Loading

สำรวจพบ NPL-NPA มีศักยภาพในการพัฒนาอีกมา

วันที่ : 7 พฤศจิกายน 2550
สำรวจพบ NPL-NPA มีศักยภาพในการพัฒนาอีกมาก

นายธนพล ศิริธนชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากที่บริษัทได้ก่อตั้งศูนย์วิจัยข้อมูลด้าน Distressed Asset (โครงการที่ดำเนินการแล้วและยังไม่แล้วเสร็จ มีการยุติการก่อสร้าง) โดยได้รวบรวมทีมงานมืออาชีพเก็บข้อมูลสำรวจภาพรวม NPA และ NPL ย้อนหลังเป็นเวลา 7 ปี จนถึงกลางเดือนมิถุนายน พบว่า ณ สิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2550 ยอดรวมของสินเชื่อคงค้างสุทธิของสถาบันการเงินต่างๆ อยู่ที่ 7,090,625 ล้านบาท ในจำนวนนี้มียอด NPL อยู่ที่ 322,510 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 4.55 ของสินเชื่อคงค้างรวมทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2549 เป็นจำนวน 14,757 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 4.8 ในระยะเวลา5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าของ NPL มีแนวโน้มลดลงทุกปีซึ่งเป็นผลมาจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญและกำกับดูแลการทำงานของสถาบันการเงินต่างๆ อย่างใกล้ชิด

 

ส่วนทรัพย์สินรอการขาย หรือ NPA นั้น จากผลการสำรวจ พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ณ สิ้นเดือน มิถุนายน 2550 มีมูลค่ารวมสุทธิทั้งสิ้น 324,346 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2549 ร้อยละ 7.2 ในจำนวนนี้ ธนาคารพาณิชย์ไทยและสาขาธนาคารต่างประเทศมี NPA สูงสุดเป็นจำนวน 183,536 ล้านบาท โดยทรัพย์สินรอการขายส่วนใหญ่เป็นที่ดินเปล่าและอาคารพาณิชย์ประมาณร้อยละ 50 และร้อยละ 20 ของ NPA ทั้งหมดตามลำดับ ส่วนที่เหลือมีทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม และทาวน์เฮาส์ รวมประมาณร้อยละ 30 ของ NPA ทั้งนี้ NPA ประมาณร้อยละ 35 ตั้งอยู่ในเขต กรุงเทพและปริมณฑล ร้อยละ 22 ของ NPA ตั้งอยู่ในภาคตะวันออก

 

นอกจากนี้ สถาบันการเงินต่างๆ ยังได้มีการรวมตัวกันจัดมหกรรมนำทรัพย์สินรอการขายออกขายร่วมกัน (NPA Grand Sales) หลายธนาคารยังคงใช้กลยุทธ์การจัดมหกรรม ประมูลขายทอดตลาดสินทรัพย์ที่เป็นลูกหนี้ของธนาคารร่วมกับกรมบังคับคดี เพื่อเป็น การลดจำนวน NPA ที่จะเข้ามาใหม่อีกด้วย ซึ่งแนวโน้มของ NPA ณ สิ้นปี 2550 น่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น จากปัจจัยหลัก 3 ประการ คือ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้วางเป้าหมาย แก้ไขปัญหา NPL ให้มีสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมลดลง ซึ่งในกระบวนการแก้ไขปัญหา NPL ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตามจะมี NPL ส่วนหนึ่งที่แปรสภาพมาเป็น NPA โดยผ่านการตีทรัพย์ชำระหนี้จากลูกหนี้, NPA ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเข้าประมูลซื้อทรัพย์สินที่เกิดจากหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ในกระบวนการบังคับขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี และสุดท้ายมีการโอนย้าย NPL ไปยังองค์กรหรือสถาบันการเงินอื่น เพื่อทำการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ โดยการปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ ซึ่งจะทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวแปลงสภาพเข้ามาเป็น NPA ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ในที่สุด

 

ด้านอาคารที่ยุติการก่อสร้างหรือตึกร้าง เป็นอีกหนึ่งใน Distressed Assets ซึ่งบางส่วนอาจจะเป็น NPL หรือ NPA จากการสำรวจข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติ (NREIC) เรื่องสถานการณ์โครงการ อาคารขนาดใหญ่ที่ยุติการก่อสร้างในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งได้สำรวจครั้งแรกในปี พ.ศ.2544 พบอาคารสร้างค้างจำนวน 508 อาคาร และสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2549 พบว่ายังคงมีอาคารขนาดใหญ่ที่ยุติการก่อสร้าง เป็นจำนวน 245 อาคาร จะเห็นได้ว่ามีอาคารที่มีการเปลี่ยน แปลงแล้ว 263 อาคาร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะช่วง พ.ศ.2546-2549 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจมีการขยายตัว ทำให้อาคารสร้างค้างดังกล่าวถูกประมูลผ่านการประนอมหนี้แล้วเสร็จจนนำมาพัฒนาต่อไป ในจำนวนอาคารสร้างค้าง ที่ยังคงเหลืออยู่ 245 อาคาร แบ่งเป็นอาคาร ที่มีเฉพาะเสาเข็มอย่างเดียว 85 อาคาร และเป็นอาคารที่มีการก่อสร้างขึ้นเป็นโครงสร้างโผล่เหนือดิน 160 อาคาร หากพิจารณาจากศักยภาพของอาคารสร้างค้างดังกล่าว สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

 

กลุ่มที่ยังมีศักยภาพในการพัฒนา เป็นอาคารที่ใบอนุญาตไม่ขาดการต่ออายุ โครงสร้างมีความ คืบหน้า จำนวน 90 อาคาร ซึ่งส่วนใหญ่ร้อยละ 62 ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ชั้นใน ซึ่งนับว่าเป็นอาคารที่ยังมีโอกาสและศักยภาพในการพัฒนาค่อนข้างสูง ประเด็นที่เป็นปัญหาหลักคือขั้นตอนการเจรจาประนอมหนี้ เนื่องจากเจ้าหนี้และลูกหนี้มีมุมมองที่ต่างกันในเรื่องมูลค่าของทรัพย์สิน และกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มทรัพย์สินด้อยค่า เป็นอาคารที่ใบอนุญาตหมดอายุ ไม่มีความคืบหน้าในการก่อสร้าง มีและไม่มีโครงสร้าง จำนวน 155 โครงการ ซึ่งอาคารเหล่านี้มูลค่าของทรัพย์สินที่มีอยู่จะมีมูลค่าน้อยกว่ามูลค่าหนี้ที่ค้างไว้

 

สำหรับ Distressed Assets ที่เกิดขึ้นในระบบจะกลายเป็นอุปทานส่วนเกินของธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์โดยรวม ซึ่งนับวันจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เพราะปริมาณ NPL ที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ก่อขึ้น หรือจากผู้บริโภคที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ และจากผู้ประกอบการภาคธุรกิจอื่นๆ ที่นำอสังหาริมทรัพย์มาเป็นหลักประกันสินเชื่อ ตลอดจน NPA ที่อยู่ในครอบครองของสถาบันการเงินต่างๆ รวมกับอุปทานใหม่ที่ผู้ประกอบ การอสังหาริมทรัพย์แข่งขันกันออกสู่ตลาด ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างดุเดือด จนต้องใช้กลยุทธ์ตัดราคาในการแข่งขัน ซึ่งในที่สุดก็จะทำให้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เปลี่ยนสภาพเป็น NPL ขึ้นอีก

 

นายธนพล กล่าวโดยสรุปว่า การจัด การและการแก้ไขปัญหา NPL และ NPA จะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย อาทิสถาบันการเงิน รัฐบาล และผู้ลงทุน ซึ่งแต่ละฝ่ายควรมีบทบาทที่สอดคล้องกันดังนี้ สถาบันการเงินจะต้องไม่เพิกเฉยเมื่อเกิด NPL แต่ควรมีกลยุทธ์เตรียมไว้สำหรับแก้ปัญหา NPL และต้องตัดสินใจดำเนินการโดยไม่ชักช้า สถาบันการเงินจะต้องเปิดให้ผู้ลงทุนทั่วไป

 

ได้เข้ามาร่วมในการแก้ไขปัญหาโดยไม่ปิดกั้นหรือเปิดโอกาสให้เฉพาะผู้ลงทุนในระบบเศรษฐกิจของตนมีโอกาสเท่านั้น รัฐบาลจะต้องใช้อำนาจ และทรัพยากรที่มีเพื่อทำการแก้ไขปฏิรูปโครงสร้างทางกฎหมาย เศรษฐกิจ ธุรกิจ รวมทั้งสถาบันการเงินเพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหา NPL เช่น การยืนยันในสิทธิของเจ้าหนี้ การเปิดโอกาสให้ดำเนินการผ่านกระบวนการยุติธรรมและการใช้มาตรการทางกฎหมาย นอกจากนั้น ทางการหรือรัฐบาลจะต้องตรวจสอบและปรับปรุงการทำหน้าที่ดูแลและกำกับสถาบันการเงิน ให้เป็นที่เชื่อมั่นได้ว่าสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ รวมถึงมีบทบาทในการสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อการแก้ปัญหา NPL และในระยะยาวรัฐบาลควรส่งเสริมให้มีการพัฒนาตลาดทุนที่ดีเพื่อรองรับการลงทุนทางด้าน NPL

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ

 

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ