Loading

ธนารักษ์พลิกแผนพัฒนาที่ราชพัสด

วันที่ : 3 ธันวาคม 2550
ธนารักษ์พลิกแผนพัฒนาที่ราชพัสดุ

          ไม่เน้นรายได้-หนุนพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

          กรมธนารักษ์ปรับแผนพัฒนาที่ราชพัสดุเน้นสังคมและสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ตั้งเป้าพัฒนา 1 ล้านไร่ภายใน 5 ปี เสนอรมว.คลังกลางธ.ค.นี้

          นางพันธ์ทิพย์ สุรทิณฑ์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์อยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนาที่ดินราชพัสดุทั่วประเทศ ในช่วง 5 ปี ( 2551-2555 ) ซึ่งมีหลักการสำคัญไม่เน้นเรื่องของการหาราได้เหมือนที่ผ่านมา แต่จะให้ความสำคัญต่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมแทน เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ตั้งเป้าหมายว่าจะดำเนินการพัฒนาให้ได้อย่างน้อย 1 ล้านไร่ ภายใน 5 ปี คาดว่าจะนำเสนอให้รมว.คลังและที่ประชุมครม.พิจารณาได้ภายในกลางเดือนธ.ค.นี้

          โดยกรมธนารักษ์มีเป้าหมายพัฒนาที่ดินราชพัสดุในพื้นที่เหมาะสม ให้เป็นสวนสาธารณะลานกีฬา เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมของสังคมให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น เบื้องต้นตั้งเป้าหมายว่าอย่างน้อยต้องมี 1 ลานกีฬา 1 สวนสาธารณะ ต่อ 1ตำบล รวมทั้งให้ความสำคัญกับโครงการพระราชดำริ ซึ่งกำลังศึกษารายละเอียดให้รอบคอบรัดกุมที่จะนำที่ดินราชพัสดุในแปลงที่เหมาะสมมาให้เป็นที่ดินทำกินตามโครงการพระราชดำริต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยหรือประชาชนระดับชั้นล่างมีที่ดินทำกินเพื่อเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวให้ดำรงชีพอยู่ได้ โดยกรมธนารักษ์ไม่จัดเก็บค่าเช่าที่ดิน แต่ประชาชนไม่มีสิทธิ์ในที่ดินทำกินแต่เปิดโอกาสให้ทำมาหากินกับที่ดินราชพัสดุนั้น ๆ ได้ เป็นต้น

          สำหรับยุทธศาสตร์ของกรมธนารักษ์ปี 51-55 ได้เน้นพัฒนาที่ดินราชพัสดุ เป็นสวนสาธารณะ ลานกีฬา และเป็นที่ดินทำกินของผู้มีรายได้น้อยตามโครงการพระราชดำริ เพื่อลดความแออัดของสังคมโดยเฉพาะสังคมเมือง รวมถึงพื้นที่ชนบทโดยทั่วไป โดยกรมธนารักษ์จะหารือร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งอบต.อบจ.ต่าง ๆ รวมถึงเอกชน

          โดยทั่วไป เพื่อหันมาร่วมมือกันพัฒนาที่ดินราชพัสดุให้สังคมมากขึ้น เช่นในทิ่ดินย่านซอยพิพัฒน์ ถนนสีลม ที่มีพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ ก็จะนำมาพัฒนาเป็นสวนสาธารณะ แม้เป็นพื้นที่ที่มีราคาสูง ก็ตาม แต่ในบริเวณย่านนั้นเป็นที่แออัด มีตึกสูงอาคารสำนักงานเกิดขึ้นมากมาย ที่สำคัญยังเป็นที่ดินที่มีการบุกรุกของประชาชนเป็นจำนวนมาก

          ส่วนที่ดินที่มีประชาชนเช่าทำกินอยู่ หรือภาคเอกชนเช่าอยู่ ก็จะดำเนินการตามปกติให้ครบตามกำหนดระยะเวลาระยะเช่า โดยไม่มีการปรับขึ้นค่าเช่าจนเกินควรแต่อย่างใดแต่ทุกอย่างจะดำเนินการตามความเหมาะสมเท่านั้น

          นางพันธ์ทิพย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ 50 กรมธนารักษ์ สามารถนำส่งรายได้เข้าคลังประมาณ 2,800 ล้านบาทเศษ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่นโดยเฉพาะกรมจัดเก็บรายได้ทั้ง 3 กรม ขณะที่ปัญหาของการใช้ที่ดินมีค่อนข้างมากและมีรูปแบบการจัดการที่แตกต่างจากการจัดเก็บภาษี ดังนั้นจึงเห็นว่ากรมธนารักษ์ควรมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่ราชพัสดุให้เกิดประโยชน์ทางสังคมแทนที่จะเน้นการสร้างรายได้ทางธุรกิจ

 

 

 

ที่มา:หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ