Loading

ALL ตุนงานกว่า 3.5 หมื่นล้านหนุนรายได้ 3 ปี โตเท่าตัว

วันที่ : 30 พฤษภาคม 2562
บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ALL ระดมทุนโดยเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน (ไอพีโอ) 150 ล้านหุ้น และเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เมื่อเร็วๆ นี้ ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและกระแสเงินสดให้กับบริษัท ที่สำคัญยังทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทั้งในตลาดเงินและตลาดทุนในการขยายกิจการในอนาคตให้โตได้อย่างยั่งยืน
          บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ALL ระดมทุนโดยเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน (ไอพีโอ) 150 ล้านหุ้น และเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เมื่อเร็วๆ นี้ ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและกระแสเงินสดให้กับบริษัท ที่สำคัญยังทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทั้งในตลาดเงินและตลาดทุนในการขยายกิจการในอนาคตให้โตได้อย่างยั่งยืน

          Q2 เปิดโครงการใหม่-เร่งโอน

          นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ALL ให้สัมภาษณ์ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าเงินระดมทุนที่ได้ 735 ล้านบาทครั้งนี้ บริษัทจะใช้เพื่อขยายกิจการ โดยไตรมาส 2 จะเปิดขายโครงการอิมเพรสชั่น เอกมัย, ทำเลลาดพร้าว-สุทธิสาร และเฟส 2 ในโครงการเดอะ วิชั่น ลาดพร้าว-นวมินทร์ มูลค่าโครงการ 1,391 ล้านบาท รวมทั้งโครงการห้วยขวาง (ซอย 20 มิถุนาแยก 5) ที่จะเปิดถัดไป และใช้ชำระเงินกู้ยืมที่จะครบกำหนดในไตรมาส 3 ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนลดลง

          นอกจากนี้บริษัทยังมีกระแสเงินสดที่จะเข้ามาจากการทยอยโอนตั้งแต่ไตรมาส 2   โดย 4 เดือนแรก (มกราคม-เมษายน) บริษัทมียอดขายประมาณ 2,000 ล้านบาท และในเดือนมิถุนายนจะทยอยส่งมอบอีก 2 โครงการคือ โครงการไรส์ พระราม 9 มูลค่าโครงการ 1,600 ล้านบาท และโครงการเดอะ วิชั่น ลาดพร้าว-นวมินทร์หลังเฟสแรกขายไปกว่า 430 ล้านบาท และจะเริ่มทยอยโอนในเดือนมิถุนายนกรกฎาคม

          สำหรับแผนในปี 2562 บริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่ 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 18,250 ล้านบาท เมื่อรวมกับแบ็กล็อก (Backlog)  ณ สิ้นไตรมาสที่ 1/2562 ประมาณ 7,200 ล้านบาท และสินค้าในมือที่ยังเหลือขายอีกกว่า 8,700 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2561 รวมทั้งโครงการเดอะ วิชั่นลาดพร้าว-นวมินทร์ ที่เลื่อนเปิดขายจากปีที่แล้ว มาเป็นปีนี้มูลค่าอีก 1,391 ล้านบาทจะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 35,000 ล้านบาท เพื่อรองรับแผนการเติบโต 3 ปีต่อจากนี้ (ปี 2562-2564)

          "มูลค่างานกว่า 35,000 ล้านบาท จะรองรับการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 3 ปีจากนี้ หรือเฉลี่ยปีละกว่า 11,000  ล้านบาท เติบโตในอัตรา 100% โดยรายได้รวมในปีนี้จะเพิ่มเท่าตัวจากปี 2561 ที่มียอดโอน 2,300 ล้านบาท เป็น 4,500-5,000 ล้านบาท และในปี 2563 คำนวณคร่าวๆจากแบ็กล็อก 7,200 ล้านบาทบวกสินค้าที่เหลือขาย 8,700 ล้านบาท รวมเป็น 15,900 ล้านบาท หากส่งมอบได้ 70% ยอดโอนบ้านในปีหน้าจะได้ไม่ต่ำกว่า  10,000 ล้านบาท ซึ่งก็จะโตเป็นเท่าตัวจากปีนี้ โดยที่บริษัทไม่ต้องไปลงทุนสร้างหนี้เพิ่ม"

          5 ปี ขึ้นสู่ระดับท็อป 10

          นายธนากร กล่าวต่อว่า นับจากปี 2557 ที่บริษัทเปิดตัวโครงการแรกและใช้เวลาเพียง 5 ปี ได้เปิดตัวโครงการแล้วทั้งสิ้น 17 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 18,000 ล้านบาท แต่หลังเข้าตลาดด้วยศักยภาพการเข้าถึงแหล่งเงินทุนทั้งในตลาดเงินและตลาดทุน แน่นอนว่าบริษัทจะขยายกิจการเติบโตได้มากกว่าในอดีต และมั่นใจภายใน 5 ปี บริษัทจะขึ้นสู่ระดับท็อป 10 ของอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

          ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปีนี้บริษัทมีรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ เพิ่มประมาณ 45% และกำไรสุทธิเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน โตประมาณ 15% และตั้งเป้าการเติบโตรายได้รวมและกำไรของบริษัทปีนี้จะโตเท่าตัว จากกำไรสุทธิปี  2561 อยู่ที่ 343 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมในปี 2561 ประมาณ 2,343 ล้านบาท บริษัทตั้งเป้ารายได้รวม 4,500-5,000 ล้านบาทในปี 2562 โดยจะเห็นชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป

          "จากจุดแข็งในด้านแหล่งเงินทุนของบริษัทก็ดี และการมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง "คิวชู เรลเวย์ คัมปะนี" ที่ก่อตั้งมานานกว่า 130 ปี มีมาร์เก็ตแคปในตลาดหุ้นญี่ปุ่นกว่า 2 แสนล้านบาท และฮูซิเออร์ส โฮลดิ้งส์ บริษัทเชื่อมั่นการดำเนินธุรกิจจะโตต่อเนื่อง แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลงต่ำกว่าราคาไอพีโอที่ 4.90 บาท โดยยังยืนยันว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ตระกูล "ธนวริทธิ์" ที่ถือหุ้นรวมกัน 4 ราย สัดส่วนรวมกัน 73.22% ไม่มีนโยบายจะขายหุ้นออก ผมยังสนุกกับการทำงานและการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็เป็นเพียงสเต็ปแรกเท่านั้น เรายังมีเรื่องท้าทายให้ต้องทำอีกมาก" นายธนากร กล่าวทิ้งท้าย
 
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ