Loading

จับชีพจรตลาดบ้านมือสอง นักลงทุนรายย่อยแห่ซื้อทำกำไ

วันที่ : 4 ตุลาคม 2550
จับชีพจรตลาดบ้านมือสอง นักลงทุนรายย่อยแห่ซื้อทำกำไร

งานมหกรรมบ้านมือสอง ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-30 กันยายน 2550 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้รวบรวมเอาบ้านและที่ดินเปล่าที่เป็นสินทรัพย์รอการขาย (NPA) ของธนาคารพาณิชย์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ของรัฐและเอกชน และจากบริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ทุกแห่งออกขายรวมกว่า 20,000 รายการ โดยมีทั้งบ้านมือสองสภาพเดิมที่ยังไม่มีการปรับปรุงซ่อมแซม บ้านมือสองที่ปรับปรุงแล้วพร้อมเข้าอยู่

 

จากการสังเกตการณ์ของ ""ฐานเศรษฐกิจ"" เพื่อวัดกำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงปลายปี พบว่าในวันเปิดงานที่ 28 กันยายน 2550 แม้จะเป็นวันทำงานแต่ก็มีผู้คนให้ความสนใจเข้าดูทรัพย์เป็นจำนวนมาก และจากการสอบถามประชาชนที่สนใจเข้าดูทรัพย์พบว่ามีทั้งที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงและที่ซื้อเพื่อลงทุนโดยจากการสุ่มตัวอย่างสอบถามพบว่า 3 ใน 5 รายต้องการซื้อบ้านมือสองไว้เพื่อลงทุน

 

นางสาวขนิษฐา พรมศิลา นักลงทุนรายย่อยรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ได้ลงทุนในตลาดบ้านมือสองแบบซื้อมาขายไปเป็นเวลา 7 ปีแล้ว วิธีที่ลงทุนก็คือจะเข้าไปซื้อบ้านมือสองจากกรมบังคับคดี หลังจากนั้นจะลงทุนเพื่อปรับปรุงสภาพบ้านให้ใหม่น่าอยู่ก่อนที่จะปล่อยขายอีกทอดหนึ่งให้กับผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง โดยให้เหตุผลของการซื้อทรัพย์ที่มาร่วมออกบูธในงานมหกรรมบ้านมือสองว่าแม้จะมีราคาแพงกว่าบ้านที่ซื้อจากกรมบังคับคดีแต่ก็มีความสะดวกกว่าโดยเมื่อนำมาปรับปรุงซ่อมแซมแล้วขายต่ออีกจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่า 20%

 

ส่วนนักลงทุนรายย่อยอีกสองราย รายหนึ่งซื้อเก็บไว้เป็นสินทรัพย์ด้วยแต่หากขายต่อได้ราคาก็พร้อมที่จะปล่อยโดยทันที โดยจะเลือกบ้านมือสองที่อยู่ในทำเลที่กำลังจะมีความเจริญในอนาคต เช่น ทำเล บางบัวทอง ซึ่งในอนาคตจะเกิดรถไฟฟ้าสายสีม่วง หรือทำเลศรีนครินทร์ที่จะมีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ หลังจากที่ระบบขนส่งขนาดใหญ่เกิดขึ้นแล้วจึงจะปล่อยบ้านออกขายสู่ตลาดเพื่อกินส่วนต่างๆ ส่วนอีกรายหนึ่งซื้อเพื่อปล่อยเช่าโดยประมาณการณ์ให้ฟังว่าหากซื้อแล้วต้องผ่อนแบงก์ประมาณ 4,000 บาทต่อเดือนในขณะที่ปล่อยเช่าน่าจะได้ราวๆ 5,000 บาทต่อเดือน ได้ส่วนต่าง 1,000 บาท และสินทรัพย์นั้นยังคงอยู่

 

ขณะที่ ข้าราชการโรงงานยาสูบท่านหนึ่ง กำลังมองคอนโดมิเนียมมือสองสักหลังเพื่อให้หลานให้เป็นที่อยู่อาศัยขณะที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ส่วนช่างเย็บผ้ารายหนึ่ง ส่งลูกมาเรียนที่กรุงเทพฯ ต้องการมีบ้านสักหลักในราคาที่ไม่เกิน 7-8 แสนบาท เพื่อใช้อยู่อาศัยกับลูกๆ ซึ่งผู้ซื้อทั้งสองรายนั้นพร้อมจะซื้อทันทีหากเจอบ้านที่ถูกใจเพราะมีความจำเป็นในการอยู่อาศัยจริง

 

นายบริสุทธิ์ กาสินพิลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮมไบเออร์ไกด์ จำกัด เปิดเผยว่า งานมหกรรมบ้านมือสอง เมื่อครั้งที่สองในปี 2549 ที่ผ่านมา มีสัดส่วนนักลงทุนรายย่อยเพียง 5% แต่ในงานมหกรรมเอ็นพีเอแกรนด์เซลล์ของแบงก์ที่ผ่านมากลับพบว่าตัวเลขผู้ที่ซื้อบ้านมือสองไว้เพื่อลงทุนกลับเพิ่มเป็น 20% จากจำนวนผู้เข้าชมงาน

 

ทั้งนี้ เหตุผลที่ทำให้เกิดกลุ่มนักลงทุนรายย่อยในตลาดบ้านมือสองมากขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในช่วงขาลงเพียงแค่ 3% ในขณะที่การซื้ออสังหาฯไว้ปล่อยเช่ามีผลตอบแทน 7-8% ต่อปี และการซื้อบ้านมือสองมาปรับปรุงขายต่อได้ผลตอบแทนสูงถึง 20-30% ทำให้กลุ่มผู้มีเงินออม 1-2 ล้านบาทหันมาลงทุนในตลาดบ้านมือสองแทน อีกประการหนึ่งคือเรื่องมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการซื้อบ้านมือสองจะสิ้นสุดลงภายในปี 2550 ทำให้ทั้งผู้ที่ซื้ออยู่จริงและผู้ที่ซื้อเพื่อลงทุนต้องรีบซื้อบ้านมือสองในปีนี้เพื่อใช้สิทธิดังกล่าว ซึ่งประกอบไปด้วย การลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการโอนเหลือ 0.01% จาก 1% และค่าจดจำนองเหลือ 0.01% จาก 2%

 

อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2550 ธนาคารพาณิชย์มียอดทรัพย์สินรอการขายทั้งสิ้น 1.67 แสนล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอด 1.75 แสนล้านบาท หรือลดลงเพียง 8 พันล้านบาทเท่านั้น โดยธนาคารเองก็หนุนที่จะให้มีการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงและซื้อเพื่อลงทุนเพราะต้องการระบายสินทรัพย์รอการขายออกไปจากพอร์ตเนื่องจากได้รับแรงกดดันในการตั้งสำรองหนี้สูญตามมาตรฐานบัญชี IAS 39 และมาตรการเข้มงวดของธปท.ที่ให้สถาบันการเงินถือครองสินทรัพย์ได้ไม่เกิน 5 ปี ซึ่งส่วนใหญ่จะครบกำหนดและมีการต่ออายุหลายครั้งแล้วจึ่งเร่งให้มีการขายเอ็นพีเอออกไป

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ