Loading

ผลดีซื้อ NPA พัฒนาขายต่อเพิ่มสภาพคล่องเงินทุนอสังหาริมทรัพย

วันที่ : 2 พฤศจิกายน 2550
ผลดีซื้อ NPA พัฒนาขายต่อเพิ่มสภาพคล่องเงินทุนอสังหาริมทรัพย์

นายธนพล ศิริธนชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการรวบรวบข้อมูลสินเชื่อในระบบการเงินโดยศูนย์วิจัยยูนิเวนเจอร์ พบว่า ณ สิ้นสุดเดือนมิ.ย. 2550 ยอดรวมของสินเชื่อคงค้างสุทธิของสถาบันการเงินต่าง ๆ อยู่ที่ 7,090,625 ล้านบาท ในจำนวนนี้มียอด NPL อยู่ที่ 322,510 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 4.55 ของสินเชื่อคงค้างรวมทั้งหมด โดยมูลค่าดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2549 เป็นจำนวน 14,757 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 4.8

               

มูลค่าของ NPL มีแนวโน้มลดลงทุกปีซึ่งเป็นผลมาจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญและกำกับดูแลการทำงานของสถาบันการเงินต่างๆ อย่างใกล้ชิด ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยได้นำระบบมาตรฐานบัญชีใหม่ IAS39 และ BASEL 2 มาใช้กับระบบสถาบันการเงินรวมถึงธนาคารของรัฐ มาตรฐานดังกล่าวทำให้ธนาคารต้องพิจารณาการปล่อยสินเชื่ออย่างรอบคอบและระมัดระวังมากขึ้น และต้องทำงานอย่างหนักเพื่อทำกำไรเพิ่มขึ้น ซึ่งวิธีการดังกล่าวถือเป็นความร่วมมือกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อลดปัญหา NPL ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

               

ทรัพย์สินรอการขาย หรือ NPA นั้น จากผลการสำรวจ พบว่า  ทรัพย์สินรอการขายของสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ต่างๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ณ สิ้นเดือนมิ.ย. 2550 มีมูลค่ารวมสุทธิทั้งสิ้น 324,346 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2549 ร้อยละ 7.2 ในจำนวนนี้ ธนาคารพาณิชย์ไทยและสาขาธนาคารต่างประเทศมี NPA สูงสุดเป็นจำนวน 183,536 ล้านบาท

               

แนวโน้มของ NPA ณ สิ้นปี 2550 น่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากธนาคารแห่งประเทศไทยมีนโยบายเร่งแก้ปัญหาให้ NPL มีสัดส่วนลดลงทำให้ต้องเร่งตีทรัพย์ชำระหนี้จากลูกหนี้ ซึ่งจะทำให้ NPL แปรสภาพกลายเป็น NPA 2.ธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องเข้าประมูลซื้อทรัพย์จากกรมบังคับคดีเองเนื่องจากเกรงว่าจะขาดทุน หากมีรายอื่นเสนอซื้อในราคาต่ำเกินไป 3.มีการโอนย้าย NPL ไปยังองค์กรอื่น เพื่อบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ โดยการปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวแปรสภาพกลายเป็น NPA       

               

นายธนพล กล่าวต่อว่า จากผลการสำรวจอาคารที่ยุติการก่อสร้างของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ที่สำรวจครั้งแรกในปี 2544 พบว่ามีอาคารสร้างค้าง 508 อาคารและสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อ มี.ค. 49 พบว่าเหลือเพียง 245 อาคาร เนื่องจากบางส่วน 263 อาคารได้ผ่านการประนอมหนี้ ถูกนำมาฟื้นฟูก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จในช่วงที่เศรษฐกิจมีการขยายตัว

               

อย่างไรก็ตามสำหรับอาคารสร้างค้าง 245 อาคาร แบ่งเป็นอาคารที่มีเฉพาะเสาเข็ม 85 อาคารและอาคารที่มีโครงสร้างโผล่เหนือพื้นดิน 160 อาคาร ทั้งนี้แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มได้แก่ กลุ่มที่ยังมีศักยภาพในการพัฒนา คือ เป็นอาคารใบอนุญาตยังไม่ขาดการต่ออายุโครงสร้างมีความคืบหน้า มีจำนวน 90 อาคาร โดยร้อยละ 70-80 เป็นอาคารประเภทที่พักอาศัยและร้อยละ 62 ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ชั้นใน ถือได้ว่ามีศักยภาพในการฟื้นฟูสูงแต่กลับพบปัญหาเจ้าหนี้และลูกหนี้ยังเจรจาประนอมหนี้ไม่ลงตัว ซึ่งมีมากถึงร้อยละ 80 กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มทรัพย์สินด้อยค่า เป็นอาคารที่ใบอนุญาตก่อสร้างหมดอายุไม่มีความคืบหน้าในการก่อสร้าง และไม่มีโครงสร้าง จำนวน 155 อาคารซึ่งยิ่งเวลาผ่านไปมูลค่าของอาคารกลุ่มนี้จะยิ่งลดลงน้อยกว่ามูลค่าหนี้ที่ค้างไว้

               

ในจำนวน 155 อาคารที่ใบอนุญาตก่อสร้างหมดอายุหากฟื้นฟูจะต้องเป็นไปตามผังเมืองฉบับใหม่มีเพียงร้อยละ 30-40 ที่อยู่ติดถนนที่มีความกว้างพอสมควรสามารถนำมาก่อสร้างอาคารสูงได้ตามผังเมืองฉบับใหม่ ล่าสุดในปี 2548 มีการขออนุญาตก่อสร้างประมาณ 800 อาคาร พบว่ามีอาคารสร้างค้างร้อยละ 2 และอาคารที่ยังไม่ก่อสร้างร้อยละ 30 ซึ่งเป็นอาคารที่เจ้าของเร่งขอใบอนุญาตก่อสร้างไว้ล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กฎผังเมืองฉบับใหม่ซึ่งจะได้พื้นที่ก่อสร้างลดลง

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

 

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ