Loading

บ้านมือสองเร่งยอดก่อนสิ้นมาตรกา

วันที่ : 28 กันยายน 2550
บ้านมือสองเร่งยอดก่อนสิ้นมาตรการ

นายวิศิษฐ์ คุณาทรกุล ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เรียลตี้ เวิลด์ อัลไลแอนซ์ เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดบ้านมือสอง ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.ย.2550) ว่า มีการชะลอตัวต่อเนื่องมาโดยตลอด จากผลกระทบภาวการณ์เมือง และเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามหลังจากไตรมาส3 ที่ผ่านมา ตลาดบ้านมือสองเริ่มขยายตัวดีขึ้นจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับผู้บริโภคเริ่มตัดสินใจซื้อเร็วขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงในสิ้นปีนี้ จะสิ้นสุดมาตรการการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนเหลือ0.01%จาก1% และการจดจำนอง0.01% จาก2% นอกจากนี้ยังเป็นปีสุดท้ายที่มาตรการยกเว้นการจ่ายภาษีเงินได้ส่วนบุคคล สำหรับผู้ที่ซื้อบ้านในช่วงปี2540 ที่เมื่อขายแล้วไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคลจะหมดลง ส่วนมาตรการซื้อบ้านใหม่ขายบ้านเก่า จะยังคงใช้อยู่ต่อเนื่องเพราะเป็นมาตรการระยะยาว

 

สำหรับปีนี้ โดยภาพรวมของตลาดบ้านมือสอง คาดว่ามูลค่าการซื้อขายจะมีประมาณ 130,000 ล้านบาท หรือประมาณ 60,000 หน่วย โดยราคาทรัพย์ที่ขายอยู่ในตลาดมีราคาเฉลี่ยต่อหน่วย2.2 ล้านบาท ซึ่งในช่วง3 ไตรมาสที่ผ่านมา คาดว่ายอดขายรวมในตลาดต่ำกว่าที่ประมาณการณ์ไว้ 10% แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่า3เดือนที่เหลือจากนี้ ยอดขายในตลาดรวมน่าจะปรับตัวสูงขึ้นโดยคาดว่าจะมียอดขายสูงถึง1ใน3ของยอดขายรวมทั้งปี หรือประมาณ 40,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงที่ใกล้หมดมาตรการ ประกอบกับการจัดแคมเปญของผู้ประกอบการ และการจัดกิจกรรมใหญ่ในช่วงปลายปีด้วย อย่างไรก็ตามคาดว่าตลาดโดยรวมในปีนี้น่าจะมียอดขายรวมต่ำกว่าเป้าประมาณ 10%หรือประมาณ 120,000 ล้านบาท

 

ด้านนายสมศักดิ์ ชุติศิลป์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.ซี.พี. เฮ้าส์ซิ่ง กล่าวว่า หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองมีความชัดเจน การลงทุนจะเริ่มกลับมา อสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านมือสองที่คาดว่าจะได้รับความสนใจคือ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน เพราะให้ผลตอบแทนสูง 6-7% ขณะที่ฝากเงินกับธนาคารได้อัตราดอกเบี้ยเพียง 2-3% เท่านั้น สังเกตได้จากพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าจากงานมหกรรมบ้านมือสองแห่งชาติครั้งที่ 2 ที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายกว่า 40ล้านบาท โดยลูกค้าของบริษัทมีการซื้อเงินสดถึง 50% จากที่ปกติสัดส่วนการซื้อเงินสดจะอยู่ที่ 20% ส่วนอีก80% จากเป็นการใช้สินเชื่อสถาบันการเงินในการซื้อ

 

ทั้งนี้ ในช่วง3 ไตรมาสที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายรวม 600 ล้านบาทลดลงประมาณ 15% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี49 ในขณะที่ยอดขายเฉพาะไตรมาสที่ 3ของบริษัทมีการปรับตัวที่ดีขึ้น โดยมียอดขายเติบโตกว่าช่วงเดียวกันของปี49ประมาณ 10% อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในช่วงต้นปีนี้ ผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อเร็วขึ้นเพื่อให้ได้ประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนบ้านมือสองก่อนที่จะสิ้นสุดลงในเดือนธ.ค.นี้ เนื่องจากปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ราคาบ้านลดลงต่ำที่สุดแล้ว และในปี 2551 บ้านสร้างใหม่จะปรับราคาขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้นแน่นอน ดังนั้นการตัดสินใจซื้อบ้านในช่วงนี้จึงถือว่าเป็นช่วงที่ดีที่สุด

 

นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า การสิ้นสุดของมาตรการสนับสนุนบ้านมือสอง ประกอบกับเป็นช่วงที่โบรกเกอร์บ้านมือสองเร่งสร้างยอดขาย และสถาบันการเงินต้องเร่งระบายทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ออกไปเพื่อให้ลดภาระด้านบัญชี เนื่องจากหากมี NPA ติดมือมากจะทำให้ต้องมีการตั้งสำรองเพิ่มตามมาตรฐานบัญชี IAS 39 ดังนั้น ในช่วง 3 เดือนที่เหลือนี้จึงคาดว่าการตัดสินใจซื้อของลูกค้าจะเร็วขึ้น

 

ส่วนในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ยอดขายบ้านมือสองในตลาดรวมลดลงจากช่วงเดียวกันของปี2549ประมาณ20% แต่การจัดกิจกรรมและการหมดมาตรการสนับสนุนบ้านมือสองในช่วงเดือน ธ.ค. นี้จะทำให้ยอดขายสูงขึ้นอย่างมาก โดยในงานมหกรรมบ้านมือสองแห่งชาติครั้งที่3 ที่จะจัดขึ้นนี้คาดว่าจะมียอดการซื้อขายทั้งในงานและต่อเนื่องจากงานอีก1เดือนที่ 1,500 -2,000 ล้านบาท

 

สำหรับบ้านมือสองเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์รอขายอยู่ในตลาดเป็นจำนวนมากกว่า 3 แสนหน่วย กระจายอยู่ในมือของเจ้าของบ้านทั่วไป สถาบันการเงิน และนักลงทุน-เก็งกำไร ในขณะที่จำนวนทรัพย์มือสอง ฝากขายผ่านเว็บไซต์ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ มีประมาณ 2 แสนรายการ ทั้งในส่วนของทรัพย์ที่เป็นที่อยู่อาศัย และที่ดินเปล่า โดยสามารถแบ่งเป็นทรัพย์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลกว่า 70,000รายการ ภาคกลาง 22,000รายการ ภาคเหนือ 26,000 รายการ ภาคใต้ 18,000 รายการ ภาคอีสาน 37,000รายการ

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

 

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ