Loading

ตลึงบ้านเอื้อฯค้างสต๊อก 20,000 หน่วย กคช.เล็งให้ประชาชนเช่า-เช่าซื้อ-ขายยกล็อ

วันที่ : 2 ตุลาคม 2550
ตลึงบ้านเอื้อฯค้างสต๊อก 20,000 หน่วย กคช.เล็งให้ประชาชนเช่า-เช่าซื้อ-ขายยกล็อต

น.พ.พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า ภายใน 1 สัปดาห์จากนี้กระทรวงจะเสนอแผนยุทธ์ศาสตร์ที่อยู่อาศัยแห่งชาติ ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติและจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายยกรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่วางกรอบนโยบายและแผนการดำเนินการด้านที่อยู่อาศัย โดยจะเน้นเรื่องความครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง และกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่บุกรุกที่ดินราชการหรือบุกรุกที่ดินเอกชน

 

ทั้งนี้ หลังจากที่มีการเสนอขอจัดตั้งคณะกรรมการที่อยู่อาศัยฯดังกล่าวแล้ว ภายใน 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะเสนอแผนการแก้ปัญหาโครงการบ้านเอื้ออาทรต่อที่ประชุม ครม.อีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้กระทรวงพม.ยังเตรียมที่จะเสนอขออนุมัติการออกพันธบัตรหรือบอนด์ จำนวน 10,000-15,000 ล้านบาทโดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน เพื่อนำเงินดังกล่าวมาใช้ในการแก้ปัญหาการปล่อยกู้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ซื้อบ้านเอื้ออาทร จากเดิมที่ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวจะติดปัญหาสถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อให้ เนื่องจากคุณสมบัติไม่เพียงพอ ซึ่งที่ผ่านมามีจำนวนสูงถึง 40-50%

 

ด้านนายพรศักดิ์ บุณโยดม ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) กล่าวว่า การออกบอนด์ 10,000-15,000 ล้านบาท นั้นในระยะแรกจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการกู้ไม่ผ่านของลูกค้าบ้านเอื้ออาทรและบ้านมั่นคง หรือแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินของผู้มีรายได้น้อย โดยเกณฑ์การปล่อยกู้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยนั้นผู้ขอกู้จะต้องมีรายได้ต่อครัวเรือนต่อเดือนไม่เกิน 22,000 บาท และจะปรับขึ้นในปี 51โดยผู้กู้จะต้องมีรายได้ต่อครัวเรือนไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจจะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับวงเงินในการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยว่าจะต้องมีมูลค่าไม่เกิน 500,000 บาท

 

นอกจากนี้ กคช.ยังมีแนวทางการแก้ไขปัญหาบ้านเอื้ออาทรอยู่ในช่วงของการออกแคมเปญในโปรแกรมโครงการบ้านแลกบ้าน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการมาได้ระยะหนึ่งแล้ว โดยโครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนที่ซื้อบ้านเอื้ออาทรในพื้นที่ห่างไกลจากที่ทำงาน หรือ มีการย้ายทีทำงานไปในพื้นที่อื่นสามารถเข้าโครงการบ้านแลกบ้าน และในระยะยาวจะขยายโครงการให้กว้างออกไปอีก โดย กคช.หารือร่วมกับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เพื่อผลักดันให้โครงการบ้านเอื้ออาทรเข้าไปอยู่ในตลาดบ้านมือสอง และออกแคมเปญด้านการตลาดในโครงการบ้านแลกบ้านอีกครั้งหนึ่ง

 

- บ้านเอื้อฯค้างสต๊อก20,000หน่วย

นายพิทยา เจริญวรรณ รองผู้ว่า กคช. กล่าวว่า ในการแก้ไขปัญหาโครงการบ้านเอื้ออาทรที่ได้มีการก่อสร้างแล้วเสร็จจำนวน 70,000 หน่วยนั้น ล่าสุด กคช.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารออมสินได้ปล่อยสินเชื่อให้แก่ประชาชนไปแล้วจำนวน 40,000-50,000 หน่วย ในอัตราดอกเบี้ย 4.9% ซึ่งจำนวนดังกล่าวได้ส่งมอบบ้านไปแล้วเรียบร้อย ส่วนที่เหลือประมาณ 20,000 หน่วย ซึ่งยังมีปัญหาผู้ซื้อไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เนื่องจากคุณสมบัติไม่เพียงพอ

               

ปัญหาดังกล่าว กคช.ได้วางแนวทางการแก้ไขไว้ 3 แนวทาง ประกอบด้วย 1. ให้นำยูนิตที่ค้างสต๊อกดำเนินการในรูปแบบเช่าชื้อ 3 ปี โดยเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ติดปัญหาขอสินเชื่อบ้านไม่ผ่าน ในปีแรก กคช.จะจัดเก็บค่างวดสูงกว่าสถาบันการเงิน 100 บาท  และปีที่ 2 เก็บค่างวดสูงกว่าสถาบันการเงิน 50 บาท และหากลูกค้ามีพฤติกรรมการจ่ายค่างวดที่ดี จะนำส่งลูกค้ากลุ่มดังกล่าวเพื่อขอกู้จากสถาบันการเงินต่อไป สำหรับแนวทางที่ 2. คือ การนำอาคารสร้างเสร็จดังกล่าวขายยกตึกให้กับหน่วยงานรัฐและเอกชนที่ต้องการซื้อเป็นสวัสดิการพนักงาน และ แนวทางที่ 3. คือการปล่อยเช่าให้แก่ประชาชนทั่วไป

               

อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาการเคหะฯรับซื้อคืนลูกหนี้จากธนาคาร ในกรณีที่ลูกค้าไม่สามารถผ่อนชำระต่อได้ในสัดส่วน 2% หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท

 

- ถกปัญหาแฟลตดินแดง ให้โอกาสคนนอกมีสิทธิ์

ด้านนายไกร ตั้งสง่า กรรมการการเคหะแห่งชาติ กล่าวถึงการแก้ปัญหาแฟลตดินแดงว่า จากการเปิดรับฟังความเห็นและร่วมแสดงความคิดเห็นจากประชาชนทั่วไป, ผู้อยู่อาศัยในแฟลตดินแดง และผู้แทนการเคหะฯ ได้ข้อสรุปเบื้องต้นใน 4 ประเด็น ประกอบด้วย โครงสร้างอาคารแฟลตดินแดงมีความปลอดภัยหรือไม่ ผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าความปลอดภัยในการอยู่อาศัยมีน้อย ในขณะที่ความเสี่ยงมีอยู่สูง ประเด็นที่ 2 ความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินได้ข้อสรุปว่า ทุกฝ่ายต้องการให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างการเคหะและผู้อยู่อาศัยในการร่วมมือการสอดส่งดูแลในปัญหาด้านความปลอดภัยเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย

               

ประเด็นที่ 3 เรื่องของความเป็นธรรมสำหรับผู้อยู่อาศัย ซึ่งชาวแฟลตต้องการให้การเคหะฯสร้างอาคารหรือที่อยู่อาศัยใหม่ ก่อนที่จะดำเนินการย้ายผู้อยู่อาศัยและทำการรื้อทุบอาคารเก่า อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวการเคหะไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากยังมีอาคารเก่าในพื้นที่ที่จะดำเนินการก่อสร้างอาคารใหม่ ทำให้ไม่สามารถปลูกสร้างอาคารใหม่ได้ ดังนั้นจึงต้องทุบอาคารเก่าก่อนเพื่อให้สามารถก่อสร้างอาคารใหม่ได้

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ