Loading

นับถอยหลังหมื่นอาคารทั่วกรุงต้องตรวจสอบ ไม่ทำ ไม่ทัน โทษหนักทั้ง จำและปรั

วันที่ : 5 สิงหาคม 2550
นับถอยหลังหมื่นอาคารทั่วกรุงต้องตรวจสอบ ไม่ทำ ไม่ทัน โทษหนักทั้ง จำและปรับ

เหลือเวลาไม่ถึง 6 เดือนเต็ม นับจากวันนี้ถึง 29 ธันวาคม 2550 ที่บรรดาเจ้าของอาคาร 9 ประเภท รวมทั้งป้ายขนาดใหญ่ ต้องปฏิบัติตาม  กฎกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับ การกำหนดประเภทอาคารที่ต้องจัดไว้ให้มีผู้ตรวจสอบ พ.ศ. 2548 และกฎกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับการกำหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ตรวจสอบหลักเกณฑ์การขอขึ้นทะเบียนและการเพิกถอนการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบอาคาร พ.ศ. 2548 โดยต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบอาคาร เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้อาคารดังกล่าว และ ต้องรายงานผลคุณภาพอาคารภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2550 ที่จะถึง

 

ฐานเศรษฐกิจ ร่วมกับ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย จัดสัมมนาเรื่อง ""นับถอยหลัง10,000 อาคารทั่วกรุงต้องตรวจสอบ"" โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.ต.ท.ธีรวุฒิ บุตรศรีภูมิ ประธานเปิดงาน และปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ""ทำไมต้องมีกฎกระทรวง เรื่องกฎเกณฑ์การตรวจสอบ"" พร้อมวิทยากรรับเชิญประกอบด้วย นายสุรพล พงษ์ไทยพัฒน์ วิศวกรใหญ่กรมโยธาธิการและผังเมือง นายวสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการบริษัทเอเจนซี่ฟอร์เรียลเอสเตท จำกัด นายจรัญ เกสร กรรมการผู้จัดการบริษัทลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด และผศ.อัศวิน พิชญโยธิน อาจารย์ประจำ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

*** สลด! บทเรียน 3 โศกนาฎกรรมครั้งใหญ่

นายสุรพล พงษ์ไทยพัฒน์ วิศวกรใหญ่ กรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวถึง เหตุผลและความจำเป็น ที่ต้องมีกฎกระทรวง กำหนดประเภทอาคาร ที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบ พ.ศ. 2548 ที่กำหนดให้มีการตรวจสอบอาคาร เพื่อความปลอดภัยในการใช้อาคารประเภทต่างๆ 9 ประเภท ทั่วประเทศ ว่า หลายคนคงจำได้ว่า ปี 2536 มีเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานเคเดอร์ ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ในครั้งนั้นมีคนตายไป 150 กว่าคน และในปีเดียวกันนั้นเอง โรงแรมรอยัลพลาซ่า ที่จังหวัดนครราชสีมา อยู่

 

ดีๆพังทลายลงมา ครั้งนั้นมีคนตายไปเกือบ 200 คน และผ่านไปประมาณ 4 ปี พ.ศ. 2540 โรงแรมรอยัล จอมเทียน พัทยา จังหวัดชลบุรี เกิดเหตุเพลิงไหม้ มีคนตาย 100 คนเศษ ซึ่งทั้ง 3 เหตุการณ์นี้ ล้วนแต่ ก่อสร้างเสร็จและเปิดใช้อาคารแล้ว แต่มีคำถาม ว่า เหตุใดจึงเกิดอุบัติภัยเกิดขึ้น ? ทั้งที่ อาคารดังกล่าว ออกแบบ และควบคุมงานก่อสร้าง จากวิศวกร หลังจากก่อสร้างเสร็จ มีการใช้อาคาร ทำไมจึงพังลงมาและ มีเหตุอันตรายเกิดขึ้นอีก อย่างไรก็ดี เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจาก ระบบต่างๆที่เป็นองค์ประกอบของอาคารไม่ว่าจะเป็นระบบป้องกันอัคคีภัย ระบบไฟฟ้า ฯลฯ เมื่อมีการใช้งานไปนานๆ ประสิทธิภาพ ก็ถดถอยลง เหมือนรถยนต์ ใช้ไปก็ต้องบำรุงรักษา อาคารก็เช่นเดียวกัน เมื่อใช้ไประยะหนึ่ง ก็ต้องมีการซ่อมบำรุงให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

***ตรวจเข้มอาคาร9 ประเภท

จาก อันตราย ดังกล่าว กระทรวงมหาดไทย โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงได้แก้ไขพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ควบคุมอาคาร และ ออกกฎกระทรวงตรวจสอบอาคาร ฯเมื่อปี 2548 โดยกำหนดให้ อาคาร 9 ประเภท ได้แก่1. อาคารสูง ตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป อาคารประเภท ที่ 2 คืออาคารขนาดใหญ่พิเศษที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป 3. อาคารชุมนุมคน คืออาคารที่มีบุคคลมาชุมนุม พบปะ ตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป โดยมีพื้นที่อาคาร ตั้ง 1,000 ตารางเมตรขึ้นไป ประเภทที่ 4 ได้แก่อาคารโรงมหรสพ หรือ โรงหนังทั่วๆไป 5. โรงแรมที่มีห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป 6.โรงงานที่มีความสูงมากกว่า 1 ชั้น และมีพื้นที่ตั้งแต่ 5,000 ตารางเมตรขึ้นไป 7.สถานบริการเกิน 200 ตารางเมตร 8 .อาคารอยู่อาศัยคอนโดมิเนียม ตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตร ขึ้นไป 9.ป้ายที่มีความสูงตั้งแต่ 15 เมตรขึ้นไป หรือ พื้นที่ป้ายมากกว่า 50 ตารางเมตร หรือ ป้ายที่ติดตั้งบนหลังคาหรือดาดฟ้า ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 25 ตารางเมตรขึ้นไป

 

***ขีดเส้น 30,000 อาคาร 29ธ.ค.นี้

ทั้งนี้อาคารทั่วประเทศ ที่เข้าข่ายและรวมป้ายจะอยู่ประมาณ 30,000 อาคาร เฉพาะ กรุงเทพมหานคร มีประมาณ 10,000 กว่าอาคาร อย่างไรก็ดี อาคารทั้ง 9 ประเภทนี้ จะต้องดำเนินการ ตรวจสอบให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2550 แต่กรมโยธาฯ ได้ ออกกฎกระทรวงอีกฉบับ ขึ้นมายกเว้น อาคารอยู่อาศัยรวม หรืออาคารพักอาศัย อาทิ คอนโดมิเนียม หอพัก แฟลต อาพาร์ทเม้นท์ ที่ มีขนาดพื้นที่ เกิน 2,000 ตารางเมตร จะต้องตรวจสอบสภาพอาคารเช่นกัน เพื่อความปลอดภัย แต่ อนุโลมขยายระยะเวลาให้โดยไม่ต้อง ตรวจสอบและแก้ไขปรับปรุงให้แล้วเสร็จ ภายในสิ้นปีนี้ ได้แก่ อาคารอยู่อาศัยรวม หรือ อาคารพักอาศัย ที่มีพื้นที่มากกว่า 5,000 ตารางเมตรขึ้นไป จะต้องตรวจให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี คือ 2553 แต่ถ้าอาคารอยู่อาศัยรวม ต่ำกว่า 5,000 ตารางเมตร ลงมา จะต้องตรวจให้แล้วเสร็จภายใน 7 ปี หรือ ปี 2555 หรือนับตั้งแต่วันประกาศใช้ กฎกระทรวง ฯ (วันที่ 29ธันวาคม 2548) แต่ถ้าอาคารอยู่อาศัยรวม หรือ ชุดหรือที่มี ความสูง23 เมตร มีพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร ขึ้นไป ก็จะต้อง ตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2550 นี้ด้วย ซึ่ง อาคารอยู่อาศัยรวม ที่เข้าข่ายอาคารสูงอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ก็จะไม่ได้รับการยกเว้นเหมือนอาคารขนาดเล็กส่วนอาคารอยู่อาศัยรวมที่มีพื้นที่ต่ำกว่า2,000 ตารางเมตร ไม่ต้องจัดผู้ตรวจสอบ

 

***สิ้นปีผลิตผู้ตรวจ1,000ราย

นอกจากนี้ นายสุรพล กล่าวต่อ ว่า อาคารทั้งหมด 9 ประเภทอาคาร จะต้องดำเนินการจัดหาผู้ตรวจสอบ ที่ ผ่านการอบรมจาก สถาบันต่างที่ คณะกรรมการควบคุมอาคาร โดยกรมโยธาธิการฯรับรอง ซึ่ง ที่ผ่านมา ได้ รับรองให้สถาบันต่างๆ สามารถอบรมผู้ตรวจสอบ แล้ว 12 แห่งซึ่ง ขณะนี้มีผู้ที่ผ่านการอบรม ไปสอบวัดผลผู้ตรวจสอบกับสภาวิศวกร และขึ้นทะเบียนกับกรมโยธาธิการฯ แล้ว 500 คนเศษ สำหรับ บุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล 50 แห่ง (ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2550) อย่างไรก็ดี หลายคนอาจมีข้อสงสัยว่า ผู้ตรวจสอบ 500 คน และนิติบุคคล 50 บริษัท จะตรวจสอบ อาคาร 30,000 อาคารทั่วประเทศทันหรือไม่ ซึ่ง กรม ขอเรียนชี้แจงว่า ขณะนี้ กรมโยธาธิการฯ ได้ออกใบรับรองผู้ตรวจสอบ สัปดาห์ละ 40-50 คน ดังนั้น สิ้นปี เรียนว่ามากกว่า 1,000 คนแน่นอน เพราะเรามีประชุมคณะกรรมการควบคุมอาคารทุกสัปดาห์ และ ผู้ตรวจสอบ 1 คนสามารถตรวจสอบได้หลายอาคาร ทั้งนี้

กฎหมายควบคุมอาคารไม่ได้บังคับว่า 1 คนจะต้องตรวจสอบ 1 อาคาร 1คนอาจตรวจ 20 อาคาร ได้ ดังนั้นประเด็นผู้ตรวจสอบเพียงพอหรือไม่ คงไม่มีปัญหา

 

***ตรวจ-แก้ไขไม่ทันโทษถึงคุก

อย่างไรก็ดีอาจมีหลายฝ่ายกังวลในทางปฏิบัติ ซึ่งอย่านำมาปะปนกัน โดยจะต้องแยกระหว่างการต่อเติมอาคาร ออกไป หากไม่ขออนุญาตดัดแปลงอาคาร ก็มีความผิดตามกฎหมายควบคุมอาคารอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน อาคารที่ตรวจสอบไม่ทันและไม่มีใบรับรอง การตรวจสอบ และแก้ไขให้เสร็จในวันและเวลาที่กำหนด ถือว่าเข้าข่ายอาคารผิดกฎหมาย ต้อง จำคุก ไม่3 เดือน ปรับ ไม่เกิน 60,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ และ เสียค่าปรับวันละ 10,000 บาท/วัน

 

*** ตึกเล็ก-ใหญ่มีกฎเข้มอยู่แล้ว

ขณะที่ ผศ.อัศวิน พิชญโยธิน อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านอสังหาริมทรัพย์ ได้ให้ทัศนะว่า กฎกระทรวงที่ออกมาถ้ามองในแง่เจตนารมณ์ ภาพ โรงแรมรอยัลพลาซ่า โรงงานเคเดอร์ โรงแรมจอมเทียน พัทยา กฎกระทรวง ออกมาปัญหาอุปสรรค อย่างไร ?และอาคารใดต้องเตรียมตัวบ้าง? อาคารที่อยู่ในข่าย มี 9 ประเภท คือ อาคารขนาดใหญ่ อาคารสูง แต่ถ้า ตามกฎ กระทรวงและกฎการควบคุมก่อสร้าง แม้อาคารที่สร้างก่อนปี พ.ศ.2522 ก่อน จะมี กฎหมายควบคุมอาคาร ออกมาควบคุม หรือขออนุญาตฯ หลังปี 2522 แต่ก่อนปี 2535 ที่ออกกฎกระทรวงควบคุมอาคารออกมา อาคารขนาดใหญ่ก็อยู่ในข่ายที่จะต้องตรวจสอบในบางลักษณะที่เกี่ยวกับ ความปลอดภัยด้านการป้องกันอัคคีภัยด้วย ถึงแม้ว่าจะเป็นอาคารต่ำกว่า 2,000 ตารางเมตร ไม่ต้องตรวจสอบละเอียดตามที่กำหนดในในปัจจุบันคือ กฎกระทรวง ฯ 48 แต่ก็ต้องทำตามกฎกระทรวงฉบับที่ 44 ที่ให้ไว้ แม้กระทั่งหอพักเล็กๆ1,000 กว่าตารางเมตร ที่จะต้องดำเนินการเช่นตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไปต้องมีบันไดหนีไฟ ในแนวดิ่งเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอัน แล้วบันใดหนีไฟจะต้องไม่ติดไฟ ประตูสู่บันไดหนีไฟต้องเป็นบานไม้

 

***ฟันธง30,000อาคารไม่ทันเส้นตาย

ผศ.อัศวิน คาดว่าอาคารส่วนใหญ่เกือบ 30,000 อาคารต้องตรวจสอบให้เสร็จ วันที่ 29ธันวาคม 2550 ถ้าได้รับใบอนุญาต1,000 คน อย่างน้อยที่สุด 1 คนต้องตรวจ 30 หลัง ให้เสร็จก่อน 29 ธ.ค. ดังนั้น 1 ธันวาคม ตึกไหนยังจ้างคนตรวจไม่ได้ ก็คงจะผู้ตรวจสอบคงเต็ม ไม่รู้จะเอาใครตรวจ ตอนนี้ถ้าตรวจไม่เสร็จก็อาจจะผิด กฎหมาย บอกว่า ให้ปรับปรุงให้เสร็จไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะขยายเวลาไปอีกเท่าไหร่ไม่ได้บอกแต่เข้าใจว่า ไม่เกิน 365 วัน เพราะปีหน้าต้องตรวจอีกที ดังนั้นถ้า ฝ่ายตรวจสอบ ตรวจออกมาว่า จะต้องปรับปรุงซ่อมแซมอาคารอย่างไร มันมีปัญหาอยู่ว่า ในระหว่างปรับปรุงซ่อมแซมคนที่ใช้สอยอาคารจะใช้สอยได้ตามปกติหรือไม่

 

ในระหว่างที่ซ่อมแซม บางส่วน ในแต่ละปี และบางกรณี อยู่ได้ ถ้า 6 เดือนก็แล้ว 1 ปี ก็แล้วไม่ปรับปรุงให้ถูกต้อง จะต้องสั่งระงับการใช้อาคารก็ได้ ถามว่าสั่งระงับการใช้ผู้ที่อยู่ในอาคาร จะไปอยู่ที่ไหน โดยเฉพาะ คอนโดมิเนียม ที่ซื้อขาดจะทำอย่างไร

 

อยากจะเรียนให้ทราบว่าอาคารที่ต้องตรวจสอบ มี2ลักษณะ 1 คือ ขออนุญาตก่อนที่กฎควบคุมอาคาร กฎกระทรวงที่ 33 ใช้บังคับ และปีกฎกระทรวงปี 2535 ซึ่ง ได้ระบุชัดเจนว่า ถ้าอาคารที่ขออนุญาตก่อนหน้านั้น จะต้องทำอย่างไรบ้าง อันนั้นมีรายละเอียดอยู่แล้ว โดยเฉพาะ อาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่ เกินกว่า 10,000 ตารางเมตรหรือ สูง 23 เมตรว่าจะต้องทำอะไรบ้างด้านไฟไหม้หรืออัคคีภัยที่สำคัญต้องมีระบบสปริงเกิล หรือระบบดับเพลิง 1 ตัว ซึ่งพิเศษ ที่ไฟไหม้แต่สายไฟ และตัวลิฟต์ไม่ไหม้นั่นคือ ลิฟต์ดับเพลิง ที่ต้องมี ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้แล้ว ดังนั้น ถ้าเกิดเพลิงไหม้ ลิฟต์ดับเพลิงจะมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 6 ตารางเมตร จะมีความดันดันไฟออกไป ถ้าไม่ใช่ลิฟต์ดับเพลิง ก็จะไหม้หมด ซึ่ง ตึกไหนมีลิฟต์ดับเพลิงก็คือตึกที่สร้างหลังจาก ปี 2535 แต่ไม่แน่ใจว่า ตึกดังกล่าวที่จะขออนุญาตมีลิฟต์ดับเพลิงจริงๆหรือไม่ ถ้าไม่มีจะต้องทำ

 

***ระบุไม่มีแบบแปลนอุปสรรคสำคัญ

ด้านวสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์เรียลเอสเตท แอฟแฟรส์ จำกัด เปิดเผยว่า สิ่งที่จะตามมาจากการที่กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้คือเรื่องของการตรวจสอบและเรื่องค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ดีในส่วนของเจ้าของอาคารไม่ใช่ว่าจะมีเรื่องการเสียค่าใช้จ่ายแต่เพียงเรื่องเดียว แต่ยังมีเรื่องของมูลค่าเพิ่มของอาคารในอนาคต ทั้งนี้ในส่วนของเจ้าของอาคารมีหน้าที่เจ้าที่ต้องจัดหาผู้ตรวจสอบอาคารและให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 29 ธันวาคมนี้ ถ้าเป็นอาคารชุดไม่เกิน 2,000- 5,000 ตาราเมตร ต้องให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 24 ตุลาคม 2555 แต่ถ้าเป็นอาคาร 5,000-10,000 ตารางเมตร ต้องให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 24 ตุลาคม 2553

 

ทั้งนี้ สิ่งที่เป็นประเด็นคือจำนวนผู้ตรวจสอบมีเพียงพอหรือไม่ซึ่งจากการเข้าไปดูในเว็ปไซต์ของกรมโยธาธิการพบว่า ผู้ตรวจสอบที่เป็นรูปแบบบริษัทมีขึ้นทะเบียนไว้ 37 ราย และขึ้นทะเบียนในฐานะบุคคลธรรมดา 127 ราย ซึ่งในกระบวนการตรวจจะใช้เวลาตั้งแต่ 1 อาทิตย์จนถึง 1 เดือน หรือบางอาคารที่มีขนาดใหญ่อาจมากกว่านั้น

 

นอกจากนั้นแล้ว อุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการเข้าตรวจสอบอาคารโดยมากพบว่าไม่มีแบบแปลนซึ่งจะต้องจัดทำใหม่และอาจจะใช้เวลานานกว่าเวลาตรวจ นอกจากนั้นคือเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการปรับปรุงอาคารตามรายงานของผู้ตรวจสอบ ซึ่งกรณีต้องมีการปรับปรุงผู้ตรวจไม่สามารถบอกเจ้าของอาคารได้ว่าอาคารนั้นจะมีการพังทลายหรือไม่ อาจต้องตั้งข้อสังเกตและร้องขอให้มีการตรวจสอบทางวิศวกรรมโดยผู้เชียวชาญอีกหรือ และจะต้องมีค่าใช้จ่ายซึ่งเกิดจากการตรวจสอบต่อเนื่องแบบรายย่อยประจำปีก่อให้เป็นภาระผูกพันกับเจ้าของอาคาร

 

อย่างไรก็ดี กฎกระทรวงดังกล่าวยังมีช่องโหว่ เช่น เจ้าของอาคารอาจมีการแก้ไขข้อมูลที่ผู้ตรวจสอบเสนอมาเพื่อหลีกเลี่ยงการปรับปรุงแก้ไข ในกรณีนี้อาจจะต้องมีการทำสำเนาอีกชุดให้กับกรุงเทพมหานครเพื่อนำมาเปรียบเทียบให้ตรงกัน นอกจากนั้นแล้วการปฏิบัติของพนักงานระดับท้องถิ่นและส่วนกลางอาจมีความเข้าใจไม่ตรงกัน ดังนั้นควรจะมีคู่มือในการปฏิบัติให้กับพนักงานท้องถิ่นได้ถือปฏิบัติเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน

 

***เอกชนถามหามาตรฐานราคา

ขณะที่นายจรัญ เกษร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ เมเนจเมนท์ นิติบุคคลบริหารอาคารชุดภายใต้การพัฒนาของบริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในฐานะเจ้าของอาคารมองว่าปัญหาที่เกิดตามมาจากการปฏิบัติตามกฎกระทรวงดังกล่าว คือ เรื่องค่าใช้จ่ายว่าเจ้าของอาคารจะนำเงินที่ไหนมาจ่ายค่าตรวจสอบอาคารเป็นประจำทุกปีทั้งตรวจสอบใหญ่และตรวจสอบประจำปี และมาตรฐานของราคาค่าตรวจสอบต่อตารางเมตรควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ เพราะกฎหมายระบุว่าสามารถเรียกเก็บค่าตรวจสอบได้ตั้งแต่ 3-10 บาท ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ตรวจสอบ ซึ่งขณะนี้อาคารของแอล.พี.เอ็น.ได้ต่อรองราคาได้ในอัตรา 3 บาท ดังนั้นจึงมีข้อสงสัยกว่ามาตรฐานของราคาควรจะอยู่ที่เท่าใด

 

นอกจากนั้นแล้วในเรื่องของความลึกซึ่งของการตรวจสอบจะมีถึงระดับใด จะมีการตรวจสอบทางด้านงานระบบหรืองานวิศวกรรมหรือไม่ กรณีที่ไม่สามารถปรับปรุงตามที่ผู้ตรวจสอบได้จัดทำรายงาน เช่น บันไดหนีไฟอาจมีขนาดเล็กกว่ามาตรฐาน จะต้องมีการทุบหรือไม่ เพราะเหล่านี้ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการ เป็นต้นทุน และเป็นค่าใช้จ่ายที่ขึ้นอยู่ดุลพินิจทั้งสิ้น และอาจเป็นช่องโหว่ที่ให้ผู้ตรวจสอบอาคารใช้หาประโยชน์ได้

 

อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ประกอบการเห็นว่าการจัดให้มีการตรวจสอบอาคารเป็นเรื่องที่ดีและยินดีที่จะปฏิบัติตามแต่ยังมีข้อขัดข้องใจในกรณีที่กล่าวมาข้างต้น และเชื่อว่าเมื่อถึงวันที่ 29 ธันวาคมนี้จะเกิดความยุ่งยากทั้งระหว่างเจ้าของอาคาร ผู้ตรวจสอบ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐกรมโยธาธิการควรจะมีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้มีการรับรู้ที่ตรงกันอาจจะต้องมีหน่วยงานบริหารข้อขัดแย้งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นและนำประเด็นข้อขัดแย้งนั้นทำประชาสัมพันธ์อย่างหนักหน่วงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน

 

สำหรับ อาคารที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุด ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะเป็นภาระของลูกบ้านเพราะนิติบุคคลอาคารชุด แต่งตั้งโดยลูกบ้านและลูกบ้านถือเป็นเจ้าของซึ่งไม่เหมือนกับการเช่าอพาร์ทเมนท์โดยทรัพย์สินส่วนกลางลูกบ้านก็เป็นเจ้าของร่วม ค่าใช้จ่ายใดๆที่เกิดขึ้นจากการเอื้อให้เจ้าของร่วมได้อยู่อาศัยสบายและมีความสุขเจ้าของร่วมจะเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการตรวจและการปรับปรุงแต่จะมากน้อยอย่างไรขึ้นอยู่กับอาคารได้รับการดูแลมากน้อยขนาดใดและขนาดพื้นที่ห้อง แต่สิ่งที่เจ้าของร่วมจะได้คือมูลค่าที่ย้อนกลับซึ่งไม่ใช่เม็ดเงินแต่เป็นความมั่นใจทางด้านความปลอดภัย อย่างไรก็ตามอยากให้มีการเชื่อมโยงไปสู่กรมประกันภัยถ้ากฎหมายดังกล่าวออกบังคับใช้ควรจะมีการลดระดับอัตราความเสี่ยงลงเพราะอาคารนั้นได้ผ่านการตรวจสอบทางด้านความปลอดภัยแล้ว และต้องมีการปรับมุมมองและเจตคติของผู้ตรวจให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของบ้านเราซึ่งต้องอาศัยการประชาสัมพันธ์ค่อนข้างมากทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ