Loading

ขรรค์ ชี้โครงการรัฐทำบักโกร

วันที่ : 13 ตุลาคม 2550
ขรรค์ ชี้โครงการรัฐทำบักโกรก

เตรียมเสนอ คลังขอแยกบัญชีธอส. ร้องครวญ โครงการรัฐ ต้นเหตุทำขาดทุน เนื่องจากโดนกดดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุนการเงิน ส่งเอ็นพีแอลพุ่งกว่า 50% เตรียมเสนอกระทรวงการคลังขอแยกการจัดทำบัญชี

         

นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ธอส.อยู่ระหว่างการรวบรวมโครงการที่ให้สินเชื่อตามนโยบายของรัฐ (PSA) เช่น การปล่อยสินเชื่อโครงการบ้านเอื้ออาทร ของการเคหะแห่ง ชาติ (กคช.) โครงการบ้านมั่นคง  ขององค์กรพัฒนาชุมชน (พอช.) และโครงการบ้าน ธอส. กบข. ของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพื่อเสนอต่อ กระทรวงการคลังเพื่อขอแยกการจัดทำบัญชีและของบอุดหนุนจากรัฐบาล เพื่อไม่ให้การ ดำเนินโครงการต่างๆ ตามนโยบายของรัฐส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานและการประเมิน ผลงานของธนาคาร หลังจากการปล่อยสินเชื่อพบว่าทำให้ธนาคารประสบปัญหาขาดทุน  เช่น โครงการบ้าน ธอส. กบข. รุ่นที่ 1 ธนาคารปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี บวก 0.75% แต่ปัจจุบันต้นทุนของสินเชื่อดังกล่าวอยู่ที่ 4% กว่า นายขรรค์ กล่าว

         

ส่วนการปล่อยสินเชื่อให้โครงการบ้านเอื้ออาทรของกคช. พบว่า 50% ของผู้ขอสินเชื่อมีปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล โดยปัจจุบันนี้มีผู้ขอสินเชื่อและอยู่ระหว่างการพิจารณาอีก 13 โครงการ จำนวน 20,000 ราย วงเงินกว่า 8,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ภายหลังการตั้งคณะกรรมการนโยบายเคหะแห่งชาติ จะช่วยกำกับดูแลให้การบริหาร งานในการเคหะฯ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

         

สำหรับผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2550 ที่ผ่านมา ซึ่งกนง.ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.25% คิดว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้ว เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของไทย มีส่วนต่างจากอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เพียง 1.5% ประกอบกับไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพหรือซับไพร์ม จึงไม่จำเป็นที่จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหาและอัตราเงินเฟ้อก็ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ซึ่งธอส.ก็จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันไปก่อน

         

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงผลการจัดงานมหกรรมบ้านมือสองแห่งชาติ ครั้งที่ 3 ว่าประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ มีการซื้อขาย อสังหาริมทรัพย์มือสองจำนวน 795 ราย เพิ่มขึ้น 27% และมีมูลค่ารวม 2,317 ล้านบาท เพิ่ม ขึ้น 31.7% จากผู้เข้าชมงาน 90,000 คน เมื่อเทียบกับปี 2549 ที่มีการซื้อขายที่ 626 รายการ มีมูลค่ารวม 1,760 ล้านบาท โดยประเภทของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการซื้อขายมากที่สุดคือทาวน์เฮาส์ มีผู้สนใจซื้อสูงสุดถึง 35% ของรายการที่มีการซื้อขาย ในขณะที่ที่ดินเปล่ามีมูลค่า การซื้อขายสูงสุดถึง 31% โดยในส่วนของ ธอส.มีลูกค้าที่จองสิทธิ์สินเชื่อซื้อบ้านมือสองภายใน งานจำนวน 178 ราย เป็นวงเงินรวม 373 ล้านบาท และสามารถขายทรัพย์เอ็นพีเอ ได้ 43 รายการ รวมมูลค่า 40 ล้านบาท

         

สำหรับแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใน ช่วงต่อไปจะประสบปัญหาเหมือนช่วงปี 2540 หรือไม่นั้น ก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ เมื่อพิจารณา จากปัจจัยในส่วนของบ้านเดี่ยวและคอนโดฯ โดยหลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง จะกระตุ้นให้มีคอนโดฯ สร้างใหม่อีกเป็นจำนวนมากซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในปัจจุบันที่ต้อง การกลับเข้ามาอยู่ในเมือง รวมทั้งอัตราดอกเบี้ย ในขณะนี้อยู่ในระดับ 3-7% ทำให้คนนิยมซื้อมากกว่าเช่า อย่างไรก็ตาม จะต้องเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อจัดตั้ง คณะกรรมการนโยบายการเคหะแห่งชาติ เพื่อมาช่วยดูแลธุรกิจอสังหาฯ ให้มีกลไกควบคุมไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก อย่างไรก็ตามเชื่อว่าวิกฤติ เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ภาคอสังหาฯมีประสบ การณ์มากขึ้น ซึ่งทำให้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตจะสามารถควบคุมได้ง่ายขึ้น

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ