Loading

ทหารไทย ตั้งเป้า 3 ปี โละเอ็นพีเอ 2.7 หมื่นล

วันที่ : 17 กุมภาพันธ์ 2550
ทหารไทย ตั้งเป้า 3 ปี โละเอ็นพีเอ 2.7 หมื่นล.

                ดร.สุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าขายสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีเอ)ของธนาคารที่มีอยู่ประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 3,500 รายการ ให้หมดภายใน 3 ปี โดยเป็นการขายในปีนี้ และปี 2551 ปีละ 1 หมื่นล้านบาท และจะหมดภายในปี 2552 อย่างไรก็ตามนโยบายในการระบายเอ็นพีเอของธนาคารนั้น ธนาคารได้เร่งให้มีการประมูลถี่ขึ้น โดยในไตรมาสแรกนี้ธนาคารจัดมีการประมูล 2 ครั้ง ซึ่งคาดว่าจะสามารถประมูลได้ครั้งละ 100 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ในส่วนที่ธนาคารขายให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) จำนวน 1,500 ล้านบาท นั้นธนาคารได้ส่งข้อมูลให้ บสก.ตรวจสอบคุณภาพสินทรัพย์ และราคาแล้ว คาดว่าจะตอบกลับภายในเดือนกุมภาพันธ์ นี้ และจะลงนามสัญญาในเดือนมีนาคมนี้ ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมาธนาคารขายเอ็นพีเอไปแล้วประมาณ 5,041 ล้านบาท ได้รับกำไรจากการขาย 200 กว่าล้านบาท และในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าว่าจะขายเอ็นพีเอให้ บสก.ปีละประมาณ 4,000 ล้านบาท และบริหารเองประมาณ 6,000 ล้านบาท

 

ในส่วนของการระบายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) นั้น ในเดือนมกราคม ที่ผ่านมา ธนาคารขายเอ็นพีแอลไปแล้ว 1 หมื่นล้านบาท และในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าที่จะลดเอ็นพีแอลรวมประมาณ 3-5 หมื่นล้านบาท หรือลดลงเหลือ 4% ในสิ้นปี โดยในช่วงกลางปีธนาคารจะเปิดให้มีการประมูลเอ็นพีแอลอีกครั้ง มูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ให้กับนักลงทุนทั้งใน และต่างประเทศจำนวน 12 ราย ที่สนใจ โดยระหว่างนี้ธนาคารกำลังจัดทำหนังสือชี้ชวนเพื่อให้นักลงทุนได้พิจารณา

 

ดร.สุภัค กล่าวอีกว่า ในส่วนของเป้าหมายการขยายสินเชื่อใหม่ของธนาคารที่ตั้งไว้ 6% หรือประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท นั้น จะทำให้แนวโน้มสินเชื่อของธนาคารในไตรมาสแรก และในสิ้นปีนี้ลดลงได้ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามสินเชื่อใหม่ที่เข้ามาประกอบกับเอ็นพีแอลที่ลดลงจะช่วยให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารปรับเพิ่มขึ้นจาก 2 -2.1% เป็น 2.2-2.3% ในสิ้นปี ซึ่งธนาคารมีเป้าหมายว่าภายใน 1-2 ปี ส่วนต่างดอกเบี้ยของธนาคารจะอยู่ที่ 3%ได้ ""ธนาคารยังต้องปรับโครงสร้างเงินฝากออมทรัพย์ให้เพิ่มขึ้น รวมถึงสินเชื่อรายย่อย และเอสเอ็มอีที่จะมีผลตอบแทนดอกเบี้ยสูงขึ้น ซึ่งขณะนี้ทุกคนก็คิดว่าดอกเบี้ยเงินกู้จะลดลง ก็ปรับต้นทุนเงินฝาก ด้วยการปรับดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง""

 

ดร.สุภัค ยังกล่าวถึงแผนการเพิ่มทุนว่าเชื่อว่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน นี้ โดยจะสามารถเสนอแผนให้กระทรวงการคลังได้ภายในเดือนมีนาคม ส่วนของธนาคารดีบีเอส สิงคโปร์นั้น เชื่อว่าต้องการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 20% จากปัจจุบันอยู่ที่ 16% เนื่องจากจะช่วยให้รับรู้รายได้ได้เต็มที่ และสามารถช่วยธนาคารในเรื่องเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามในขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปตัวเลขสัดส่วนการถือหุ้นได้ ""ในระยะกลาง 3-5 ปี เราควรมีบีไอเอสอยู่ที่ 12% ซึ่งธนาคารจะให้ความสำคัญกับการเพิ่มทุนก่อน ส่วนการออกหุ้นกู้ ณ วันนี้ยังไม่คิดจะออก แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำ ซึ่งหากจะออกก็คงทำพร้อมการเพิ่มทุนหรือหลังจากนั้น โดยในขณะนี้ธนาคารมีวงเงินหุ้นกู้ที่เคยขอไว้ และเหลืออยู่ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท"" ดร.สุภัค กล่าว

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ