Loading

อุตสาหกรรมทั่วไทยยังเผชิญวิกฤต

วันที่ : 25 กันยายน 2550
อุตสาหกรรมทั่วไทยยังเผชิญวิกฤติ

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง บริมเบิล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประเมินสถานการณ์ของภาคอุตสาหกรรมเป็นรายสาขา สำหรับปี 2550 เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมีการชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านการเมือง ปัจจัยการแข็งค่าเงินบาท ล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจเกิดภาวะอึมครึมทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามภายใต้ปัจจัยลบรอบด้าน ในปี 2550 แต่ภาคอุตสาหกรรมยังถือเป็นหัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป โดยภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรมไทย

         

อุตสาหกรรมอาหาร แนวโน้มของการผลิตและการส่งออกอุตสาหกรรมอาหาร ในช่วงที่เหลือของปี 2550 คาดว่า จะยังคงมีทิศทางการผลิต การจำหน่ายในประเทศและส่งออกที่ทรงตัวต่อเนื่องจากครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ซึ่งผลของมาตรการรองรับปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่างๆ ทั้งในเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่า และภาวะเศรษฐกิจและการเมืองที่ไม่แน่นอน ยังต้องใช้ระยะเวลาเพื่อให้มาตรการเกิดประสิทธิผล ทำให้ผู้บริโภคอาจมีความกังวลและระมัดระวังในเรื่องการจับจ่ายใช้สอย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงภายนอกอื่นๆ เช่น การแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกรอบใหม่ ภัยธรรมชาติ ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้จากภาวะโลกร้อน และมาตรการกีดกันการค้ารูปแบบต่างๆ ที่ประเทศ ผู้นำเข้าจะประกาศใช้ในอนาคต เช่น การประกาศมาตรการ IRA ต่อการนำเข้ากุ้งของออสเตรเลีย การประกาศมาตรการเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหารของยุโรป มาตรการการบังคับปิดฉลากเพิ่มเติมของสหรัฐฯ และการประกาศเกณฑ์ขั้นต่ำของสารตกค้างในอาหารที่เข้มงวดมากขึ้นในหลายสินค้าของจีน ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ

         

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป จากกรณีการปิดกิจการของโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนและบ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมกำลังประสบปัญหาอุปสรรคในด้านขีดความสามารถ การแข่งขันของประเทศที่ลดลง จากการแข่งขันของประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าเช่นจีน เวียดนาม อินเดีย และอินโดนีเซีย ประกอบกับความผันผวนของค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ศักยภาพการแข่งขันของไทย ลดลงอย่างรวดเร็ว สำหรับแนวโน้มการผลิตในช่วงที่เหลือของปี 2550 คาดว่าจะมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น หลังจากที่มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Japan-Thailand Economics Partnership Agreement : JTEPA) ซึ่งคาดว่าจะดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติกลับมา ทั้งนี้จากข้อมูลการส่งออกของไทย ยังพบว่าไทยยังมีศักยภาพ ในการแข่งขันของเสื้อผ้าสำเร็จรูปบางประเภท เช่น เสื้อผ้าเด็กอ่อน เสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ผลิตจากไหม เป็นต้น

         

อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า สถานการณ์เหล็กโดยรวมในครึ่งปีแรก ปี 2550  ทรง ตัวเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน โดยการผลิตลดลง ร้อยละ 8.58 ปริมาณความต้องการใช้ในประเทศชะลอตัวลง  ร้อยละ 3.56 เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว  ทำให้ ผู้ประกอบการชะลอการลงทุนเนื่องจากขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน แนวโน้มสถานการณ์ เหล็กโดยรวมในประเทศครึ่งหลัง ปี 2550 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดการณ์ว่าจะทรงตัว โดยในส่วนของความต้องการใช้ในประเทศของเหล็กทรงยาวคาดการณ์ว่าจะทรงตัวเนื่องจากภาคก่อสร้างโดยโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐยังไม่เริ่มดำเนินการในช่วงไตรมาสนี้  ขณะที่โครงการภาคเอกชนยังคงชะลอตัวอยู่  สำหรับเหล็กทรงแบนคาดการณ์ว่าการผลิตจะขยายตัวตามอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ เช่น ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า   ซึ่งจากความต้องการใช้ในประเทศที่ทรงตัว ทำให้ที่ผ่านมาผู้ผลิตต้องขยายตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป  ตะวันออกกลาง เพิ่มมากขึ้น แต่จากการที่ในช่วงนี้เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาชะลอตัว  อาจเป็นปัจจัยลบที่ทำให้ประเทศไทยต้องเสียตลาดส่งออกหลักที่สำคัญ

         

อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2550 การผลิตและการจำหน่ายปูนซีเมนต์ในประเทศลดลง เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ตามความต้องการ ของตลาดที่ลดลง สำหรับตลาดต่างประเทศ สำหรับในครึ่งแรกของปี 2550 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นแต่มูลค่าการส่งออกลดลง เนื่องจากผลกระทบ จากเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี โดยตลาดส่งออกปูนซีเมนต์ที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เวียดนาม บังกลาเทศ กัมพูชา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สำหรับการส่งออกในครึ่งหลัง ปี 2550 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการวางแผนขยายการส่งออกเพิ่มมากขึ้นเพื่อทดแทนตลาดภายในประเทศที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักในแถบอาเซียนและตลาดใหม่ คือ ประเทศแถบตะวันออกกลาง แอฟริกา และ ยุโรปขยายตัวดีขึ้น

         

อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ปริมาณการจำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในไตรมาส 3 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 7.38 ทั้งนี้เนื่องจากการขยายตัวจากผลิตภัณฑ์เครื่อง ปรับอากาศเป็นหลัก โดยได้รับอานิสงส์จากตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ ตลาดอียู ซึ่งในปี 2549 ในช่วงดังกล่าวค่อนข้างชะลอตัวจากมาตรการ NTBs ทำให้ฐานตัวเลขต่ำ ประกอบกับในช่วงนี้ภูมิอากาศแถบยุโรปค่อนข้างร้อนอาจมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดตะวันออกกลางอีกตลาดหนึ่งด้วย ทำให้ภาพรวมปริมาณการจำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงไตรมาสที่ 3 ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนแนวโน้มของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในครึ่งหลัง ปี 2550 โดยประมาณการจากแบบจำลองภาวะอุตสาหกรรมรายสาขาของสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ พบว่า ปริมาณการจำหน่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในไตรมาส 3 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 11.20 ส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นใน HDD ในอัตราการขยายตัวเดียวกันกับภาพรวมอิเล็กทรอนิกส์

         

อุตสาหกรรมรถยนต์ ภาวะอุตสาหกรรม รถยนต์ในช่วงครึ่งปีแรก 2550 เมื่อเปรียบเทียบ กับช่วงเดียวกันของปี 2549 การผลิตขยายตัวเล็กน้อย โดยมีการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อน สำคัญ ในขณะที่ตลาดภายในประเทศชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม คาดว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ในช่วงที่เหลือของปี 2550 จะขยายตัวดีขึ้น โดยอาศัยการขยายตัวของส่งออก ในขณะที่ตลาดภายในประเทศมีสัญญาณที่ดีจากการที่ภาครัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี ความชัดเจนทางการเมือง และการที่บริษัทรถยนต์จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขา

 

 

ที่มา : เว็บไซต์สยามธุรกิจ

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ