Loading

คิกออฟประกวด บ้านติดฉลาก ปลุกกระแสอนุรักษ์พลังงานรับโลกร้อ

วันที่ : 20 กันยายน 2550
คิกออฟประกวด บ้านติดฉลาก ปลุกกระแสอนุรักษ์พลังงานรับโลกร้อน

เคยได้ยินแต่แอร์เบอร์ 5 มาถึงวันนี้ยุควิกฤตโลกร้อน ประเทศไทยมีการจัดประกวดแนวใหม่ ""โครงการติดฉลากบ้าน-อาคาร"" หรือชื่อเป็นทางการว่า ""โครงการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในอาคารโดยการติดฉลาก"" จัดโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) สังกัดกระทรวงพลังงาน เพิ่งจะคิกออฟโครงการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี่เอง

 

งานนี้ รมต.พลังงาน ""ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์"" หมายมั่นจะปลุกปั้นโครงการติดฉลากบ้านและอาคารให้ประสบความสำเร็จ เหมือนกับที่เคยสำเร็จมาแล้วในโครงการติดฉลาดประหยัดไฟเบอร์ 5 บนสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า

 

- 13 บริษัทชื่อดังตอบรับร่วมโครงการ

ยังไม่ทันจะถึงวันเปิดตัวโครงการฟีดแบ็กดีเกินคาด มีผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของอาคารสนใจส่งบ้านและอาคารเข้าร่วมโครงการแล้ว 13 บริษัท 20 โครงการ รวมประมาณ 900 หน่วย สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เกือบ 5 เท่าอาทิ บริษัท เค.อี.แลนด์ จำกัด ส่งโครงการบ้านหรู ""คริสตัลพาร์ค"" และโครงการช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ ""คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์"" ย่านเอกมัย-รามอินทรา บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ส่งโครงการทาวน์เฮาส์ 200 ยูนิต กลุ่มเซ็นทรัลส่งอาคารศูนย์การค้าใหม่ 4 แห่งที่มีแผนเปิดตัว บริษัทสถาปนิก ""เสาเอก"" ส่งอาคารโชว์รูมฮอนด้า และสาขาย่อยแบงก์กรุงไทย ฯลฯ

 

กระบวนการพิจารณามี 3 ขั้นตอนคือ 1) ให้คำปรึกษาแนะนำการออกแบบ 2) ติดตามตรวจสอบระหว่างการก่อสร้าง 3) ตรวจสอบค่าการประหยัดพลังงานหลังก่อสร้างแล้วเสร็จเพื่อออกฉลาก แบ่งฉลากเป็น 3 สีคือ สีทองแดง (ระดับดี) สีเงิน (ระดับดีมาก) และสีทอง (ระดับดีเด่น)

 

วิธีการให้คะแนนแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มที่อยู่อาศัย และกลุ่มอาคารสาธารณะ ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มจะต้องผ่านเกณฑ์ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นก่อน จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการประเมินคะแนนการประหยัดพลังงาน

 

- แบ่งเกณฑ์ที่อยู่อาศัย-อาคารสาธารณะ

โดยในกลุ่ม ""ที่อยู่อาศัย"" มีเกณฑ์ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม 5 ข้อ ประกอบด้วย 1) ไม่ใช้สารซีเอฟซี (สารทำความเย็นในเครื่องปรับอากาศ) 2) ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 25 วัตต์ต่อตารางเมตร 3) มีระบบบำบัดน้ำเสีย บ่อดักขยะ และบ่อดักไขมัน 4) มีแผนป้องกันมลพิษและสิ่งรบกวนจากการก่อสร้าง และ 5) ใช้สีหรือสารเคลือบผิวที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย

 

ส่วนกลุ่ม ""อาคารสาธารณะ"" มีทั้งหมด 6 ข้อ ประกอบด้วย 1) ใช้สารทำความเย็นน้อย 2) ผ่านเกณฑ์การนำอากาศบริสุทธิ์เข้าอากาศขั้นต่ำ 3) ผ่านเกณฑ์ค่าความส่องสว่างขั้นต่ำ 4) มีระบบบำบัดน้ำเสีย บ่อดักขยะ และบ่อดักไขมัน 5) มีแผนป้องกันมลพิษและสิ่งรบกวนจากการก่อสร้าง และ 6) ใช้สีหรือสารเคลือบผิวที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย

 

หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนประเมินคะแนน 9 หัวข้อ ได้แก่ 1) สถานที่ตั้งโครงการ เช่น สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเท่ากับช่วยลดการใช้น้ำมัน 2) ผังและงานภูมิสถาปัตยกรรม (การออกแบบอาคาร) 3) ระบบเปลือกอาคาร (การใช้วัสดุปิดผิว) 4) ระบบปรับอากาศ 5) ระบบไฟฟ้าและแสงสว่าง 6) ระบบธรรมชาติและพลังงานทดแทน 7) ระบบสุขาภิบาล 8) วัสดุและการก่อสร้าง และ 9) เทคนิคการออกแบบ การประหยัดพลังงาน/รักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสิ้น 100 คะแนน ทั้งนี้ อาคารในกลุ่ม ""ที่อยู่อาศัย"" ฉลากสีทองแดงต้องได้คะแนน 45-59 คะแนน ฉลากสีเงิน 60-74 คะแนน และฉลากสีทอง 75-100 คะแนน ส่วนในกลุ่ม ""อาคารสาธารณะ"" ฉลากสีทองแดงต้องได้คะแนน 40-55 คะแนน ฉลากสีเงิน 55-69 คะแนน และฉลากสีทอง 70-100 คะแนน

 

 

- ชี้ต้นทุนสร้างบ้านเพิ่ม 1-3%

สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการนี้ ส่วนใหญ่มองว่าการติดฉลากน่าจะช่วยสร้าง ""จุดขาย"" ให้กับโครงการได้ คล้ายๆ กับการซื้อแอร์ ที่ต้องเลือกเบอร์ 5 โดย ""สุนทร สถาพร"" กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฉลิมนคร จำกัด ผู้พัฒนาโครงการ ""บ้านสถาพร"" สะท้อนความเห็นว่า การสร้างบ้านเดี่ยวขนาด 60-70 ตารางวา หากวางแผนให้เป็นบ้านประหยัดพลังงานแต่แรก อาทิ ใช้ฉนวนกันความร้อน ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา จะมีต้นทุนค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นจากปกติเพียง 1% แต่ถ้ามาเพิ่มเติมวัสดุภายหลังจากก่อสร้างบ้านแล้วเสร็จ จะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเป็น 3%

 

ล่าสุดกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการร่าง กฎกระทรวง ""ข้อกำหนดการใช้พลังงานในอาคารที่จะขออนุญาตก่อสร้างใหม่ 1"" (building code) กับอาคารที่ขออนุญาตก่อสร้างใหม่หรือขออนุญาตปรับปรุงอาคาร มี 5 ส่วนคือ

 

1) ข้อกำหนดพลังงานความร้อนที่ถ่ายเทผ่านเข้าตัวอาคาร ได้แก่ ""อาคารสำนักงาน-สถานศึกษา"" มีค่าพลังงานความร้อนถ่ายเทเข้าผนังอาคารได้ไม่เกิน 50 วัตต์ต่อตรม. และ ผ่านหลังอาคารได้ไม่เกิน 15 วัตต์ต่อตารางเมตร

 

""ห้างสรรพสินค้า-ร้านค้าย่อย-ศูนย์การค้า-ซูเปอร์สโตร์"" มีค่าพลังงานความร้อนถ่ายเทฯ ได้ไม่เกิน 40 วัตต์ต่อตร.ม. และผ่านหลังอาคารได้ไม่เกิน 12 วัตต์ต่อตร.ม. ""โรงแรม-โรงพยาบาล-สถานพักฟื้น"" มีค่าพลังงานความร้อนถ่ายเทฯ ได้ไม่เกิน 30 วัตต์ต่อตร.ม. และผ่านหลังอาคารได้ ไม่เกิน 10 วัตต์ต่อตร.ม.

 

2) ข้อกำหนดไฟฟ้าส่องสว่างในอาคาร ได้แก่ ""สำนักงาน-สถานศึกษา"" มีค่าส่องสว่างสูงสุด 14 วัตต์ต่อตร.ม. ""โรงแรม-โรงพยาบาล-สถาน พักฟื้น"" 12 วัตต์ต่อตร.ม. และ ""ร้านค้าย่อย- ห้างสรรพสินค้า-ศูนย์การค้า-ซูเปอร์สโตร์"" 18 วัตต์ต่อตร.ม.

 

3) ข้อกำหนดมาตรฐานระบบปรับอากาศ แยกเป็นมาตรฐานระบบปรับอากาศขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ และระบบปรับอากาศแบบเครื่องน้ำเย็นแบบดูดกลืน

 

4) ข้อกำหนดมาตรฐานอุปกรณ์น้ำร้อน (กำหนดประสิทธิภาพขั้นต่ำและ ค่าสัมประสิทธิ์สมรรถนะขั้นต่ำ) แยกเป็น เครื่องทำน้ำร้อนแบบน้ำผ่าน แบบชนิดฮีตปั๊ม และ

 

5) ข้อกำหนดค่าการใช้พลังงานอาคารโดยรวม

 

หลังจากร่างกฎกระทรวงแล้วเสร็จจะเสนอต่อคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ จากนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี กฤษฎีกา และคณะรัฐมนตรี ตามลำดับ ก่อนจะประกาศใช้ คาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่เกิน 6 เดือนนับจากนี้

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ