Loading

คนกรุงเทพฯ กับการเลือกซื้อบ้านมือสอ

วันที่ : 15 มกราคม 2550
คนกรุงเทพฯ กับการเลือกซื้อบ้านมือสอง

                ธุรกิจบ้านมือสองในประเทศไทยยังไม่ค่อยได้รับความนิยมอย่างบางประเทศ เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย หรืออังกฤษ เป็นต้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความชอบของคนไทยที่มีต่อสิ่งใหม่ๆ ที่ดินว่างเปล่าที่ยังมีเหลืออยู่เพียงพอสำหรับสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ๆ ได้อีกและระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองศูนย์กลางที่มีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปสู่ชานเมืองมากขึ้น ซึ่งจะเปิดทำเลที่ดินที่มีศักยภาพในการพัฒนาได้อีกมาก เหตุผลเหล่านี้จึงทำให้การซื้อบ้านมือสองยังไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มคนไทย อย่างไรก็ตาม เหตุผลจูงใจให้ผู้บริโภคส่วนหนึ่งสนใจซื้อบ้านมือสองยังไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มคนไทย

 

อย่างไรก็ตาม เหตุผลจูงใจให้ผู้บริโภคส่วนหนึ่งสนใจซื้อบ้านมือสองที่สำคัญได้แก่ ทำเลที่ได้เปรียบ เช่น ทำเลที่อยู่ใกล้ใจกลางเมือง หรือย่านธุรกิจการค้า เป็นต้น ราคาที่อาจจะถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบระหว่างบ้านมือสองและบ้านที่สร้างเสร็จใหม่ในทำเลเดียวกัน นอกจากนี้รัฐบาลได้มีมาตรการสนับสนุนผู้ซื้อบ้านมือสอง อาทิ มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน จาก 2% เหลือ 0.01% และลดค่าธรรมเนียมการจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% เป็นต้น (มาตรการที่กล่าวมาข้างต้นจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2550) เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นตลาดบ้านมือสองอีกด้วย

 

ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้จัดทำการสำรวจถึง ทัศนคติและพฤติกรรมการเลือกซื้อบ้านมือสองทั้งนี้การสำรวจในครั้งนี้ เน้นไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการซื้อบ้านมือสองเพื่อการอยู่อาศัยเองเป็นหลัก จำนวน 635 คน ในเขตกรุงเทพฯ เป็นกลุ่มวัยทำงาน จากผลการสำรวจพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ผู้ต้องการซื้อบ้านมือสองใช้ในการพิจารณาเลือกซื้อบ้านมือสอง ได้แก่ สภาพของตัวบ้านหรืออาคาร คิดเป็นร้อยละ 22.5 ซึ่งสภาพของตัวบ้านหรืออาคารนั้นเป็นปัจจัยที่ผู้เลือกซื้อบ้านมือสองจำเป็นต้องให้ความสำคัญ เพราะอาจเกิดปัญหาตามมาในภายหลัง อาทิ ปัญหาด้านโครงสร้างของตัวอาคาร ระบบไฟฟ้า ประปา ทางระบายน้ำ และวัสดุก่อสร้างของตัวอาคาร เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้หากผู้ซื้อไม่พิจารณาให้ดีอาจเป็นภาระที่ต้องตามแก้ไขและซ่อมบำรุงในอนาคตซึ่งปัญหาเหล่านี้ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้คนมีทัศนคติไม่ดีต่อบ้านมือสอง

 

จากการสำรวจถึงระยะเวลาในการใช้งานมาแล้วของบ้านมือสองนั้น พบว่า โดยส่วนใหญ่ต้องการซื้อบ้านที่มีอายุการใช้งานประมาณ 3-5 ปี คิดเป็นร้อยละ 32.5 รองลงมาได้แก่ ไม่เกิน 3 ปี ร้อยละ 30.4 ไม่จำกัดระยะเวลาร้อยละ 19.4 และประมาณ  6-10 ปีร้อยละ 17.7 และจากการสำรวจความต้องการซื้อบ้านมือสอง พบว่า รูปแบบบ้านที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด คือ บ้านเดี่ยวคิดเป็นร้อยละ 34.6 รองลงมาคือ ทาวน์เฮาส์ ร้อยละ 32.7 ซึ่งสัดส่วนความต้องการทาวน์เฮาส์ใกล้เคียงกับบ้านเดี่ยว ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยเข้ามามีส่วนกำหนดสำหรับผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยแบบบ้านเดี่ยวแต่กำลังซื้อไม่เพียงพอ ทาวน์เฮาส์จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยแบบเป็นส่วนตัว

 

สำหรับความต้องการที่จะซื้อที่อยู่อาศัยมือสองประเภทคอนโดมิเนียม มีสัดส่วนร้อยละ 15-6 ทั้งนี้ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมมือสองนั้นมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยเมือเปรียบเทียบกับสัดส่วนความต้องการบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์อาจเป็นเพราะว่าตลาดคอนโดมิเนียมที่สร้างใหม่มีระดับราคาไม่สูงมากนัก โดยราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 1 ล้านบาทขึ้นไป อีกทั้งทำเลที่ตั้งของโครงการคอนโดมิเนียมยังตั้งอยู่ใจกลางเมือง หรือย่านธุรกิจ และที่สำคัญคือ โครงการคอนโดมิเนียมยังตั้งอยู่ใจกลางเมือง หรือย่านธุรกิจ และที่สำคัญคือ โครงการคอนโดมิเนียมเหล่านี้ยังตั้งอยู่ตามเส้นทางที่ใกล้กับเส้นทางรถไฟฟ้า จึงน่าจะเป็นสาเหตุทำให้ความต้องการคอนโดมิเนียมมือสองมีสัดส่วนที่น้อย  สำหรับอาคารพาณิชย์ และรูปแบบบ้านแฝดมีความต้องการคิดเป็นร้อยละ 11.2 และร้อยละ 5.9 ตามลำดับ  บ้านมือสองระดับราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท เป็นที่ต้องการมากที่สุด  ทั้งนี้ผลสำรวจของระดับราคาบ้านมือสองที่เป็นที่ต้องการ พบว่า บ้านระดับราคาสูงกว่า 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท เป็นที่ต้องการของตลาดมากที่สุด โดยมีสัดส่วนร้อยละ 39.5 รองลงมาคือบ้านราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 35.5 ขณะที่ความต้องการบ้านราคาสูงกว่า 2 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท มีสัดส่วนร้อยละ 14.1 บ้านราคาสูงกว่า 3 ล้านบาทแต่ไม่เกิน 4 ล้านบาท มีสัดส่วนร้อยละ 8.3 และบ้านราคาสูงกว่า 4 ล้านบาท มีสัดส่วนร้อยละ 2.6 สำหรับแหล่งเงินทุนที่จะนำมาเพื่อใช้ซื้อที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่มาจากเงินออมของตัวเองส่วนหนึ่งและสินเชื่อจากสถาบันการเงินอีกส่วนหนึ่ง คิดเป็นร้อยละ 85.3 ของผู้ที่คิดจะซื้อหาที่อยู่อาศัย

 

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่าการพัฒนาตลาดบ้านมือสองในประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างทัศนคติค่านิยมที่ดีต่อการซื้อบ้านมือสองให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น หรือให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าบ้านมือสองก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการหาซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นเจ้าของ หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นเจ้าของ หรือบริษัทนายหน้า ควรมีการตรวจสอบคุณภาพของสินค้า ปรับปรุงสภาพที่อยู่อาศัยให้อยู่ในสภาพที่ดี เพื่อเป็นยกระดับคุณภาพมาตรฐานของสินค้า และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า ได้ด้วย เพราะการที่ราคาสินค้าถูกเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถที่จะจูงใจผู้ซื้อได้เพราะถ้าหากผู้ซื้อต้องเสียค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงในราคาที่สูง

 

แนวทางหนึ่งที่สามารถช่วยพัฒนาคุณภาพของบ้านมือสองในตลาด คือ รัฐบาลอาจสนับสนุนให้ผู้ขายไม่ว่าเจ้าของบ้านหรือบริษัทนายหน้า มีการปรับปรุงสภาพของบ้านมือสอง โดยให้สามารถนำต้นทุนในการปรับปรุงซ่อมแซม (ไม่รวมค่าต่อเติม)  มาใช้ในการยกเว้นภาษีในส่วนของผู้ขายได้เนื่องจากผู้ขายปรับปรุง ซ่อมแซมแล้วบวกเข้าไปในราคาขายจะทำให้ต้องจ่ายภาษีในจำนวนสูงขึ้น ซึ่งไม่จูงใจให้ผู้ขายลงทุนปรับปรุงซ่อมแซมสินทรัพย์ให้ดีขึ้น และการดำเนินการภาครัฐที่ควรพิจารณาอีกประการหนึ่งคือการพัฒนาระบบข้อมูลบ้านมือสองที่เชื่อมโยงสินค้าที่รอขายของหน่วยงานสถาบันการเงินหรือบริษัทตัวแทนการขายบ้านมือสองมารวมไว้ที่จุดเดียวกันเพื่อให้ความสะดวกกับผู้สนใจค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับบ้านมือสอง รวมทั้งเป็นการสร้างการรับรู้ต่อสินค้าในตลาดบ้านมือสองให้เป็นที่ยอมรับโดยอาจเป็นการจัดทำศูนย์รวมข้อมูลบ้านมือสองที่ให้ข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งผู้ที่สนใจอาจติดต่อโดยตรงกับเจ้าของพอร์ตสินค้านั้นๆต่อไป

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์บิสสิเนสไทย

 

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ