กคช.กับผู้ประกอบการหารือในการปรับเปลี่ยนแบบก่อสร้างเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาในการกำหนดราคา โดยอาจจะมีการเพิ่มคุณภาพของวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง เพิ่มขนาดพื้นที่ใช้สอยและปรับขึ้นราคาบ้านเพื่อรองรับความต้องการที่กว้างขึ้น

อีกทั้งยังมีมติอนุมัติเพิ่มวงเงินสำรองซื้อคืนบ้านเอื้ออาทรอีก 480 ล้านบาท ในกรณีผู้ได้สิทธิทิ้งบ้าน ไม่ส่งค่างวดเกิน 3 งวด ทำให้มีวงเงินสำรองซื้อคืนรวมเป็น 780 ล้าน เพื่อแก้ปัญหาบ้านที่ไม่ส่งงวด ขณะเดียวกัน ยังอนุมัติให้มีการเจรจาปรับอัตราดอกเบี้ยของแบงก์ โดยในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มเกิน 4% ส่วนต่างที่เกินขึ้นมารัฐบาลจะเป็นผู้อุดหนุนงบประมาณให้แผนสะสางหนี้บ้านเอื้อฯ สำหรับแผนแก้ปัญหาบ้านเอื้ออาทร ก่อนหน้านี้ ได้มีมติ ครม.เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมา ครม.ได้อนุมัติตามกรอบที่นำเสนอ 4 ประเด็นหลัก คือ ลดจำนวนหน่วยที่จะสร้างลง, อนุมัติให้มีการปรับเปลี่ยนแบบแปลน, เพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชี และอนุมัติให้ศึกษาและเจรจากับธนาคารในเรื่องการหาอัตราดอกเบี้ยต่ำและรัฐแบกรับส่วนต่างดอกเบี้ยส่วนเกิน

ทั้งนี้ ครม.ได้อนุมัติให้ กคช.ลดจำนวนหน่วยการสร้างบ้านเอื้ออาทรจาก 6 แสนหน่วยเศษ เหลือกว่า 3 แสนหน่วย ได้ก่อสร้างเสร็จแล้ว 78,000 หน่วย นอกจากนี้ยังอนุมัติให้ กคช.และเอกชน ที่รับดำเนินการโครงการ สามารถปรับเปลี่ยนแบบแปลนได้ สามารถปรับราคาขายขึ้นได้ เช่น 7 แสนบาท หรือ 1 ล้านบาทตามต้นทุน หรือสเปควัสดุที่นำมาก่อสร้าง จะช่วยให้ขยายฐานลูกค้าผู้ซื้อบ้านในโครงการได้มากขึ้น จากเดิมกำหนดรายได้ต่อครอบครัวอยู่ที่ 2 หมื่นบาทอาจเป็น 3 หมื่นบาท และเปลี่ยนชื่อบ้านเอื้ออาทร เป็นโครงการเคหะชุมชน พร้อมยังอนุมัติเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชี หรือวงเงินโอดี แก่ กคช.เป็น 780 ล้านบาท จากเดิม 300 ล้านบาท การอนุมัติการเพิ่มวงเงินดังกล่าวก็เพื่อขยายเพดานให้ กคช. ที่เดิมได้มีเงื่อนไขกับทางธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ว่า กคช.จะรับซื้อคืนจาก ธอส.หากลูกค้าที่ผ่อนบ้านกับ ธอส.แล้วมีปัญหาการชำระติดต่อกัน 3 งวด กคช.จะต้องซื้อคืน แล้วนำเอาบ้านในหน่วยนั้นมาขายต่อให้ลูกค้าใหม่ หรือไม่ ก็เปิดให้ลูกค้าคนเก่าทำการผ่อนชำระค่างวดกับการเคหะแทน หลังจากมีการเปลี่ยนเจ้าหนี้ จาก ธอส. เป็น กคช. ปัญหาดังกล่าว มีประมาณ 5% โดยเกิดจากขีดความสามารถในการผ่อนชำระหลังจากอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น ทำให้อัตราการผ่อนชำระต่องวดเพิ่มเป็น 2,200-2,400 บาท/งวด จากช่วงก่อนหน้านี้ต้องผ่อนอยู่ประมาณ 1,500-1,800 บาท/งวด

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ