Loading

แอล.พี.เอ็น.ปักธงตลาดบีบวกปี 51ชู ลุมพินีคอนโดทาวน์ หัวหอกร

วันที่ : 21 ธันวาคม 2550
แอล.พี.เอ็น.ปักธงตลาดบีบวกปี 51ชู ลุมพินีคอนโดทาวน์ หัวหอกรบ

          แอล.พี.เอ็น.ประกาศแผนรบปี 2551 จับตลาดบีบวกเป็นหลัก ชูแบรนด์ "ลุมพีนีคอนโดทาวน์"  เป็นหัวหอกรบ เผยปีหน้าผุด 8 โครงการ กว่าหนึ่งหมื่นยูนิต ชี้การแข่งขันยังรุนแรง ทำเล-ช่วงเวลาลงทุนต้องแม่นยำ และเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด ระบุปีหน้าหมดยุคแข่งขันทำเลเพียงอย่างเดียวแต่ต้องขายสภาพแวดล้อมและความเป็นชุมชน

          นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงทิศทางการดำเนินงานในปี 2551 ว่า เรือธงของบริษัทในปีหน้าคือตลาดบีบวก โดยในปีหน้าบริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวโครงการใหม่ 8 โครงการ เป็นระดับบีบวกเกินครึ่งหรือ  4-5 โครงการ จำนวนหน่วยรวมทั้งสิ้น 10,000-11,000 ยูนิต มูลค่าการขายราวๆ 11,000 ล้านบาท ซึ่งในปี 2550 นี้ บริษัทได้ขยายตลาดไปยังตลาดบีบวกแล้ว 3 โครงการ คือ ทำเลโรงเรียนบดินทร์เดชา-รามคำแหง, รามอินทรา และรัตนาธิเบศธ์  ภายใต้แบรนด์คอนโดทาวน์ส่วนสาเหตุที่เลือกลงตลาดดังกล่าวเนื่องจากความต้องการบ้านในตลาดนี้มีมากแต่ไม่มีผู้ประกอบการทำสินค้ารองรับโดยกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่เริ่มต้นทำงาน มีกำลังซื้อที่ไม่สูงมาก และภายภาคหน้าเมื่อมีกำลังซื้อที่สูงขึ้นก็มีโอกาสที่จะเป็นลูกค้าของแอล.พี.เอ็น.ได้อีกใน 5-10 ปีต่อจากนี้ไป

          " สิ่งที่ท้าทายแอล.พี.เอ็น.ในปีหน้าคือการบริหารจัดการชุมชนเมื่อคอนโดทาวน์แล้วเสร็จ เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ อย่างที่บดินทร์เดชา-รามคำแหง มีจำนวนถึง 3,500 ยูนิต หากไม่สามารถจัดการบริหารชุมชนให้เป็นชุมชนที่น่าอยู่ได้ถือว่าแอล.พี.เอ็น.ไม่ประสบความสำเร็จในตลาดดังกล่าว นอกจากนั้นแล้วยังมีเรื่องต้นทุนค่าก่อสร้างที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากปัญหาราคาน้ำมันแต่ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้แอล.พี.เอ็น.ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพการควบคุมต้นทุนที่บริษัทให้ความสำคัญมาตั้งแต่ต้นว่าจะมีประสิทธิภาพเพียงไรซึ่งจะเห็นผลได้ชัดเจนในภาวะเช่นนี้ เพราะถ้าควบคุมไม่ดีต้นทุนขึ้น 5% ย่อมหมายความว่ากำไรจะหายไปถึง 500 ล้านบาท"

          ทั้งนี้ นายโอภาส กล่าวว่า แม้ราคาน้ำมันจะเอื้อให้ตลาดคอนโดฯโตแต่หลายๆ อย่างต้องมีการปรับเปลี่ยน  เช่น แผนการตลาดจะต้องเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น รวมทั้งการเปิดโครงการต้องมีความแม่นยำทั้งทำเลและเวลา ต้องมองลูกค้าให้ออก เพราะไม่สามารถที่จะนำงบโฆษณาไปโปรยทางหน้าหนังสือพิมพ์ได้ ตัวอย่างเช่น การไปทำเลรัตนาธิเบศธ์  เขตนนทบุรี ของแอล.พี.เอ็น. ที่บริษัทได้เปิดตัวขายในเดือนสุดท้ายของปีนี้ ชุมชนมีความกลมกลืนกับกรุงเทพฯจนแยกไม่ออก อีกทั้งนนทบุรียังเป็นฐานของกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลาง โดยมีประชากรย้ายเข้าไปอยู่ปีละ 20,000 ราย ถือเป็นฐานรายได้ตรงกับกลุ่มลูกค้าของแอล.พี.เอ็น.พอดี และปัจจุบันนี้ถึงเวลาที่เจนเนอเรชั่น รุ่นที่สองเริ่มขยายครอบครัวแล้ว ประกอบกับในย่านถนนรัตนาธิเบศธ์และติวานนท์ถูกวางให้เป็นศูนย์คมนาคมของประเทศและถนนแจ้งวัฒนะก็ถูกวางให้เป็นศูนย์ราชการ ถือเป็นทำเลที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

          นายโอภาส ได้กล่าวถึงเทรนการเลือกอยู่อาศัยในคอนโดฯในปีหน้าว่า คนที่เลือกอยู่คอนโดฯในอนาคตไม่ใช่เพราะปัจจัยราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียวแต่เป็นไลฟ์สไตล์คนที่เปลี่ยนไปชอบความสะดวก สบาย และถึงแม้ระบบรถไฟฟ้าจะวิ่งครบทุกสายทางแต่คอนโดฯก็ยังเป็นที่ต้องการอยู่เพราะคนใช้ชีวิตโสดมากขึ้น การซื้อบ้านขนาดใหญ่จึงไม่มีความจำเป็น หากจะมีการซื้อบ้านเดี่ยวก็จะเป็นกลุ่มคนที่มีขนาดครอบครัวที่ใหญ่ และตลาดทาวน์เฮาส์ในเมืองจะถูกตลาดคอนโดฯกินมาร์เก็ตแชร์ไปเพราะเป็นบ้านที่อยู่ระหว่างรอยต่อของคอนโดฯกับบ้านเดี่ยวแต่ทาวน์เฮาส์ที่รองรับการทำงานของคนในชานเมืองยังมีตลาดอยู่

          ทั้งนี้ การแข่งขันในปีหน้าและในอนาคตจะเป็นเรื่องของโมเดลทางธุรกิจ ซึ่งแต่ก่อนแข่งเรื่องราคาและทำเล แต่ถ้าระบบรถไฟฟ้าแล้วเสร็จครบทุกเส้นทาง ทำเลจะไม่ใช่ปัจจัยหลักในการแข่งขันอีกต่อไปแล้วแต่จะแข่งในเรื่องการขายสภาพแวดล้อมเข้าไปด้วย  ขายคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย การเป็นชุมชนน่าอยู่ ความเข้าใจลูกค้า รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่อยู่อาศัยในอนาคตสำหรับผลประกอบการในปีนี้เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้โดยเกินเป้าเล็กน้อยจากยอดรับรู้รายได้ที่ตั้งไว้ 6,300 ล้านบาท ปัจจุบันทำได้ 6,500 ล้านบาท

 

ที่มา: http://www.thannews.th.com

 

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ