Loading

ขรรค์ ดันพนักงานช่วยแก้เอ็นพีแอล

วันที่ : 19 กรกฎาคม 2550
ขรรค์ ดันพนักงานช่วยแก้เอ็นพีแอล

                นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยถึงผลประกอบการของธนาคารในงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ ธนาคารมีกำไรสุทธิ 761 ล้านบาท ลดลง 53.37% หรือลดลง 871 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,632 ล้านบาท เหตุผลหลักที่ทำให้ครึ่งปีแรกกำไรลดลงเพราะธนาคารได้นำเงินจำนวน 1,800 ล้านบาท ไปตั้งสำรองตามมาตรฐานบัญชีใหม่ ไอเอเอส 39

 

ในความเป็นจริงแล้ว หากไม่นำเงินจำนวน 1,800 ล้านบาทไปตั้งสำรองไอเอเอส 39 จะทำให้ครึ่งปีแรกกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท โดยในไตรมาสแรกได้ตั้งสำรองไป 700 ล้านบาท ไตรมาสสอง อีก 1,100 ล้านบาท นอกจากนี้ยังเป็นผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และความไม่ชัดเจนทางการเมือง ส่งผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง ประชาชนชะลอการใช้จ่ายและการลงทุน

 

นายขรรค์ กล่าวว่า ไอเอเอส 39 นั้นถือว่ามีผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของธนาคารเป็นอย่างมาก แต่ธนาคารก็ยังยึดนโยบายที่จะสำรองให้ครบตามเกณฑ์ภายในสิ้นปีนี้ โดยต้องสำรองเพิ่มอีก 900 ล้านบาท แต่มีข้อแม้ว่ายอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ต้องไม่เกิน 700 ล้านบาทต่อเดือน จากปัจจุบันเฉลี่ย 800-900 ล้านบาทต่อเดือน หากยังสูงกว่า 700 ล้านบาทต่อเดือน ก็ต้องสำรองมากกว่านี้

 

""ไอเอเอส 39 เป็นเรื่องที่หนักใจของทุกธนาคาร ทำให้หลายธนาคารไม่ยอมลดดอกเบี้ย เพราะกระทบต่อการทำกำไร เช่นเดียวกับ ธอส.ก็จะไม่พิจารณาลดดอกเบี้ยเร็วเพราะปัจจุบันก็กำไรลดลงอยู่แล้ว ซึ่ง ธอส.ได้เตรียมมาตรการที่จะทำให้สำรองลดลงอยู่ 2-3 วิธี เรากำลังจะประชุมกันในเสาร์-อาทิตย์นี้ที่ชะอำ และต้องถือว่าเป็นวาระสำคัญที่พนักงานทุกคนต้องช่วยกันสกัดกั้นไม่ให้เอ็นพีแอลเพิ่มเกิน 700 ล้านบาทต่อเดือน""

 

แนวทางหนึ่งที่จะทำให้ช่วยลดการสำรอง คือ การประเมินหลักประกันใหม่อีก 20,000 ราย ซึ่งธนาคารก็คาดหวังว่าหลังประเมินใหม่แล้วราคาหลักประกันน่าจะมีสูงบ้าง และทำให้ยอดสำรองไม่เพิ่มและสามารถตีกลับมาเป็นกำไรได้บ้าง ตอนนี้ธนาคารต้องดูสินทรัพย์จัดชั้น 1-2 หรือสินทรัพย์จัดชั้นปกติ กับสินทรัพย์จัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษว่าจะหลุดไปอยู่ที่ชั้น 3 หรือสินทรัพย์จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐานหรือไม่ และต้องดูว่าจะทำอย่างไรที่จะตีสำรองกลับคืนมาได้ เพราะฉะนั้นต้องเร่งประเมินหลักประกันใหม่ แต่สิ่งที่ธนาคารกลัวมากในขณะนี้คือสินทรัพย์จัดชั้นระดับ 2-3 ส่วนสินทรัพย์จัดชั้นระดับ 4-5 หรือสินทรัพย์จัดชั้นสงสัยกับสินทรัพย์จัดชั้นสงสัยจะสูญนั้น ได้สำรองครบ 100% แล้ว

 

นายขรรค์ กล่าวว่า ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ธนาคารได้ติดตามเรื่องเอ็นพีแอลมาตลอด และได้ประกาศให้เป็นวาระสำคัญที่พนักงานทุกคนต้องร่วมมือกันช่วยแก้ไขเอ็นพีแอล แต่ก็ยอมรับว่าสถานการณ์แบบนี้เป็นเรื่องที่ยากเช่นกัน และก็เกรงว่าเอ็นพีแอลที่แก้ไปหนี้ดีแล้วจะกลับมาเป็นเอ็นพีแอลใหม่อีก

 

ส่วนผลกระทบของค่าเงินบาทนั้นกระทบต่อ ธอส.ในทางอ้อม เพราะหากบริษัทปิดกิจการพนักงานที่ทำงานและเป็นลูกค้า ธอส.อาจได้รับผลกระทบ ที่ผ่านมาธนาคารก็ได้เข้าไปหารือกับบริษัทอาซาฮี ที่ระยองแล้วเพื่อทำการประนอมหนี้ให้กับพนักงานที่เป็นลูกค้า ธอส. และธนาคารก็ได้ติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องว่าจะมีบริษัทไหนเข้าข่ายปิดกิจการหรือไม่ เพื่อเป็นมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเอ็นพีแอล

 

ณ ปัจจุบัน ธนาคารมีเอ็นพีแอล อยู่ที่ 32,081 ล้านบาท คิดเป็น 5.78% ของยอดสินเชื่อคงค้าง 556,394 ล้านบาท ทั้งนี้สินเชื่อคงค้างดังกล่าวถือว่ามีอัตราที่เพิ่ม 10.08% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสินเชื่อที่ธนาคารได้ปล่อยใหม่ใน 6 เดือนแรก 45,309 ล้านบาท มีเงินฝากอยู่ที่ 476,443 ล้านบาท เพิ่ม 9.53% มีสินทรัพย์รวม 620,915 ล้านบาท เพิ่ม 4.49% มีสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีเอ คงเหลือ 10,777 ล้านบาท ลดลง 8.53%

 

สำหรับแผนงานครึ่งปีหลัง ธนาคารคงเน้นการปล่อยสินเชื่อคุณภาพให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยยังมุ่งเน้นการจัดหาแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้สอดคล้องและเพียงพอกับปริมาณสินเชื่อที่ปล่อยให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยยังหวังว่าจะปล่อยสินเชื่อทั้งปีได้ 95,500 ล้านบาท และมีกำไรอยู่ที่ 1,800 ล้านบาทได้เหมือนเดิม ธนาคารจึงได้ออกสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี 5.50% หลังจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เอ็มอาร์อาร์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 7.50% สำหรับทุกวงเงิน โดยให้มีผลตั้งแต่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ