Loading

คนจนหมดหนทางมีบ้านในฝัน โฆสิต รับวางยุทธศาสตร์ยาก-เข้าถึงแหล่งเงินลำบา

วันที่ : 7 ธันวาคม 2550
คนจนหมดหนทางมีบ้านในฝัน โฆสิต รับวางยุทธศาสตร์ยาก-เข้าถึงแหล่งเงินลำบาก

                     นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญและควรส่งเสริมหรือผลักดันให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ซึ่งหลายรัฐบาลได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เช่น บ้านเอื้ออาทร บ้านมั่นคง หรือการสนับสนุนให้เอกชนลงทุนสร้างบ้านเพื่อผู้มีรายได้น้อย เช่น บ้านบีโอไอ รวมไปถึงสถาบันการเงินของรัฐทั้งธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)ธนาคารออมสินที่เป็นผู้สนับสนุนสินเชื่อ
    อย่างไรก็ตาม การวางยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยนั้นเป็นที่ยาก เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไป อีกทั้งยังมีหลายมิติที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การที่จะสามารถซื้อบ้านได้รายได้จะต้องสม่ำเสมอ แต่ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยมีความผันผวนมาก ทำให้รายได้ของประชาชนไม่แน่นอน การจัดหาบ้านเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยจะต้องมีมิติของสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยว่าเป็นอยู่อย่างไรส่วนมิติสุดท้ายคือเทคโนโลยีในการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ต้องนำมาประกอบ
    “การที่เราจะวางกรอบนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย มันไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนการสร้างบ้าน มันมีหลายมิติที่เกี่ยวข้อง นั้นรวมไปถึงต้องศึกษาวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ มองความยากจน ความมีรายได้น้อย ระดับชั้นของเศรษฐกิจการจ้างงานและโครงสร้างอายุครอบครัวด้วย
    อย่างไรตาม การสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองยังทำให้ได้ยาก เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีข้อจำกัดในเรื่องรายได้ และมีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้น้อย อีกทั้งนอกจากนี้ ราคาที่อยู่อาศัยในปัจจุบันมีราคาสูงขึ้นทำให้คนกลุ่มนี้ซื้อบ้านได้ยากขึ้น
    นายโฆสิต กล่าวอีกว่า ปัญหาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยมีหลากหลายมิติ ซึ่งทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันระดมแนวคิดให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด อย่างไรก็ตาม การมีกรอบนโยบายที่อยู่อาศัยไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ, รายได้, สภาพสังคม, สภาพของความยากจน, วัฒนธรรม, ประเพณี, กระบวนการจ้างงาน รวมไปถึงโครงสร้างอายุของครอบครัว ประกอบกับทุกวันนี้สภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยเปลี่ยนไป ทำให้ในอนาคตการวางกรอบนโยบายที่อยู่อาศัยจะกลายเป็นเรื่องยากขึ้นทุกที เพราะจะมีกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่แยกแยะตามช่วงอายุ, เพศ และลักษณะการจ้างงาน ซึ่งทำให้เกิดความไม่สม่ำเสมอในเรื่องรายได้ ส่งผลต่อเนื่องถึงเรื่องการขอสินเชื่อและความสามารถในการผ่อนชำระที่อยู่อาศัย
    “จริงๆ แล้ว การลงลึกรายละเอียดเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยไม่มีภาพรวมถือเป็นเรื่องยาก เพราะจะทำให้มองภาพไม่ออกว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อใครและที่ไหน รวมทั้งอยากจะชี้แจงว่า นโยบายนี้ไม่ควรใช้เป็นมาตรการกระตุ้นหรือขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่เป็นเพียงการยกระดับและทำให้กลุ่มมีรายได้น้อยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นปัญหาเรื้อรัง รัฐจะต้องทบทวนว่ามาตรการหรือนโยบายด้านที่อยู่อาศัย สำหรับคนกลุ่มนี้เรื่องใดที่เป็นเรื่องเร่งด่วน ส่วนมาตรการไหนไม่ดีควรจะพิจารณาว่าควรยกเลิกหรือชะลอ โดยเฉพาะกรณีบ้านเอื้ออาทร หากไม่ตอบสนองหรือไม่เห็นผลเท่าที่ควรก็ควรจะปรับปรุงนายโฆสิตกล่าว

ชง7ยุทธศาสตร์ชาติด้านที่อยู่อาศัย
    นางรัศมี ไชยนันทน์ รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) กล่าวว่า ประเทศไทยขาดแผนระยะยาวในการพัฒนาที่อยู่อาศัย ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหา โดยที่ผ่านมาการเคหะฯ ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ชาติเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยซึ่งขณะนี้คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องดังกล่าวชุดที่ 2 ซึ่งมีนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พ.ม.) เป็นประธานพิจารณา หากมีมติเห็นชอบก็จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในเร็วๆนี้
    สำหรับยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้แก่ 1. ขับเคลื่อนที่อยู่อาศัยให้เป็นวาระแห่งชาติ, 2.รัฐพัฒนาที่ดินและลงทุนด้านสาธารณูปโภค สาธารณูปการที่สอดคล้องและเอื้อต่อการมีที่อยู่อาศัยของผระชาชนทุกระดับ 3. รัฐเสริมสร้างระบบการเงินและระบบสินเชื่อที่เอื้อต่อการมีที่อยู่อาสํยของประชาชนทุกระดับ 4. สร้างขีดความสามารถและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพัฒนาและบริหารจัดการที่อยู่อาศัย 5.สร้างองค์ความรู้เรื่องที่อยู่อาศัยสู่ทุกภาคส่วนของสังคม 6. ยกระดับคุณภาพของที่อยู่อาศัยและการอยู่อาศัยของคนไทยให้ดีขึ้น และ 7. สร้างมาตรฐานสู่คุณภาพของที่อยู่อาศัย
    ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า กลุ่มผู้มีรายได้น้อยในเขตเมืองและชนบทมีความแตกต่างกัน โดยในปี 2549 กลุ่มผู้มีรายได้น้อยในชนบท 89% เป็นเจ้าของบ้านและที่ดิน และมีอัตราการเช่าที่อยู่อาศัยเพียง 3.5% เท่านั้น ขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยในเขตเมืองที่เป็นเจ้าของบ้านและที่ดินมีเพียง 55% และมีสัดส่วนการเช่าที่อยู่อาศัย 20% รวมทั้งมีสัดส่วนผู้ที่บุกรุกที่ดินสาธารณะและที่ดินของเอกชนกว่า 10% อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอแนะว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะไม่มีการกำหนดยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย แต่ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากกว่า"

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ