Loading

ทำประกันสินเชื่อ คุ้มแน่ ถ้าลูกๆยังมีบ้านอยู่

วันที่ : 10 สิงหาคม 2549
ทำประกันสินเชื่อ คุ้มแน่ ถ้าลูกๆยังมีบ้านอยู่

          บ้านเชื่อว่าเป็นความฝันของหลายๆ คนที่ยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง และต้องการมีบ้านเป็นของตัวเองซักหลัง ไม่ว่าบ้านนั้นจะเป็นแค่ห้องเล็กๆ อย่างคอนโดมิเนียม ตึกแถว หรือบ้านหลังใหญ่ที่มีสนามหญ้าให้ลูกๆ วิ่งเล่นก็ตาม หากใครไม่มีเงินถุงเงินถังติดตัวมาตั้งแต่เกิด เชื่อว่าการตัดสินใจซื้อบ้านเป็นของตัวเองก็ต้องขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์เป็นแน่ นอกจากเงื่อนไขการขอกู้เงินซื้อบ้านตามปกติแล้ว เดี๋ยวนี้ผู้กู้อาจถูกบังคับทางอ้อมให้ทำประกันสินเชื่อเงินกู้นั้นไปด้วย โดยเฉพาะการขอกู้เงินกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ นอกเหนือจากประกันอัคคีภัยที่ถูกบังคับตายตัวอยู่แล้ว หากใครไม่อยากที่จะเสียเงินเป็นค่าเบี้ยประกันเพื่อจะทำประกันสินเชื่อเพิ่มตามที่ธนาคารเสนอก็อาจถูกปฏิเสธการให้เงินกู้ได้ ทำให้หลายคนมองว่าเป็นเหมือนถูกมัดมือชกจากธนาคารเพียงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายธนาคารที่ไม่ได้บังคับให้ต้องทำประกันสินเชื่อ แต่จะใช้วิธีเสนอถึงผลดีผลเสียในการทำประกันชีวิตให้ผู้กู้ได้ตัดสินใจเองมากกว่า ซึ่งคงต้องขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกใช้บริการกับธนาคารแห่งไหน

 

ประกันสินเชื่อนั้นหลักของการคุ้มครองง่ายๆ คือ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับผู้กู้จากการเสียชีวิตหรือทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร ในขณะที่ผู้กู้ยังมีหนี้สินค้างอยู่ บริษัทประกันก็จะเป็นผู้จ่ายหนี้ที่เหลือตามทุนประกันให้แทน ซึ่งจะช่วยไถ่ถอน กรรมสิทธิ์ในหลักประกัน หรือลดภาระในหนี้สินจากหนักเป็นเบาให้แก่ครอบครัวของผู้กู้ได้ ทีนี้มาดูคร่าวๆ ว่า หากจะทำประกันสินเชื่อให้กับบ้านหนึ่งหลังจะต้องเสียค่าเบี้ยเท่าไร อย่างแบบประกันสินเชื่อบ้านของบริษัท อเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล แอสชัวรันส์ หรือเอไอเอ ที่ใช้กับธนาคารยูโอบีนั้น จะถูกกำหนดระยะเวลาให้ทำประกันได้ขั้นต่ำที่ 5 ปี แต่สูงสุดไม่เกิน 20 ปี ซึ่งการที่กำหนดสูงสุดที่ 20 ปี ขณะที่ลูกค้าอาจกู้นานถึง 30 ปีนั้น ก็เพราะหากมีเหตุให้ลูกค้าต้องใช้ประกันในช่วงใกล้ปีที่ 20 แล้ว ตัวหนี้ก็จะเหลือน้อยลง เนื่องจากมีระยะเวลาผ่อนมานานเป็น 10 ปีแล้ว ทุนประกันที่ทำไว้อยู่น่าจะเพียงพอที่จะจ่ายหนี้ที่เหลืออยู่ได้

 

ส่วนค่าเบี้ยประกันนั้น ถ้าคิดว่าวงเงินกู้ 1 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อน 20 ปี ก็จะคิดค่าเบี้ย  80.38 บาทต่อทุนประกัน 1,000 บาท วงเงินกู้ 1 ล้านบาทค่าเบี้ยก็จะตกอยู่ที่ 80,380 บาท ถ้า 1 ปีมี 365 วัน 20 ปี ก็เท่ากับ 7,300 วัน คิดเป็นค่าเบี้ยต่อวันที่ต้องจ่ายก็ประมาณวันละ 11 บาทแลกกับความคุ้มครองที่ทุน 1 ล้านบาท ซึ่งหากลูกค้าซื้อประกันแค่ระยะสั้น เช่น ให้คุ้มครอง 5 ปี ก็จะถูกคิดเบี้ยที่ 22.57 บาทต่อทุนประกัน 1,000 บาท โดยส่วนใหญ่หากลูกค้าตัดสินใจทำประกันแล้วธนาคารก็จะนำไปบวกในยอดเงินกู้แล้วให้ผ่อนรวมกับค่างวดปกติ ทำให้ลูกค้ารู้สึกเบาใจไปได้ระดับหนึ่งว่าไม่ต้องดิ้นรนหาเงินก้อนเกือบแสนบาทมาจ่ายค่าประกันไปก่อน กาตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำประกันก็ง่ายขึ้นอีก

 

อย่างไรก็ตาม แต่ละบริษัทประกันหรือแต่ละธนาคารอาจมีแคมเปญพิเศษแตกต่างกันเพื่อจูงใจให้ลูกค้าทำประกันสินเชื่อกันมากขึ้นก็ได้ อย่างของธนาคารไทยพาณิชย์ที่ร่วมกับบริษัท ไทยพาณิชย์นิวยอร์คไลฟ์ประกันชีวิต จะกำหนดระยะเวลาเอาประกันไว้ที่ 5-30 ปี เช่นถ้าผู้กู้เป็นเพศหญิง ขอกู้1 ล้านบาท ระยะเวลาการผ่อนและคุ้มครอง 15 ปี จะเสียค่าเบี้ยที่ 18,820 บาท รวมเป็นหนี้ 1,018,820 บาท หรืออย่างของธนาคารกรุงเทพที่ร่วมกับบริษัท กรุงเทพประกันชีวิต หากเสียชีวิตโดยธรรมชาติหรือจากการเจ็บป่วยจะได้รับเงินทดแทนเท่ากับจำนวนทุนประกันของปีกรมธรรม์ที่เสียชีวิต หรือกรณีทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรได้รับเงินทดแทนเท่ากับจำนวนทุนประกันของปีกรมธรรม์ที่ทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรหรือกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุได้รับเงินทดแทน 100% ของจำนวนทุนประกัน สำหรับเรื่องของค่าเบี้ยประกันสินเชื่อนั้นอาจมีความแตกต่างกันบ้าง ซึ่งการคิดเบี้ยระหว่างเพศหญิงกับชายจะมีความแตกต่างกันอีก เนื่องจากตามสถิติผู้ชายจะมีความเสี่ยงสูงกว่าค่าเบี้ยก็ย่อมสูงตามไปด้วย รวมถึงอายุของผู้กู้ด้วย แต่ก็ยังอยู่ในอัตราที่กรมการประกันกำหนด และเดี๋ยวนี้ก็เปิดโอกาสให้ทั้งบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยขายประกันสินเชื่อได้แล้ว ซึ่งนอกจากประกันสินเชื่อบ้านแล้ว ยังมีประกันสินเชื่อรถ ประกันสินเชื่อบัตรเครดิต ให้เลือกใช้บริการอีก

 

ใครที่กำลังคิดขอกู้เงินซื้อบ้านหรือกู้ซื้อไปแล้ว แต่อยากสร้างหลักประกันให้ครอบครัวเพิ่มเติม การทำประกันสินเชื่อน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งให้อุ่นใจได้ว่า หากเราในฐานะผู้นำครอบครัวเกิดโชคร้ายต้องจากโลกนี้ไปก่อนเวลาอันควรทั้งๆ ที่ยังไม่อยากจากโลกนี้ไป ลูกๆ หรือครอบครัวเป็นที่รักที่ยังต้องยืนหยัดอยู่บนโลกนี้จะได้ไม่ต้องมากังวลกับหนี้สินก้อนโตที่มีอยู่และยังมีบ้านมีทรัพย์สินชิ้นสุดท้ายที่เรามอบให้ได้อยู่อาศัยเป็นวิมานน้อยตามความตั้งใจไว้กันต่อไป

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ