Loading

รฟท.สรุปผลธ.ค.พัฒนา3หมื่นไร่ใช้เชิงพาณิชย์

วันที่ : 15 พฤศจิกายน 2559
รฟท.สรุปผลธ.ค.พัฒนา3หมื่นไร่ใช้เชิงพาณิชย์

การรถไฟฯ เตรียมเคาะใช้ประโยชน์ ที่ดินเปล่า 3 หมื่นไร่ มูลค่า 3 แสนล้านบาทภายในเดือนหน้า เริ่มพื้นที่ในเมือง หวัง เร่งเดินหน้าตามแผนปฏิรูปเพิ่มรายได้ คาดเพิ่มรายได้ 50% ภายใน 5 ปี จากนั้นเพิ่มก้าวกระโดด 100%

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ร.ฟ.ท.มีที่ดินที่ไม่ใช้ประโยชน์รวม 3 หมื่นไร่  มูลค่ารวมกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดประเภท และลำดับความสำคัญเพื่อต่อยอดหารายได้ในเชิงพาณิชย์ โดยจะนำออกพัฒนาเพื่อให้เอกชน เข้าร่วมทุนอย่างแน่นอน

"จะเริ่มจากที่ดินแปลงใหญ่ก่อน คาดว่าระยะแรกจะทำให้ รายได้ของร.ฟ.ท.เพิ่มขึ้น 50% และในระยะยาวเพิ่มขึ้นถึง 100%"

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ครั้งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ มอบหมายให้ ร.ฟ.ท.ศึกษาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการได้มา ซึ่งที่ดินของ ร.ฟ.ท.ว่าสามารถนำมา ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่ คาดว่าจะสามารถสรุปผลได้ทั้งหมดภายในเดือนธ.ค.นี้ ร.ฟ.ท.ถือว่าเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีที่ดินในการถือครองถึง 2.3 แสนไร่และในจำนวนนี้เป็นที่ดินซึ่งไมได้ใช้ประโยชน์เพื่อการเดินรถถึง 15% หรือราว 3.6 หมื่นไร่ แต่กลับไม่ใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวอย่างเต็มศักยภาพและมีรายได้จากการพัฒนาที่ดินน้อยมาก

เมื่อรัฐบาลจัดร.ฟ.ท.เป็นหนึ่งใน 7 รัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนและเข้าข่าย ต้องฟื้นฟูกิจการร.ฟ.ท.จึงได้หยิบยกประเด็นการสร้างรายได้จากการพัฒนาที่ดินขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งอย่างจริงจังโดยตั้งเป้าหมายให้รายได้ จากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็น อีกหนึ่งรายได้หลักนอกจากค่าโดยสาร และการขนส่งเชิงพาณิชย์

คาดศึกษาใช้ที่ดินเสร็จอีก5เดือน

แหล่งข่าวจากการถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างจัดที่ปรึกษาเพื่อจัดประเภท และลำดับความสำคัญของที่ดินเพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์คาดว่าที่ปรึกษาจะสรุปผลเบื้องต้น ได้ใน 3 เดือนข้างหน้าและสรุปรายงาน ฉบับสมบูรณ์ภายใน 5 เดือน

การศึกษาจะแบ่งที่ดินเป็น 3 ประเภทคือที่ดินที่มีศักภาพเชิงพาณิชย์สูงกลางและต่ำเบื้องต้นคาดว่าพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงจะมีสัดส่วนไม่เกิน 10% จากพื้นที่ทั้งหมด 3.6 หมื่นไร่ เช่นพื้นที่บริเวณสถานีกลางบางซื่อขนาด 302.5 ไร่ โดยล่าสุดเตรียมเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในโซนเอจำนวน 32 ไร่ มูลค่าราว 1 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะได้ข้อสรุปทั้งหมดภายในปี 2561

พื้นที่สถานีน้ำแม่น้ำจำนวน 277 ไร่ ที่จะเปิดให้ลงทุนประมาณกลางปี 2561 พื้นที่พหลโยธินกิโลเมตรที่ 11 ขนาด 359 ไร่ ซึ่งจะเปิดให้เอกชนลงทุนด้วยมูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านบาท ภายในปี 2562 และที่ปรึกษาอยู่ระหว่าง สำรวจพื้นที่ศักยภาพสูงใน ต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นอีก

แหล่งข่าวกล่าวว่า ร.ฟ.ท.ตั้งเป้า ว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะส่งผลเพิ่ม รายได้จากค่าเช่าพื้นที่ของ ร.ฟ.ท.จาก 3,000 ล้านบาท ในปัจจุบันอีก 50% ภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี และเพิ่มขึ้น 100% หลังจากช่วง 5 ปีไปแล้ว

จ่อปรับแบบรถไฟฟ้า2สายในกทม.

นายวุฒิชาติ กล่าวว่า ร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างปรับแบบโครงการรถไฟฟ้าชายเมืองสายสีแดงอ่อนช่วงบางซื่อพญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และสายสีแดงเข้มบางซื่อ-หัวลำโพง (Missing Link) ระยะทาง 25.9 กิโลเมตร วงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาท เพื่อเร่งผลักดันโครงการ เนื่องจากปัจจุบันล่าช้าในขั้นตอนประกวดราคาเป็นเวลาประมาณ 9 เดือนแล้ว ปัจจุบันโครงการรถไฟฟ้าสาย สีแดงช่วง Missing Link ได้รับ ผลกระทบจากความล่าช้าของโครงการก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ เนื่องจากรถไฟฟ้าส่วนใหญ่จะมีปลายทางที่สถานีกลางบางซื่อ เมื่อการก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อล่าช้าออกไปถึงปี 2562-2563 ก็ส่งผลให้โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงฯล่าช้าตามไปด้วย

ศึกษาแอร์พอร์ตลิงก์เชื่อมอู่ตะเภา

นายวุฒิชาติ กล่าวถึงการศึกษา โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ช่วงสนามบินสุวรรณภูมิสนามบินอู่ตะเภาใกล้แล้วเสร็จ แต่ยังติดปัญหาเส้นทางซ้อนทับกับโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง ระยะทาง 193.5 กิโลเมตร วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ร.ฟ.ท.จึงต้องปรับแบบและสร้างความชัดเจนในจุดนี้ก่อน

หวังทางคู่ดันรายได้ก้าวกระโดด

นายวุฒิชาติ กล่าวถึงรถโดยสารรุ่นใหม่จำนวน 115 คันว่าเริ่มเปิดให้บริการแก่ประชาชนใน 4 เส้นทาง ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น จะเพิ่มรายได้ให้ ร.ฟ.ท.ประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี แต่เมื่อโครงการรถไฟทางคู่เฟสแรกแล้วเสร็จประมาณปี 2563 จะทำให้รถวิ่งได้เต็มศักยภาพทำความเร็วสูงสุดได้ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และถึงปลายทางได้เร็วขึ้น 3 ชั่วโมง ซึ่งจะสร้างรายได้ก้าวกระโดดเป็น 1,250 ล้านบาทต่อปี และมีผู้โดยสารเฉลี่ย 1.073 ล้านคน

สำหรับ อัตราค่าโดยสารรถโดยสารรุ่นใหม่ยังคงเป็นอัตราเดิมเป็นเวลา 6 เดือน และจะพิจารณาผล การบริการในช่วง 3 เดือนแรกก่อน เพื่อพิจารณาขึ้นค่าโดยสารต่อไป

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

ข่าวพัฒนาสาธารณูปโภค อื่นๆ