Loading

อสังหาฯติดบ่วงสวล.เข้มมาตรฐาน วิ่งวุ่นสภาหอการค้าฯช่วยคลายก

วันที่ : 16 มกราคม 2551
อสังหาฯติดบ่วงสวล.เข้มมาตรฐาน วิ่งวุ่นสภาหอการค้าฯช่วยคลายกฎ

      แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการอสังหาฯ กล่าวว่า การที่คณะกรรมการพิจารณาใบอนุญาตก่อสร้าง ของกระทรวงทรัพยากรฯ นำเรื่องปัญหาโลกร้อนมาเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณาใบอนุญาต ซึ่งพบว่าโครงการอาคารสูงที่ใช้เครื่องปรับอากาศจำนวนมาก จะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะข้อกำหนดใหม่ได้มีการระบุให้มีต้นไม้ใหญ่ 1 ต้นต่อจำนวนเครื่องปรับอากาศ 2 ตัน ข้อกำหนดดังกล่าวส่งผลกระทบต่อโครงการทำให้พื้นที่ขายลดลง ต้นทุนโดยรวมเพิ่มขึ้นและอาจกระทบต่ออัตราการทำกำไร
    หากผู้ประกอบการต้องการคงจำนวนหน่วยของยูนิตที่เสนอขายไว้ให้ใกล้เคียงของเดิม ก่อนที่จะมีข้อกำหนดนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นที่ต้องมีขนาดที่ดินเพิ่มขึ้นเป็น 3-5 เท่าตัว และที่ดินส่วนเพิ่มต้องปลูกต้นไม้ใหญ่ด้วย สวนทางกับภาวะปัจจุบัน ซึ่งที่ดินขนาดใหญ่ในเมืองก็มีเหลือน้อยมาก    

""ข้อกำหนดนี้ทำให้ การพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมกระทบมาก"" แหล่งข่าว กล่าว และว่า ต่อเนื่องจากปัญหาโลกร้อน คือ โครงสร้างอาคารที่รองรับการเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งกฎหมายผังเมืองใหม่ได้เพิ่มข้อกำหนดของอาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 15 ม.ขึ้นไป หรือประมาณ 5 ชั้น จะต้องขออนุญาตก่อสร้าง โดยโครงสร้างจะต้องมีระบบรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวเพิ่ม ซึ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยพื้นที่ที่เข้าข่ายดำเนินการตามข้อกำหนดดังกล่าวมี 22จังหวัดซึ่งรวมถึง กรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และนครปฐม
วิ่งวุ่นคลายกฎผ่านสภาหอการค้าฯ
    จากผลกระทบที่เกิดขึ้น ผู้ประกอบการอสังหาฯ ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงทางออกร่วมกันจากกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามา ผ่านสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย การผลักดันผ่านช่องทางดังกล่าว ส่วนหนึ่งเพราะกลุ่มธุรกิจอสังหาฯยังไม่มีองค์กรที่เป็นของตนเองที่เข้มแข็งพอ โดยเฉพาะสภาที่อยู่อาศัยไทยซึ่งขณะนี้ ยังไม่สามารถจัดตั้งได้อย่างเป็นรูปเป็นร่าง รวมถึงการสรรหาประธานสภาที่อยู่อาศัยคนใหม่แทนนางวรรณา ตัณฑเกษม ที่หมดวาระลงไปก็ยังไม่ลงตัว
    ก่อนหน้านี้ กลุ่มธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ผลักดันให้มีการชะลอกำหนดระยะเวลาการบังคับใช้กฎกระทรวง เกี่ยวกับการตรวจสอบอาคารของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ตั้งคณะทำงานในการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปหารือกับกระทรวงมหาดไทย ถึงแนวทางการปฏิบัติตามกฎกระทรวงดังกล่าวที่ได้
ประกาศใช้เมื่อปี 2548 และให้เวลาเอกชนในการปรับตัวเป็นเวลา 2 ปี ก่อนที่จะกำหนดให้เจ้าของอาคาร ต้องส่งรายงานการตรวจสอบอาคารประเภทต่างๆ ให้เสร็จภายในวันที่ 29 ธ.ค. 2550 ไม่ผ่าน สวล.โอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้
    นายสันติ บุญประคับ ผู้อำนวยการกองวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีผู้ประกอบการอสังหาฯ ได้หาทางแก้ระยะสั้นแต่ยังคงมีความเสี่ยง เช่น ในเบื้องต้นผู้ประกอบการสามารถขอใบอนุญาตก่อสร้างที่ได้รับรองทางโครงสร้างที่เรียกว่า ""39 ทวิ"" ได้ ซึ่งจะเพิ่มค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย แม้จะทำให้ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องรอใบรับรองการก่อสร้างจากสวล.ในเบื้องต้น แต่ปัญหาที่ตามมาคือหากก่อสร้างเสร็จ แล้วไม่มีใบอนุญาต สวล. จะไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ และที่ทางออกอีกวิธีหนึ่งที่พบมากสุด คือ ทำโครงการที่มีขนาดเล็กลง คือ มีไม่เกิน 79ยูนิต สูงไม่เกิน 8 ชั้น คอนโดกว่า 2.3 หมื่นล. ติด สวล.
    จากข้อมูลของฝ่ายวิจัยของ บล.นครหลวงไทย ระบุถึงผลสำรวจล่าสุด เมื่อ 14 ม.ค. 2551 พบว่า มีที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม 15 โครงการ ยังไม่ได้รับอนุญาต สวล. คิดเป็นมูลค่า 23,730 ล้านบาท จำนวน 13,631 ยูนิต ดังนี้ คือ บมจ.แอล.พี.เอ็น. มี 3 โครงการ มูลค่า 4,075 ล้านบาท ซึ่งเปิดขายเมื่อไตรมาส 4/2550 ประกอบด้วย 1. โครงการ ลุมพินี ประชาชื่น-พงศ์เพชร มูลค่า 1,300 ล้านบาท จำนวน 954 ยูนิต 2.โครงการ ลุมพินี สวีท ปิ่นเกล้า 3 มูลค่า 1,325 ล้านบาท จำนวน 547 ยูนิต และ 3.โครงการ ลุมพินี คอนโดทาวน์ รัตนาธิเบศร์มูลค่า1,450ล้านบาทจำนวน1,949ยูนิต
    บมจ.พฤกษาฯ มี 2 โครงการ มูลค่า 1,179 ล้านบาท เปิดขายไตรมาส 4/2550 ประกอบด้วย 1.ไอวี่ สาทร ซ.10 มูลค่า 1,000 ล้านบาท จำนวน 292 ยูนิต 2.โครงการ เดอะ ซีด พหลโยธิน ซ.14 มูลค่า 179 ล้านบาท จำนวน 118ยูนิต
    บมจ. เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ หรือเอพี มี 4 โครงการ มูลค่า 5,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.โครงการ ไลฟ์ @ สาทร 10 มูลค่า 1,000 ล้านบาท จำนวน 286 ยูนิต เปิดขายเมื่อ ไตรมาส 2/2550 2.โครงการ ไลฟ์ @ รัชดา-สุทธิสาร มูลค่า 1,300 ล้านบาท จำนวน 520 ยูนิต เปิดขายเมื่อไตรมาส 2/2550 3.โครงการ ไลฟ์ @ สุขุมวิท 65 มูลค่า 1,500 ล้านบาท จำนวน 540 ยูนิต เปิดขายเมื่อไตรมาส 3/2550 และ 4.โครงการ ไลฟ์ @ รัชดา-ห้วยขวาง มูลค่า1,200ล้านบาทจำนวน480ยูนิตเปิดขายเมื่อไตรมาส3/2550
    บมจ.ศุภาลัย มี 4 โครงการมูลค่า 10,126 ล้านบาท เช่น โครงการศุภาลัย พรีเมียร์ สาทร-นราธิวาส มูลค่า 2,076 ล้านบาท จำนวน 630 ยูนิต เปิดขายเมื่อไตรมาส 4/2550 โครงการศุภาลัย ปาร์ค เกษตร-นวมินทร์ มูลค่า 2,950 ล้านบาท จำนวน 1,489 ยูนิต เปิดขายเมื่อไตรมาส 4/2550 โครงการ ซิตี้ โฮม รัชดา-ปิ่นเกล้า มูลค่า 2,880 ล้านบาท จำนวน 2,033 ยูนิต เป็นต้น

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ