Loading

ทหารไทยขายเอ็นพีเอพลาดเป้า เหตุเศรษฐกิจไม่เอื้อ-แบงก์แข่งด

วันที่ : 7 ธันวาคม 2550
ทหารไทยขายเอ็นพีเอพลาดเป้า เหตุเศรษฐกิจไม่เอื้อ-แบงก์แข่งดุ

                                   นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB เปิดเผยว่า ในปีนี้ธนาคารคาดว่าจะไม่สามารถจำหน่ายสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 9,000-10,000 ล้านบาท เนื่องภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย รวมถึงการที่ธนาคารต่าง ๆ ได้เร่งทำตลาดในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้ผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น โดยคาดว่าทั้งปีจะสามารถจำหน่ายเอ็นพีเอได้ประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท จากปัจจุบันสามารถจำหน่ายไปแล้ว 5,000-6,000 ล้านบาท โดยเป็นการจำหน่ายเอง 4,000-5,000 ล้านบาท และจำหน่ายให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.) 1,500 ล้านบาท
    ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารมีพอร์ตเอ็นพีแอลอยู่ที่ 22,000 ล้านบาท สิ้นปีคาดว่าจะลดลงเหลือ 20,000 ล้านบาท สำหรับปีหน้าคาดว่าจะลดลงเหลือ 10,000 ล้านบาท เนื่องจากธนาคารตั้งเป้าหมายจำหน่ายเอ็นพีเอออกไปอีก 10,000 ล้านบาท โดยธนาคารจะพยายามขายเอง เพราะได้ราคาดีกว่าการขายรายการใหญ่ ปัจจุบันสัดส่วนเอ็นพีเอของธนาคาร 60% จะเป็นสินทรัพย์แปลงย่อยที่เหลือ 40% เป็นสินทรัพย์แปลงใหญ่
    ล่าสุดธนาคารได้นำเอ็นพีเอของธนาคาร อาทิ บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ ห้องชุด ที่ดินเปล่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น มานำเสนอขายภายในงาน ""TMB NPA Sale มหกรรมบ้านและที่ดินธนาคาร"" ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 6-28 ธันวาคม 2550 ณ สำนักงานใหญ่ของธนาคาร โดยมีสินทรัพย์พร้อมขายจากทั่วประเทศจำนวน 656 รายการ มูลค่าประมาณ 1,651.70 ล้านบาท มานำเสนอให้แก่ประชาชนที่สนใจ และเนื่องในโอกาสพิเศษที่ธนาคารดำเนินกิจการครบรอบ 50 ปี จึงได้มอบส่วนลดให้แก่ลูกค้าสูงสุดถึง 30%
    นอกจากนี้ ธนาคารยังจะพิจารณามอบสินเชื่อสำหรับซื้อทรัพย์สินในงาน โดยลูกค้าจะได้รับวงเงินกู้สูงสุด 90% ของราคาซื้อขาย แต่ไม่เกิน 100% ของราคาประเมิน ในกรณีซื้อขายไม่เกิน 10 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0% ในปีแรก ส่วนปีที่ 2-3 จะคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) –2%ต่อปี และปีที่ 4 เป็นต้นไปคิดอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์-1% ต่อปี โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ของธนาคารอยู่ที่ 7.12%ต่อปี พร้อมทั้งให้ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดถึง 30 ปี สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสูงสุด 15 ปี สำหรับสินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจ พร้อมทั้งสิทธิพิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ฟรีค่าธรรมเนียมการสำรวจหลักทรัพย์ ค่าธรรมเนียมการจัดการเงินกู้ และค่าธรรมเนียมในการไถ่ถอนก่อนครบกำหนด โดยภายในงานยังมีทรัพย์ราคาพิเศษจากบริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท (บบส.) จำนวน 36 รายการ มูลค่ารวม 447 ล้านบาท มาร่วมจัดรายการด้วย
    นายสุภัค กล่าวว่า ในส่วนของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ก่อนหักสำรองของธนาคารปัจจุบันอยู่ที่ 13% หรือเป็นเม็ดเงินประมาณ 60,000 ล้านบาท โดยมาจากลูกหนี้จัดชั้น 50% ซึ่งเป็นส่วนที่ยังสามารถชำระดอกเบี้ยได้ตามปกติ และเมื่อหักสำรองแล้วจะเหลือเอ็นพีแอลสุทธิอยู่ที่ 7 % ส่วนทิศทางในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้คาดว่าเอ็นพีแอลก่อนหักสำรองอาจจะปรับตัวเพิ่มขึ้นแต่จากการตั้งสำรองในใตรมาส4 นี้จะส่งผลให้เอ็นพีแอลสุทธิปรับตัวลดลง    ""แนวโน้มเอ็นพีแอลปีหน้าประมาณการยากแต่ก่อนหักสำรองคงจะเพิ่ม แต่พอมีการตั้งสำรองเอ็นพีแอลสุทธิก็จะลดลง ซึ่งครั้งนี้เราทบทวนคุณภาพสินเชื่อค่อนข้างละเอียด ทางไอเอ็นจีก็ได้ส่งทีมเข้ามาตรวจสอบและกระทรวงการคลังก็ส่งที่ปรึกษามาดู แต่ที่ผ่านมาสิ่งที่เป็นข้อจำกัดของการแก้เอ็นพีแอลของแบงก์คือมีทุนน้อยจึงมีผลต่อการตั้งสำรอง แต่เมื่อมีทุนเข้ามาก็จะทำได้ดีขึ้น ส่วนการตั้งสำรองปีหน้าจะเป็นการตั้งสำรองตามปกติ "" นายสุภัค กล่าว
    นอกจากนี้คาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารในสิ้นปีนี้จะขยายตัวประมาณ 25% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่รายได้ค่าธรรมเนียมจะเติบโตเพิ่มขึ้นมาก เพราะธนาคารมีจุดแข็งในด้านธุรกิจปริวรรตเงินตราซึ่งเริ่มทำมานานและประสบผลสำเร็จค่อนข้างดี
    นายสุภัค กล่าวอีกว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้านั้นช่วงครึ่งปีแรกคงจะอยู่ในระดับที่ทรงตัวและช่วงครึ่งปีหลังจะเริ่มมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.25% ซึ่งเป็นผลจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความเป็นห่วงเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อที่อาจปรับตัวสูงขึ้น
    ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ทั้งเงินฝากและเงินกู้ปีหน้าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่จะต้องพิจารณาถึงสภาพคล่องของธนาคาร ซึ่งธนาคารพาณิชย์จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อสภาพลดลง และอัตราสินเชื่อต่อเงินฝากเพิ่มขึ้น แต่มองว่าต้นปีหน้าสภาพคล่องในระบบจะยังดีอยู่ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า รวมถึงในช่วงเดือน ม.ค.และก.พ.ยังเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ทำให้มีเงินต่างชาติไหลเข้าในประเทศ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวก
    ส่วนความคืบหน้าของการเพิ่มทุน คาดว่าธนาคารจะสามารถสรุปแผนธุรกิจใหม่ได้ประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปีหน้า หลังจากที่กลุ่มไอเอ็นจีจะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายหนึ่ง อย่างไรก็ตาม แผนธุรกิจของธนาคารในเบื้องต้นคาดว่าจะเสร็จเรียบร้อยในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งบางเรื่องที่มีความสำคัญก็ได้ปรึกษากับกลุ่มไอเอ็นจีไปบ้างแล้วก่อนที่ธนาคารจะนำเสนอฝ่ายบริหารในเดือนนี้ ส่วนของธนาคารดีบีเอส สิงคโปร์นั้นจะซื้อหุ้นเพิ่มทุนหรือไม่จะต้องรอจนถึงวันที่ 17 ธ.ค.ที่จะมีการยื่นใบจองซื้อหุ้น"

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

 

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ