Loading

ชาวบ้าน12สนง.ที่ดินส้มหล่น ธนารักษ์ยืนราคาประเมินเก่า

วันที่ : 6 มกราคม 2551
ชาวบ้าน12สนง.ที่ดินส้มหล่น ธนารักษ์ยืนราคาประเมินเก่า

          ตามที่กรมธนารักษ์ได้ประกาศ ใช้บัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2551-2554 เพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษี ค่าธรรมเนียมและอากรในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโดยแต่ละรอบบัญชีจะประกาศใช้ไม่เกินคราวละ4ปีนั้น

ล่าสุดแหล่งข่าวระดับสูงจาก กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ
ว่า ในเขตกรุงเทพมหานครมีการปรับใช้ราคาประเมินที่ดินใหม่เพียง 5 สำนักงานที่ดิน ได้แก่ พื้นที่ที่อยู่ในเขตสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง สำนักงานที่ดิน กทม. สาขาหนองแขม สำนักงานที่ดินสาขาห้วยขวาง สำนักงานที่ดินสาขา บางเขน และสำนักงานที่ดินกรุงเทพ-มหานคร

ส่วน อีก 12 สำนักงานที่ดินยังยืนยันใช้บัญชีราคาประเมินที่ดินฉบับเก่า ปี 2547-2550 โดยบัญชีราคาประเมินใหม่ ปี 2551-2554 จะนำราคาประเมินเดิมมาบรรจุไว้ในบัญชีใหม่เพื่อให้กรมที่ดินถือปฏิบัติแก่ประชาชนต่อไป ที่ดินทั้ง 12 เขตแก่สำนักงานที่ดินกทม.สาขาธนบุรี , สำนักงานที่ดินสาขาบางกอกน้อย สำนักงานที่ดินสาขาบางขุนเทียน สำนักงานที่ดินสาขาบางกะปิ สำนักงานที่ดินสาขาบึงกุ่ม สำนักงานที่ดินสาขาประเวศ สำนักงานที่ดินสาขาลาดพร้าวสำนักงานที่ดินสาขามีนบุรีสำนักงานที่ ดินสาขาลาดกระบัง สำนักงานที่ดินสาขาหนองจอก สำนักงานที่ดินสาขาดอนเมืองและสำนักงานที่ดินสาขาห้วยขวางส่วนแยกจตุจักร

ทั้งนี้ ยอมรับว่ากำลังเจ้าหน้าที่สำรวจและประเมินราคาทุนทรัพย์ในเขตกทม. มีไม่เพียงพอ ปัจจุบันมีอยู่เพียง 50 คนเท่านั้น เมื่อเทียบกับปริมาณโฉนดที่ดินที่เกิดขึ้นในกทม.จำนวน 1,800,000 แปลง ขณะที่ นโยบายของกรมธนารักษ์จะต้องเร่งปรับเปลี่ยนจากการประเมินที่ดินแบบรายบล็อกโซน เป็นรายแปลง หรือ รายโฉนด ทั้งหมด ทั้งนี้ กรมธนารักษ์ ไม่ได้เพิกเฉย โดยจะเร่งสำรวจและประกาศใช้ราคาประเมินที่ดินที่อยู่บริเวณที่ตั้งของสำนักงานที่ดินที่เหลือ 12 สำนักงานที่ดิน ให้แล้วเสร็จและสามารถประกาศบัญชีราคาประเมินได้ในราวปี 2553 แยกออกเป็น เขตกรุงเทพฯชั้นกลาง จำนวน 5 สำนักงานที่ดิน ที่ต้องเร่งสำรวจและจัดทำราคาประเมินให้แล้วเสร็จและประกาศใช้ภายในวันที่ 1 มกราคม 2552 ได้แก่ สำนักงานที่ดิน สาขาลาดพร้าว สาขาดอนเมือง สาขาห้วยขวางส่วนแยกจตุจักร สาขาบางกะปิ และบึงกุ่ม ส่วนกรุงเทพฯชานเมือง ที่เหลือ จะทยอยประกาศใช้ภายในวันที่ 1 มกราคม 2553 และในปี 2554 จะวนกลับไปประเมินราคาที่ดินบริเวณโซนที่ปรับราคาและประกาศใช้ในปี2551- 2554 ทั้ง 5 สำนักงานที่ดินสาขา ดังกล่าว โดยเฉพาะโซนกรุงเทพฯชั้นใน อาทิ เขตบางรัก สาทร บางคอแหลม ยานนาวาสุขุมวิทฯลฯ

อย่างไรก็ดี ยอมรับว่า หลายพื้นที่มีความเคลื่อนไหวของราคาซื้อขายที่ดินมาก โดยเฉพาะบริเวณที่มีรถไฟฟ้าผ่าน ไม่ว่าจะเป็นถนนจรัญสนิทวงศ์ ย่านฝั่งธน ถนนลาดพร้าว ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร โดยเฉพาะถนนพหลโยธิน บริเวณด้านหลัง เทสโก้โลตัส ลาดพร้าว จะมีที่ว่าง 1 แปลง ซึ่งขณะนี้ กรมธนารักษ์ อยู่ระหว่างตรวจสอบภายหลังทราบว่า ได้มีบริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่รายหนึ่ง อยู่ระหว่างเจรจาซื้อที่ดินเพื่อนำมาพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม

นอกจากนี้ ถนนลาดพร้าว ขณะนี้ ราคาประเมินติดถนน บริเวณ โครงการเดอะรูม ของ บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ฯ และ ของบริษัท เอเชียนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)(AP) ที่อยู่ระหว่างพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม ย่านนี้ยอมรับว่ายังไม่มีการปรับราคาประเมินที่ดินใหม่โดยยังยืนราคาเก่าอยู่ที่ราคาติดถนน 80,000 บาทต่อตารางวา แต่ปัจจุบันราคาซื้อขายในทำเลดังกล่าว ที่ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ซื้อไปราคา 200,000 บาทต่อตารางวา ซึ่งถือว่าสูงมาก อย่างไรก็ดีกรมธนารักษ์จะเร่งลงสำรวจ และ ปรับราคาประเมินให้ใกล้เคียงกับราคาตลาด ซึ่งราคาใหม่คงอยู่ที่ประมาณ 180,000 บาทต่อตารางวา โดยใกล้เคียงกันกับราคาซื้อขายปัจจุบัน อยู่ที่ 200,000บาทต่อตารางวาโดยจะประกาศใช้ได้ในวันที่1มกราคม2550


ต่อข้อถามที่ว่ากว่าจะปรับราคาประเมิน กับราคาซื้อ-ขายคงทิ้งห่างกันมาก ในปี 2552 แหล่งข่าวกล่าวว่า แม้จะมีความเคลื่อนไหวในการซื้อ-ขายค่อนข้างมาก แต่กรมธนารักษ์ไม่สามารถประเมินราคาที่ดินให้สูงๆและประกาศใช้ได้ ณ เวลานั้น เพราะหลักการประเมินราคาที่ดินของรัฐ จะใช้เพื่ออ้างอิงในการทำนิติกรรม ดังนั้น เวลาจะประเมินจะต้องให้เห็นอาคารหรือให้อาคารเหล่านั้นเกิดขึ้นก่อนจึงจะลงมือประเมินและประกาศใช้ได้

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า พื้นที่ย่านลาดพร้าว มีจุดด้อยก็คือ แม้จะอยู่ในแนวรถไฟฟ้าใต้ดินก็ตาม แต่ติดปัญหาผังเมืองรวมกทม. ที่บีบให้สร้างอาคารสูงได้น้อย และรัศมีของสถานีรถไฟฟ้าที่เปิดพัฒนาเชิงพาณิชย์ จะพัฒนาได้แค่ 200 เมตร เท่านั้น นอกจากนี้ ถนนรัชดาภิเษก ก็มีข้อจำกัดเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ผังเมืองกำหนดพื้นที่สีเหลืองค่อนข้างมากทำให้ไม่สามารถพัฒนาอาคารสูงได้

ราคาประเมินต้องประเมินหลังจากเกิดอาคารหรือย่านการค้าแล้วเท่านั้น จะประเมินไปก่อนล่วงหน้าเหมือนการตั้งราคาขายสูงๆ เหมือนเอกชนไม่ได้ เพราะผลกระทบที่ตามมาก็คือ ผู้ที่ซื้อบ้าน ซึ่งที่ผ่านมา กรมธนารักษ์มีบทเรียนมาแล้วคือในรอบบัญชีราคาประเมินปี 2531-2534 ช่วงบูมมีการปรับราคาสูงมาก ในที่สุดรอบปีถัดไปต้องปรับราคาลดลงไม่ต่ำกว่า20-30%เพราะชาวบ้านร้องเรียนว่าเดือดร้อน


นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวกับ
ฐานเศรษฐกิจ ถึงราคาประเมินที่ดินของทางราชการในบางเขตที่ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่ง ตามหลักการแล้วราคาประเมินที่ดินควรจะเสร็จออกมาพร้อมกัน ไม่เช่นนั้นจะเกิดความแตกต่างในการชำระภาษี อย่างไรก็ดี ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่เฉพาะแต่ผู้ประกอบการเท่านั้น บุคคลทั่วไปที่กำลังทำนิติกรรมเกี่ยวกับการโอนที่ดินจะได้ประโยชน์นี้ด้วยซึ่งไม่แน่ใจว่ามีมากน้อยเท่าใด แต่อาจส่งผลให้มีการเร่งโอนในช่วงนี้มากขึ้นเพื่อที่จะได้ชำระค่าภาษีการโอนที่น้อยลง

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ