Loading

สัญญามาตรฐานปลูกสร้างบ้าน เป็นทั้งของขวัญและนวัตกรรมเพื่อผู้บริโภ

วันที่ : 6 ธันวาคม 2550
สัญญามาตรฐานปลูกสร้างบ้าน เป็นทั้งของขวัญและนวัตกรรมเพื่อผู้บริโภค

                  หลังจากใช้เวลาร่วมกันผลักดันมาร่วม 1 ปี ""หนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง"" (หนังสือสัญญามาตรฐานปลูกสร้างบ้าน) ก็คลอดออกมาเป็นที่เรียบร้อย โดยหนังสือสัญญาฉบับนี้มีเนื้อหาอย่างละเอียด รวมความหนา 9 หน้า แบ่งแยกการผ่อนชำระค่างวดงานก่อสร้างออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มบ้าน 2 ชั้น ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท และกลุ่มบ้าน2ชั้นราคา2ล้านบาทขึ้นไป
    สำหรับบ้าน 2 ชั้น ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท สัญญามาตรฐานของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านจะแบ่งการชำระเงินเป็น 8 งวด ได้แก่ งวดที่ 1 งานทำสัญญา วางเงินมัดจำ ไม่เกิน 15% งวดที่ 2 งานวางผัง งานตอกเสาเข็มแล้วเสร็จ ไม่เกิน 10% งวดที่ 3 งานฐานราก งานตอม่อ งานคานคอดิน งานเสาชั้นล่างแล้วเสร็จ ไม่เกิน 15% งวดที่ 4 งานคานชั้นสอง งานเสาชั้นสอง งานพื้นสำเร็จรูปชั้นล่างและชั้นบนแล้วเสร็จ ไม่เกิน 15% งวดที่ 5 งานคานหลังคา งานโครงหลังคา งานก่ออิฐ 15% งานติดตั้งประตู-หน้าต่างบางส่วนแล้วเสร็จ ไม่เกิน 15% งวดที่ 6 งานก่ออิฐทั้งหมด ติดตั้งวงกบประตู-หน้าต่าง งานมุงหลังคารอบบน ฉาบปูน บ่อซึมแล้วเสร็จ ไม่เกิน 15% งวดที่ 7 งานฉาบปูนภายนอกทั้งหมด ติดตั้งฝ้าเพดาน บานประตู-หน้าต่าง วัสดุพื้นผิว สุขภัณฑ์ มุงหลังคารอบล่าง งานไฟฟ้าประปาทั้งหมด ไม่เกิน 10% และงวดที่ 8 งานติดตั้งดวงโคม ทาสี เก็บงานส่วนที่เหลือแล้วเสร็จ ไม่เกิน 5%
    ส่วนบ้าน 2 ชั้น ราคา 2 ล้านบาทขึ้นไป จะแบ่งการชำระเงินเป็น 9 งวด เนื่องจากเป็นบ้านที่มีราคาสูง จึงเพิ่มงวดการผ่อนชำระให้สูงขึ้นเพื่อ ไม่ให้เป็นภาระกับผู้บริโภค โดยในงวดที่ 1 (ทำสัญญา วางเงินมัดจำ) ไม่เกิน 20% ส่วนงวดที่ 2-9 จะแบ่งจ่ายงวดละไม่เกิน 10% ทั้งหมด โดยรูปแบบการชำระค่างวดดังกล่าวถือว่ามีความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย คือ ผู้ว่าจ้างและผู้ปลูกสร้าง ส่วนผู้บริโภคสามารถเรียกร้องให้บริษัทผู้ปลูกสร้างบ้านนำรูปแบบสัญญามาตรฐานมาใช้หรือยึดเฉพาะแนวทางบางส่วนก็ได้
    สำหรับสาระสำคัญของสัญญามาตรฐานฉบับนี้ ยังมีเนื้อหาหลักแบ่งออกเป็น 9 หมวด ได้แก่ 1)วัตถุประสงค์ของสัญญา ครอบคลุมรายละเอียดเกี่ยวกับโฉนดที่ดิน รูปแบบบ้านที่ปลูกสร้าง 2)ระยะเวลาของสัญญา การเริ่มงาน และกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จ สาระสำคัญคือหากผู้รับจ้างไม่ได้ลงมือทำงานภายใน 30 วัน นับจากวันตอกเสาเข็ม และมีเหตุให้เชื่อว่าผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จ ผู้ว่าจ้างมีสิทธิ์ยกเลิกสัญญาและว่าจ้างผู้อื่นทำงานแทนได้  3)ค่าจ้างเหมาตามสัญญาหรือการจัดเก็บเงินงวดค่าก่อสร้าง ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม 4)หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ว่าจ้าง อาทิ การแก้ไขปรับแบบตามเงื่อนไขที่ตกลงและสามารถสั่งหยุดงานได้หากการก่อสร้างไม่เป็นไปตามแผน ฯลฯ อย่างไรก็ตามกรณีผู้ว่าจ้างผิดนัดชำระเงินงวดหรือไม่ปฏิบัติตามสัญญา ผู้รับจ้างมีสิทธิ์หยุดการก่อสร้างได้ 5)หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้รับจ้าง อาทิ ผู้รับจ้างสามารถโอนงานให้ผู้อื่นรับเหมาช่วงต่อได้ แต่จะต้องรับผิดชอบงานทุกอย่าง 6)คุณภาพวัสดุอุปกรณ์ เครื่องใช้ และสัมภาระ ต้องมีคุณภาพดีและเหมาะกับลักษณะงาน 7)การประกันผลงาน ระบุให้ผู้รับจ้างต้องรับประกันความเสียหายจากวัสดุอุปกรณ์และงานก่อสร้างเป็นเวลา 1 ปี และงานโครงสร้างเป็นเวลา 5 ปี กรณีเกิดปัญหาต้องแก้ไขซ่อมแซมให้เรียบร้อย 8)การบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหาย กรณีผู้รับจ้างถูกคำพิพากษาหรือตกเป็นบุคคลล้มละลาย หยุดงานก่อสร้างติดต่อกันนานเกินกว่า 30 วัน หรือละทิ้งงานโดยไม่มีเหตุอันควร ผู้ว่าจ้างสามารถยกเลิกสัญญาได้ และ 9)หมวดทั่วไป เน้นเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการก่อสร้าง อาทิ ผู้ว่าจ้างต้องเป็นผู้จัดหาสถานที่สำหรับปลูกสร้างบ้านพักคนงาน-ที่กองเก็บวัสดุ ผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิ์ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านจนกว่าจะชำระเงินงวดครบตามสัญญาที่ระบุ
    อย่างไรก็ตามหลังจากผลักดันให้เกิดการใช้สัญญามาตรฐานเป็นที่แพร่หลายแล้ว สมาคมยังมีแนวคิดจะยกระดับมาตรฐานสมาชิกสมาคมเป็นพัฒนาการเพื่อยกระดับคุณภาพบริษัทรับสร้างบ้านที่จะดำเนินการต่อไปในปี 2551
    เบื้องต้นคาดว่าจะมีการปรับเพิ่มคุณสมบัติบริษัทรับสร้างบ้านที่ต้องการเป็นสมาชิกระดับสามัญ โดยเพิ่มเงื่อนไขเกี่ยวกับ ""ยอดขาย"" จากปัจจุบันที่กำหนดว่าต้องมียอดขายไม่ต่ำกว่าปีละ 30 ล้านบาท รวมถึงสมาชิกประเภทวิสามัญจากปัจจุบันไม่กำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับยอดขายขั้นต่ำ ก็อาจจะเพิ่มหลักเกณฑ์พิจารณาส่วนนี้เข้ามา ซึ่งเมื่อรวมกับการนำสัญญามาตรฐานมาใช้ น่าจะช่วยให้ธุรกิจรับสร้างบ้านพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นอีก"

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ