Loading

3 หมื่นอาคารเข้าคิวตรวจสอบสภาพ + กฎหมายใหม่เดดไลน์สิ้นธ.ค.50 / เผยเปิดช่องอาชีพใหม่ตรวจอาคารบูม! / กรมโยธาฯรับไม่อั้

วันที่ : 19 กรกฎาคม 2550
3 หมื่นอาคารเข้าคิวตรวจสอบสภาพ + กฎหมายใหม่เดดไลน์สิ้นธ.ค.50 / เผยเปิดช่องอาชีพใหม่ตรวจอาคารบูม! / กรมโยธาฯรับไม่อั้น

                ไฟรนก้น เจ้าของอาคาร-คอนโด-ป้ายโฆษณา-โรงแรม-หอพัก-โรงภาพยนตร์ กว่า 3 หมื่นแห่งทั่วประเทศ เร่งตรวจสอบอาคาร ก่อนกฎกระทรวงกำหนดประเภทอาคารที่ต้องจัดให้มีการตรวจสอบพ.ศ.2548 บังคับใช้สิ้นปีนี้ ชี้หากเจ้าของอาคาร-ป้ายโฆษณาไม่ปฏิบัติโทษแรงถึงจำคุก และปิดใช้อาคาร พร้อมยอมรับมีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอาคารในปัจจุบันแค่ 426 ราย จากเป้า 2,000 ราย ด้านกรมโยธาฯเร่งผลิตผู้ตรวจสอบอาคารเพิ่ม เปิดช่องทางอาชีพใหม่เกิดเพียบ

 

ตามที่มีอาคาร และป้ายขนาดใหญ่หลายแห่ง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ที่ประสบอุบัติเหตุบ่อยครั้ง อันมีสาเหตุมาจากโครงสร้างไม่มั่นคงแข็งแรง กระทั่งกรมโยธาธิการและผังเมือง มีมาตรการที่เข้มงวดด้วยการออกกฎกระทรวง 2 ฉบับ ได้แก่ กฎกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับ การกำหนดประเภทอาคารที่ต้องจัดไว้ให้มีผู้ตรวจสอบ พ.ศ. 2548 และกฎกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับการกำหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ตรวจสอบหลักเกณฑ์การขอขึ้นทะเบียนและการเพิกถอนการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบอาคาร พ.ศ. 2548 ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบอาคาร เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้อาคารดังกล่าว และ ต้องรายงานผลภาพอาคารภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2550 ที่จะถึงนี้นั้น

 

ต่อเรื่องนี้ แหล่งข่าวจากกรมโยธาธิการและผังเมือง เปิดเผย""ฐานเศรษฐกิจ""ว่า จากการสำรวจอาคารทั่วประเทศที่เข้าข่ายต้องมีวิศวกรตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร ตาม กฎกระทรวง มหาดไทยเกี่ยวกับการกำหนดประเภทอาคารที่ต้องจัดไว้ให้มีผู้ตรวจสอบ พ.ศ. 2547 มีจำนวน 20,000 กว่าอาคาร ป้ายเกือบ 10,000 ป้าย โดยแยกเป็น อาคารในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 10,000กว่าอาคาร และป้าย (ขนาดใหญ่) 1,500 ป้าย ทั้งนี้อาคารดังกล่าว จะต้องรายงานผลการตรวจสอบภายในวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2550 นี้

 

อย่างไรก็ดี ระนี้เวลาที่จะกำหนดใช้กฎมหายกระชั้นเข้ามาเหลือระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน และหลายอาคารยังหาผู้ตรวจสอบไม่ได้ เนื่องจาก ปริมาณอาคารกับผู้ตรวจสอบไม่สอดคล้องกัน ซึ่งปัจจุบันยอมรับว่า มีสถาปนิกและวิศวกรผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียน ตาม กฎกระทรวง เกี่ยวกับการกำหนดคุณสมบัติผู้ตรวจสอบอาคารฯ ในนามบุคคลและนิติบุคคล จำนวน 426 ราย ซึ่งแยกเป็นนิติบุคคลเพียง 37 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 16 กรกฎาคม 2550) จากเป้าที่ตั้งไว้ 2,000 ราย ส่งผลให้ กรมต้องเร่งผลิตผู้ตรวจสอบอาคารเพิ่มขึ้นโดยเร็วที่สุด

 

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า จากการบังคับให้มีการตรวจสอบอาคารเพื่อความปลอดภัยดังกล่าวส่งผลให้ เกิดอาชีพและธุรกิจใหม่ๆขึ้นมา คือธุรกิจรับตรวจสอบอาคาร โดยเฉพาะ สถาปนิก-วิศวกร ทั้งภาครัฐและเอกชน มีช่องทางหารายได้เพิ่ม หลายราย มีการ ตั้งบริษัทขึ้นรับงานตรวจสอบอาคารโดยเฉพาะ เนื่องจากที่ผ่านมาสถาปนิกและวิศวกร มีงานน้อย หากไม่มีงานออกและก่อสร้างอาคารหรือ โครงการก่อสร้างถนนต่างๆ และคาดว่าแต่ละปี จะมีเงินสะพัดจากการตรวจสอบอาคารปีละ ไม่ต่ำกว่า 1,000ล้านบาท ที่รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บภาษีนำไปบริหารประเทศได้อีกทางหนึ่งสำหรับธุรกิจนี้ ขณะเดียวกัน ผู้ตรวจสอบจะต้องมีจรรยาบรรณที่ดี ที่จะต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่หวังเพียงแค่เงินใต้โต๊ะเพื่อแลกกับความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์ของผู้อื่น ซึ่งหากมีลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้น และต่อมาพบว่าอาคารเกิดอุบัติเหตุหรือไม่ได้มาตรฐาน ผู้ตรวจสอบฯจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาและ ถูกเพิกถอนการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบอาคาร และใบประกอบวิชาชีพสถาปนิกและวิศวกรทันที

 

นอกจากนี้อาคารที่มีผู้ตรวจสอบหากผู้ตรวจสอบส่งผลการตรวจสอบสภาพโครงสร้างอาคารต่อกรม ภายในวันที่ 29 ธันวาคม แล้ว หากพบว่ามีจุดบกพร่อง และผู้ตรวจสอบอาคารแจ้งเตือนให้เจ้าของอาคารแก้ไข หากเพิกเฉยจะปรับตามกฎกระทรวงตรวจสอบอาคารฯ วันละ 10,000 บาท และจำคุก 6 เดือนหรือทั้งจำทั้งปรับและอาจถึงขั้นปิดการใช้อาคารดังกล่าวได้

 

ทั้งนี้ อาคารที่ต้องตรวจสอบ ตามกฎกระทรวงมาหดไทยเกี่ยวกับการกำหนดประเภท อาคารที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบ พ.ศ. 2547 9 ประเภท ได้แก่ 1. อาคารสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป 2. อาคารขนาดใหญ่พิเศษที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป 3. อาคารชุมนุมคนที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 1,000 ตารางเมตร หรือมีจำนวนคนตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป  4. โรงมหรสพ 5. โรงแรมที่มีจำนวนห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป 6. สถานบริการที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 200 ตารางเมตรขึ้นไป 7. อาคารชุดหรืออาคารอยู่อาศัยรวมที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป 8. โรงงานที่สูงมากกว่า 1 ชั้น และ มีพื้นที่ตั้งแต่ 5,000 ตารางเมตรขึ้นไป  9. ป้ายที่สูงจากพื้นดินตั้งแต่ 15 เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่ตั้งแต่ 50 ตารางเมตรขึ้นไป หรือป้ายที่ติดตั้งบนหลังคาหรือดาดฟ้าที่มีพื้นที่ 25 ตารางเมตรขึ้นไป

 

แหล่งข่าวจากศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า ได้ใช้แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศผ่านดาวเทียมตรวจหาอาคารที่มีขนาดตามที่กฎกระทรวงฯกำหนด พบว่ามีประมาณ 10,000 กว่าอาคาร ซึ่งขณะนี้ได้ทยอย แจ้งต่อเจ้าของอาคารเพื่อติดต่อหาผู้ตรวจสอบอาคาร เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารแล้ว อาทิ อาคารบางราย ระบบลิฟท์ ระบบเตือนภัยจากการเกิดอัคคีภัย ไม่ได้มาตรฐาน บันไดหนีไฟ ที่ ถูกปิดหรือมีสิ่งของกีดขวางทางขึ้น-ลง โครงสร้างเสา คานเสื่อม ชำรุด โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ ฯลฯ

 

อย่างไรก็ดี ""ฐานเศรษฐกิจ"" ได้สอบถามไปยังนายจรัญ เกรยูรวิเชียร ผู้ตรวจสอบอาคารในนามบุคคล ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนจากกรมโยธาฯแล้ว กล่าวว่า เป็น วิศวกรระดับภาคี และเป็น ผู้จัดการฝ่ายเทคนิคของบริษัท เร็ปเทก เซอร์วิส จำกัด กล่าวยอมรับว่า ผู้ตรวจสอบอาคารถือเป็นอาชีพใหม่ ของวิศวกรและสถาปนิก ที่จะมีงานเพิ่มขึ้น นั่นหมายถึงรายได้ที่จะเข้ามา จำนวนไม่น้อย ที่สำคัญ ขณะนี้ ปริมาณผู้ตรวจสอบและ จำนวนอาคารโดยยังไม่รวมป้าย ที่เข้าข่ายตรวจสอบ ทั่วประเทศมีมากถึง กว่า 30,000 รายและจะเพิ่มปริมาณขึ้นตามการขยายตัวของเมือง และตามความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะ ในเขตกรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ดี ผู้ตรวจสอบจะต้องมีจรรยาบรรณที่ดีจึงจะอยู่ในอาชีพดีได้ทำให้เจ้าของอาคารให้ความไว้วางใจ อีกทั้งราคาที่คำนวณต่อตารางเมตรต้องมีความสมเหตุสมผล ไม่แพงจนเกินไป เนื่องจากปัจจุบัน งานตรวจสอบอาคารเป็นอาชีพใหม่และยังไม่มีราคามาตรฐานออกมา ซึ่งสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร อยู่ระหว่างกำหนดราคากลางที่ได้มาตรฐาน โดยปัจจุบัน ตนได้ยึดราคาที่ ตารางเมตรละ 5-12บาทหรือเฉลี่ยตารางเมตรละ 7-8 บาท (คำนวณจากพื้นที่ทั้งหมดของอาคาร ) ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่แพงพอสมควร

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ