Loading

เบรกมหานครสุวรรณภูม

วันที่ : 29 มีนาคม 2549
เบรกมหานครสุวรรณภูมิ

                    จากที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้จัดสัมมนาระดมความคิดเห็นกรณีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่ควรประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธ์ศาสตร์ หรือเอสอีเอ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2549 ที่ผ่านมาโดยมี ศ. ดร.ปริญญา นุตาลัย ในฐานะประธานอนุกรรมการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่ เป็นประธานการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้หยิบยก 3 กรณีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐที่ควรต้องประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธ์ศาสตร์มานำเสนอ ซึ่งประกอบด้วย โครงการพัฒนาพื้นที่รอบสนามบินสุวรรณภูมิขึ้นเป็นมหานครแห่งใหม่หรือจังหวัดที่ 77 โครงการพัฒนาเหมืองแร่โปแตซที่จังหวัดอุดรธานีและโครงการขยายนิคมอุตสาหกรรมและผังเมืองเขตมาบตาพุด-บ้านฉาง จังหวัดระยอง

 

                    นางปราณี พันธุมสินชัย นายกสมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ผู้ศึกษาโครงการจัดตั้งสุวรรณภูมิมหานคร กล่าวว่า ภายหลังโครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งใกล้จะแล้วเสร็จ และเตรียมจะเปิดใช้งานในปี 2549  ทำให้ขณะนี้พื้นที่รอบสนามบินมีการขยายตัวของเมืองเข้าไปใกล้สนามบินมากขึ้น  ซึ่งทุกหน่วยงาน4ภาครัฐไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ทาง กทม. และกรมโยธาธิการ มีแผนที่จะขยับขยายพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นเมืองแห่งใหม่สุวรรณภูมิ หรือจังหวัดที่ 77 ของประเทศโดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบในอนาคต

 

                    พื้นที่แถวสนามบินสุวรรณภูมิเดิมเป็นแหล่งรับน้ำ และมีพื้นที่สีเขียวเพื่อการเพาะปลูกร้อยละ 30 แต่ในอีก 30 ปีข้างหน้า ถ้ามีการขยายพื้นที่ความเจริญรอบสุวรรณภูมิในพื้นที่ราว 200,000 ไร่ และมีประชากรเข้าไปอยู่อาศัยแออัดเกิน 1 ล้านคน พื้นที่รับน้ำจะเหลือเพียงร้อยละ  14 ซึ่งจะส่งผลต่อปัญหาการระบายน้ำท่วมในพื้นที่ชั้นนอกของ กทม. ซึ่งในระหว่างที่แผนพัฒนาเมืองใหม่แห่งนี้ยังอยู่ในขั้นการวางแผน จึงคิดว่าจะเสนอต่อคณะ กรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติว่ารัฐบาลจำเป็นต้องประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธ์ศาสตร์ของโครงการนี้ เนื่องจากกรณีของสนามบินสุวรรณภูมิ ถือเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเมื่อ 50 ปีก่อน เนื่องจากไม่ประเมินผลกระทบและความเหมาะสมของพื้นที่

 

                    สำหรับผลกระทบจากการก่อสร้างสนามบินแห่งนี้ พบว่ามีอาคารจำนวน 49 แห่งที่อยู่ในเขตที่มีเสียงดังจนอยู่อาศัยไม่ได้ และอีก 596 อาคารที่ได้รับผลกระทบจนต้องมีมาตรการป้องกันเสียงจากการขึ้นลงของเครื่องบินเฉลี่ยนาทีละ 1 เที่ยวบิน รวมทั้งยังมีอาคารสูงเกิน 45 เมตรในรัศมี 4,000 เมตร อีก 36 อาคารที่จะเสี่ยงต่อความปลอดภัยในการเดินอากาศ ขณะที่ปัญหาดินทรุดดินอ่อน ปัญหาหมอกควันจากการเผาพื้นที่เพาะปลูก ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่รอบสนามบินก็ยังจากยังอยู่ระหว่างแก้ไข ดังนั้นจึงไม่อยากให้เร่งตัดสินใจขยายเมืองเพิ่มเติม

 

                    ด้าน ศ. ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ที่ปรึกษาอนุกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กล่าวถึงโครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี ว่า ถึงแม้โครงการนี้จะมีการทำการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)มาแล้ว แต่พบว่ายังมีข้อสงสัยและความไม่ชัดเจนในหลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบด้านสังคมและเศรษฐกิจ ด้านสุขภาพของประชาชน และสิทธิประโยชน์ของประเทศ ซึ่งในรายงานอีไอเอ ไม่สามารถตอบข้อสงสัยอย่างชัดเจน ทำให้โครงการเดินหน้าต่อไม่ได้ จึงควรทำเอสอีเอเช่นกัน

 

                    ขณะที่นายสนธิ คชวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายติดตามตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สผ. กล่าวถึงกรณีศึกษาการขยายนิคมอุตสาหกรรมและผังเมืองเขตมาบตาพุด-บ้านฉาง จ.ระยอง ว่า การศึกษาศักยภาพการรองรับมลพิษของนิคมมาบตาพุด พบว่าอยู่ในระดับที่ปริ่ม ๆ มาตรฐานคุณภาพอากาศ ทั้งยังมีปัญหาคุณภาพน้ำในชายฝั่งทะเลมาบตาพุดที่มีสารตะกั่ว ฟอสเฟสและ แอมโมเนีย เกินมาตรฐาน รวมทั้งปัญหาน้ำเสีย ส่วนชาวบ้านที่อยู่รอบนิคมก็มีรายงานการป่วยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจถึงร้อยละ 88 โรคผิวหนังและเนื้อเยื่อร้อยละ 57 และโรคจากการประกอบอาชีพเพิ่มขึ้น 4 เท่า แต่มีการเสนอเปลี่ยนผังเมืองบริเวณบ้านฉาง เพื่อรองรับกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 3 จนทำให้ประชาชนคัดค้าน และยังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจ   ดังนั้นโครงการนี้จึงเป็นอีกกรณีที่ต้องประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธ์ศาสตร์ รวมทั้งประชาพิจารณ์ชาวบ้านในพื้นที่ก่อนจะเกิดโครงการ เพราะ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ก็กำลังเตรียมให้ประกาศมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ แต่ยังมีเสียงคัดค้านจากภาคธุรกิจและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

 

                    จากข้อสรุปในการระดมความคิดเห็นดังกล่าวข้างต้น ดร.ชนินทร์ ทองธรรมชาติ รองเลขาธิการ สผ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้สรุปกรณีศึกษาขนาดใหญ่ 3 โครงการ ซึ่งยังพอมีเวลาที่อาจจะนำเอสอีเอมาตัดสินใจได้ เนื่องจากยังไม่ได้ดำเนินการพัฒนาไปตามแผนที่กำหนด ซึ่งข้อสรุปในการสัมมนาทาง สผ.จะเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อขอให้จัดทำเอสอีเอ กับ 3 โครงการขนาดใหญ่ดังกล่าวต่อไป

 

                    ความเป็นมาของโครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียนนั้น เป็นโครงการที่รัฐบาลชาติอาเซียนร่วมก่อตั้งขึ้น แต่ที่ผ่านมา โครงการมีความคืบหน้าน้อยมาก เพราะติดขัดในแง่กฎหมาย และเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องตลอดเวลา เมื่อผู้ร่วมทุนเดิม คือ รัฐบาลของประเทศอาเซียน ได้ร่วมลงทุนกันแล้วกว่า 1,100 ล้านบาท แต่มองไม่เห็นผลตอบแทนกลับคืนมา จึงได้พยายามลดเงินร่วมลงทุน และเพื่อให้โครงการมีความคืบหน้าบริหารงานด้วยความคล่องตัวมากขึ้น ดังนั้น ในช่วงที่นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีหนังสือถึงกระทรวงอุตสาหกรรม ในเดือนกันยายน 2543 ในการหาผู้ร่วมทุนหลักรายใหม่ ซึ่งกระทรวงการคลังได้มีความเห็นว่าควรจัดหาผู้ร่วมทุนทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศมาเป็นผู้ร่วมทุนให้มากที่สุด เพื่อปรับปรุงการบริหารงานให้เป็นเอกชนมากขึ้น

และลดบทบาทการควบคุมจากภาครัฐของประเทศอาเซียน ให้เหลือไม่เกินร้อยละ 50

 

                    ในการหาผู้ร่วมทุนใหม่ได้มีนักธุรกิจจีน คือ บริษัทชิโน เคม คอร์ปอเรชั่น เข้ามาเจรจาร่วมทุนด้วย เนื่องจากจีนต้องการรับซื้อแร่โปแตชจำนวนมาก เกือบทั้งหมดของที่ผลิตได้ประมาณ 1.1 ล้านตัน หรือประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท แต่ตามสัญญาจะสามารถรับซื้อได้เฉพาะตามสัดส่วนการถือหุ้น แต่เมื่อโครงการไม่มีความคืบหน้าจึงเงียบหายไป และเมื่อรัฐบาลเริ่มเดินเครื่องโครงการอีกครั้ง จึงมีบริษัทของนายเหยียน ปิน เข้ามาถือหุ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน โครงการยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก เพราะต้องรอกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

อนุญาตให้เข้าทำการสัมปทานและต้องทำประชาพิจารณ์กับฝ่ายที่เกี่ยวข้องอีก คงต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี จึงจะเริ่มดำเนินการได้ หลังจาก พ.ร.บ.เหมืองแร่ ผ่านการเห็นชอบจากสภาก่อน

 

                    ส่วนกรณีจังหวัดที่ 77 นั้นเกิดขึ้นจากการประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณา ร่างกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ (นครสุวรรณภูมิ) โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยที่ประชุมพิจารณาถึงกรอบแนวคิดในการจั้งตั้ง นครสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะการบริหารจัดการที่แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะเปลี่ยนผ่าน และระยะถาวร แต่ยังไม่ได้พิจารณาในด้านร่างพ.ร.บ.ผังเมืองเฉพาะนครสุวรรณภูมิ

 

                    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานพิจารณาร่างกฎหมายฯ และหน่วยงานของกระทรวงมหาดไทย ที่รับผิดชอบการจัดการไปทำการประชาพิจารณ์กับประชาชนที่คาดว่าจะอยู่ในพื้นที่นครสุวรรณภูมิ หลังจากที่ประชุมเห็นชอบจัดตั้งใน กิ่ง อ.บางเสาธง ที่ติดกับ อ.บางบ่อ กับ อ.บางพลี ใน จ.สมุทรปราการ และ เขตประเวศ กับเขตลาดกระบัง ในกรุงเทพฯ โดยที่ประชุมยังได้พิจารณาการจัดการในกรอบระยะเปลี่ยนผ่านในการปกครองส่วนท้องถิ่นทุกพื้นที่ เช่น อบจ. อบต. หรือเทศบาล ที่จะต้องดำเนินการต่อไปจนกว่าจะหมดวาระในตัวผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชุดนั้น ๆ

 

                    สำหรับพื้นที่ทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 520 ตร.กม. ประกอบด้วยพื้นที่เขต อำเภอบางบ่อ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เขตประเวศ และลาดกระบังของกรุงเทพมหานคร มีขนาดเทียบเท่ากับ เกาะสิงคโปร์ หรือเกาะภูเก็ต โดยมีประชาชนประมาณ 450,000 คน โดยมีรูปแบบการบริหารที่จะปรับปรุงจากรูปแบบการบริหารงานของกรุงเทพฯ ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ว่าการนครสุวรรณภูมิ อาจจะมาจากการเลือกตั้ง และ การบริหารจัดการอาจจะมีตัวแทนของภาคประชาชน ผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมบริหาร และในระยะเปลี่ยนผ่านอาจจะต้องมีการสรรหาจากข้าราชการ โดยจะต้องดูในระบบการปกครองท้องถิ่นในปัจจุบันด้วย เพราะไม่สามารถทำการยกเลิกการปกครองส่วนท้องถิ่นโดยทันทีได้

 

                    ส่วนโครงการขยายนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด-บ้านฉางและผังเมือง จังหวัดระยองนั้น ก็อยู่ในขั้นกำลังศึกษาความเป็นไปได้ แต่ก็คาดว่าจะติดปัญหาอีกหลายด้าน เพราะปัจจุบันปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้มากนัก เพราะหากมีการขยายเขตอุตสาหกรรมมากขึ้น เป็นที่เชื่อได้แน่นอนว่าปัญหาก็จะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นในทุกโครงการขนาดใหญ่ต่อไปนี้ นอกจากจะศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้วยังต้องดำเนินการประเมินสิ่งแวดล้อมในระดับยุทธ์ศาสตร์ด้วย

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ