Loading

ลูกค้าบ้านมือ 2 ซื้อเงินสดเมินแบงก์เข้มปล่อยกู

วันที่ : 11 กรกฎาคม 2550
ลูกค้าบ้านมือ 2 ซื้อเงินสดเมินแบงก์เข้มปล่อยกู้

                นายวรเดช ศิวเตชานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีอาร์เอ แฟรนไชส์ (ประเทศไทย) หรือ ERA บริษัทตัวแทนนายหน้าขายบ้านมือสอง เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดบ้านมือสอง ว่า ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2550 ตลาดบ้านมือสองมีแนวโน้มและทิศทางการปรับตัวที่ดีขึ้น โดยมีอัตราการขยายตัวสูง 15-20% โดยบ้านเดี่ยวระดับราคา 3 ล้านบาทในย่านมีนบุรี พัฒนาการ ศรีนครินทร์ พหลโยธิน รังสิต และสะพานใหม่มียอดขายสูงสุดในตลาดกทม.และปริมณฑล ส่วนตลาดรองลงมาคือ กลุ่มตลาดทาวน์เฮาส์ ระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ในย่านบางบัวทองเป็นโซนที่มียอดขายสูงสุด ส่วนตลาดคอนโดมิเนียมนั้นผู้บริโภคส่วนใหญ่จะซื้อผ่านโครงการโดยตรง

 

ทั้งนี้ แม้ว่าในช่วงเดือน ก.ย.49-ก.พ.50 ที่ผ่านมาหลังจากที่มีการปฏิวัติ และเปลี่ยนถ่ายทางการเมือง ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศหดตัว ส่งผลให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีอัตราการขยายตัวชะลอลง เพราะความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคลดลง ซึ่งหากนับปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในตลาดแล้ว ดูเหมือนว่าจะมีมากกว่าปัจจัยบวก โดยเฉพาะในช่วงเดือนมิ.ย และเดือนก.ค.นี้ ที่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน ยิ่งส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากขึ้น ประกอบกับในช่วงนี้ ตลาดหุ้นมีการขยายตัวสูง ทำให้ผู้บริโภคและนักลงทุนนำเงินไปลงทุนซื้อขายหุ้นมากกว่าที่จะนำเงินไปฝากธนาคารหรือนำมาซื้อที่อยู่อาศัย เนื่องจากสามารถสร้างผลตอบแทนหรือกำไรได้เร็วกว่า

 

นอกจากปัจจัยลบดังกล่าว ปัญหาการเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ที่น่าจะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าบ้านมือสอง แต่จากการเก็บข้อมูลลูกค้าในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาพบว่า มีลูกค้า 30-40% ที่ใช้เงินสดในการซื้อบ้าน ซึ่งสาเหตุที่ลูกค้านำเงินสดออกมาซื้อที่อยู่อาศัยนั้น สืบเนื่องมาจากมาตรการเข้มงวดการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ยอมปล่อยกู้ลูกค้า หรือหากมีการปล่อยกู้ จะได้วงเงินที่ต่ำทำให้ลูกค้านำเงินสดออกมาซื้อบ้านแทนการกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย

 

นายวรเดช กล่าวว่า การที่ตลาดบ้านมือสองมีทิศทางการขยายตัวที่สวนทางกับบ้านใหม่และเศรษฐกิจโดยรวมในขณะนี้ เชื่อว่าไม่ได้เกิดจากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯของภาครัฐบาล เพราะเท่าที่สำรวจลูกค้าแล้ว พบว่ามาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯของรัฐบาลนั้น ไม่มีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าเลย ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงก็ไม่ได้มีผลในการกระตุ้นการซื้อของลูกค้า เพราะ จากสัดส่วนการตัดสินใจซื้อของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นนั้น มาจากกลุ่มลูกค้าที่ซื้อด้วยเงินสด

 

ส่วนผู้บริโภคที่ไม่มีเงินสดในการซื้อที่อยู่อาศัยและกู้ไม่ผ่านนั้น พฤติกรรมการเลือกที่อยู่อาศัยก็เปลี่ยนไป โดยหันไปเช่าที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ไปซื้อบ้านในราคาที่ต่ำลงหรือซื้อบ้านในระดับที่กำลังซื้อของผู้บริโภคจะรองรับได้ ซึ่งสาเหตุนั้นน่าจะมาจากในปัจจุบัน ตลาดมีสินค้าด้านที่อยู่อาศัยที่มีทางเลือกเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงทำให้ในช่วง6 เดือนที่ผ่านมา ตลาดที่อยู่อาศัยประเภทเช่า มีการขยายตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้เชื่อว่ายังคงรอที่จะตัดสินใจซื้อในอนาคตมากกว่าจะเร่งซื้อที่อยู่อาศัยตามกำลังซื้อของตนเอง ณ ปัจจุบัน

 

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรก มียอดขายแล้ว 1,700 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเกินเป้าที่วางไว้ โดยในช่วงก่อนการปฏิวัติ บริษัทตั้งเป้าว่าจะมียอดขายต่อปี 3,500 ล้านบาท แต่หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว บริษัทได้ปรับประมาณการรายได้ลงเหลือ 3,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งในปีนี้ระยะเวลาขายผ่านไปเพียง 6 เดือน บริษัทก็สามารถทำยอดขายได้ถึง 1,700 ล้านบาท ซึ่งปกติแล้วรายได้จะขึ้นสู่ระดับหลัก1,000 ล้านบาท น่าจะอยู่ในไตรมาสที่ 3 และจะเพิ่มสูงสุดในไตรมาสที่ 4 ของปี แต่ในปีนี้ บริษัทสามารถทำยอดขายได้ตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ทำให้มั่นใจว่าในปีนี้น่าจะมียอดขายเป็นไปตามเป้าได้ไม่ยาก

 

สำหรับในช่วงครึ่งแรกของปีบริษัทมีอัตราการเติบโตของยอดขายเพิ่มขึ้น 15-20% โดยยอดขายแฟรนไชส์ ต่อรายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยสูงถึง 30ล้านบาทต่อรายต่อเดือน จากเดิมที่ยอดขายต่อรายต่อเดือนอยู่ที่ 20ล้านบาท แต่ในช่วง6 เดือนที่ผ่านมายอดขายแฟรนไชส์ต่อรายต่อเดือนสูงถึง 50ล้านบาท ทั้งนี้ การที่บริษัทมียอดขายที่เพิ่มขึ้นเนื่องมาจาก การปรับกลยุทธ์ด้านการตลาดใหม่ จากเดิมที่บริษัทเน้นในเรื่องของจำนวนทรัพย์ที่เสนอขายจำนวนมาก หันมาเน้นเรื่องของคุณภาพและราคา นอกจากนี้ บริษัท ยังมีการการันตีเงินจองให้ลูกค้าด้วย ซึ่งส่งผลลูกค้ากล้า

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

 

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ