Loading

คลังปลุกผีภาษีที่ดิน-สิ่งปลูกสร้าง ทุกพท.อัตราเดียวเว้นภาคเกษต

วันที่ : 25 ธันวาคม 2549
คลังปลุกผีภาษีที่ดิน-สิ่งปลูกสร้าง ทุกพท.อัตราเดียวเว้นภาคเกษตร

                พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ใกล้คลอด คลังเตรียมชงเสนอ ครม.ก่อนนำเข้าที่ประชุม สนช. อนุมัติปี""50 ให้อำนาจรัฐบาลกลางเป็นผู้จัดเก็บภาษี หวั่นรายได้รั่วไหล ส่วนท้องถิ่นให้เก็บภาษีสูตรเดียวกันหมด แตกต่างกันตามทำเลและประโยชน์ใช้สอย เผยยกเว้นภาคเกษตร

 

นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ...ว่า ภายหลังจากที่กระทรวงการคลังได้มีการศึกษาเรื่องนี้มานาน และมีการผลักดันต่อเนื่อง แต่ถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถประกาศบังคับใช้ได้ โดยขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ของสำนักเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ข้อสรุปในเบื้องต้น และยกร่างกฎหมายแล้ว หากรัฐบาลชุดนี้เห็นด้วยในหลักการ กระทรวงการคลังก็พร้อมจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และนำเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาในปี 2550

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่มีการถกเถียงกันอยู่หลายประเด็น อาทิ ประเด็นของอัตราภาษี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ควรจะเก็บในอัตราเท่าไร กำหนดให้มีภาษีเพียงอัตราเดียวหรือหลายอัตรา ตามร่างกฎหมายเดิมนั้นจะกำหนดให้ อปท.มีสิทธิที่จะเลือกกำหนดอัตราภาษีได้หลายอัตราตามที่กฎหมายระบุเอาไว้

 

หลายฝ่ายมองว่าพัฒนาการของ อปท.ยังพัฒนาไปไม่ถึงขั้นที่จะให้เลือกกำหนดอัตราภาษีได้เองอย่างอิสระ เพราะในขณะนี้ยังไม่มีรัฐบาลท้องถิ่นแห่งใดมีแผนที่จะทำให้ท้องถิ่นของตนเองเป็นเขตปลอดภาษี (free zone) หรือเป็นท้องถิ่นที่เก็บอัตราภาษีสูง เพื่อที่จะนำเงินมาพัฒนาท้องถิ่นให้มีระบบสาธารณูปโภคที่ทันสมัย ดังนั้นข้อสรุปในเรื่องของอัตราภาษีจึงมีแนวโน้มว่า ทุกท้องถิ่นทั่วประเทศจะต้องเก็บภาษีในรูปแบบเดียวกัน แต่จะมีหลายอัตราแยกสภาพ เช่น ถ้าทำเลหรือประโยชน์การใช้งานแตกต่างกัน อัตราภาษีก็แตกต่างกัน คงจะไม่ให้ อปท.เป็นผู้เลือกกำหนดอัตราภาษีเอง

 

ประเด็นต่อมา คือ ใครจะเป็นผู้มีอำนาจในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ ร่างกฎหมายเดิมให้ อปท.เป็นผู้มีอำนาจในการจัดเก็บภาษี ซึ่งหัวใจสำคัญของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็คือ การตีราคาทุนทรัพย์ของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างมีความถูกต้องมากน้อยแค่ไหน และยังมีประเด็นในเรื่องของการลดหย่อน หรือยกเว้นภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในบางกรณี เช่น กรณีของเจ้าของที่ดินนำกล้วยไปปลูกเพียง 2 ต้นจะเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำมาก

 

ในประเด็นนี้หากจะให้ อปท.ที่เป็นหน่วยย่อยๆ หลายพันแห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศเป็นผู้มีอำนาจในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเอง เลือกที่จะใช้ดุลพินิจในการจัดเก็บภาษีอาจจะมีปัญหา ดังนั้นในประเด็นของผู้มีอำนาจในการจัดเก็บภาษี ควรจะให้รัฐบาลเป็นผู้จัดเก็บต่อไป

 

นายศุภรัตน์กล่าวว่า หลักการของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเก็บจากมูลค่าของราคาทรัพย์สิน แต่ถ้ารัฐบาลชุดนี้จะนำมาใช้ควรตัดในส่วนของภาคเกษตรกรรมออกไป เพื่อไม่ให้ภาคการเกษตรได้รับผลกระทบ และไปกำหนดคำนิยาม ที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้าง ให้ชัดเจน กรณีที่ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชยกรรม, ที่อยู่อาศัยควรเสียภาษีอัตราใดและได้รับการลดหย่อนภาษีในอัตราเท่าไร และถ้าเป็นกรณีของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ปล่อยรกร้างว่างเปล่าจะเก็บภาษีอีกอัตราหนึ่ง ทั้งนี้จะต้องขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง เช่น ถ้าอยู่ต่างจังหวัดนอกเมือง ฐานราคาที่ใช้ในการคำนวณภาษีก็ต่ำ เป็นต้น

 

ส่วนเรื่องภาษีมรดกเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กระทรวงการคลังกำลังศึกษากันอยู่ แต่เมื่อพิจารณาจากงานวิจัยหรือผลการศึกษาที่เกิดขึ้นในหลายประเทศที่นำมาใช้ นโยบายภาษีดังกล่าวไม่ได้ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมอย่างที่คาดหวัง แต่อาจจะมีผลในเชิงการเมืองมากกว่า คือ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพราะการจะลดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย แนวทางแก้ไขที่ถูกที่สุด คือ ทำให้คนทุกคนมีโอกาสได้เรียนหนังสือ มีโอกาสในการหางานทำ ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น มากกว่าใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือ เพราะจะทำให้รายได้ของประชาชนลดลง

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ