Loading

สนข.ชงครม.ตั้ง CTC ชั่วคราว ก่อนเจรจา BTSC-BEM ปรับระบบรับตั๋วแมงมุม

วันที่ : 11 ตุลาคม 2559
สนข.ชงครม.ตั้ง CTC ชั่วคราว ก่อนเจรจา BTSC-BEM ปรับระบบรับตั๋วแมงมุม

ก่อนเจรจา BTSC-BEM ปรับระบบรับตั๋วแมงมุม

สนข.พร้อมชงครม.ตั้งบริษัทบริหารจัดการและบำรุงรักษาระบบตั๋วร่วมหรือตั๋วแมงมุม (CTC) ชั่วคราว ก่อนเจรจารถไฟฟ้า 4 สาย ปรับระบบเก็บเงินรองรับตั๋วร่วมแมงมุม ยอมรับรถไฟฟ้าใต้ดินยากสุด เพราะเป็นสายทางเก่า ระบบซับซ้อน และมีความถี่สถานีสูง

นายเผด็จ ประดิษฐเพชร  ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดตั้งบริษัทบริหารจัดการและบำรุงรักษาระบบตั๋วร่วมหรือตั๋วแมงมุม (Common Ticketing Company หรือ CTC) ว่า ขณะนี้สนข.อยู่ระหว่างการดำเนินการใน 3 เรื่อง คือ 1. การดำเนินงานในระยะเร่งด่วนก่อนการจัดตั้ง CTC ซึ่งจะมี 3 หน่วยงานเข้าร่วม ประกอบด้วย สนข. ธนาคารกรุงไทย และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดยล่าสุด สนข.ได้จัดทำรายละเอียดเสร็จแล้วอยู่ระหว่างรายงานไปยังกระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ทั้งนี้หาก ครม. ให้ความเห็นชอบ ทั้ง 3 หน่วยงานดังกล่าวจะมาทำหน้าที่เจรจากับผู้ให้บริการรถไฟฟ้า 4 สายทาง เพื่อปรับระบบจัดเก็บค่าโดยสารให้รองรับตั๋วแมงมุม โดยเริ่มที่การลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) รถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-เตาปูน (รฟม.รับผิดชอบ) รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์ (บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือ รฟฟท. รับผิดชอบ) รถไฟฟ้า BTS (บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC รับผิดชอบ) และรถไฟฟ้าใต้ดิน (บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM รับผิดชอบ)

สำหรับการปรับระบบจะมี 3 ขั้นตอน คือ การชี้แจงทำความเข้าใจกับเจ้าของสายทางว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง โดยคาดว่าจะใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ จากนั้นเข้าสู่การติดตั้งระบบ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน และสุดท้ายคือ การทดสอบระบบอย่างน้อยอีก 2 เดือน

อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการปรับระบบรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นงานที่ยากที่สุด เพราะเป็นสายทางเก่า มีระบบเก็บเงินที่ซับซ้อนมาก และมีความถี่สถานีสูง ส่วนอีก 3 สายทางนั้นไม่มีปัญหา เพราะสายสีม่วงเป็นสายทางใหม่จึงติดตั้งระบบใหม่ได้ง่าย รถไฟฟ้า BTS ก็คุ้นเคยกับการใช้ระบบตั๋วร่วมอยู่แล้วและเป็นผู้รับงานวางระบบตั๋วร่วมในโครงการนี้ด้วย ขณะที่แอร์พอร์ตเรลลิงก์มีความถี่สถานีไม่มาก

สิ่งที่เรากังวลมากสุดคืองานด้านเทคนิค ที่ต้องปรับระบบจัดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้า 4 สายนี้ให้รองรับบัตรแมงมุม ซึ่ง 3 สายทาง คือ สีม่วง BTS และแอร์พอร์ตเรลลิงก์ไม่มีอะไรต้องกังวล เหลือแต่รถไฟฟ้าใต้ดิน เพราะเป็นสายทางเก่า ระบบเก็บเงินมีความซับซ้อนสูงมาก และมีสถานีเยอะ จึงถือเป็นงานยาก และใช้เวลานานด้วย แต่เราได้ประสานและหารือกับ BEM มาโดยตลอด ทางเอกชนก็พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่นายเผด็จ กล่าว

ทั้งนี้มีรายงานข่าวแจ้งว่าการปรับปรุงระบบดังกล่าวน่าจะแล้วเสร็จช่วงกลางปี 2560 ดังนั้นการให้บริการรถตั๋วแมงมุมรถไฟฟ้า 4 สายทางจะเริ่มได้ในช่วงกลางปีหน้าเช่นกัน  แม้ก่อนหน้านี้กระทรวงคมนาคมเคยคาดการณ์ว่าเริ่มใช้ตั๋วแมงมุมได้ปลายเดือนมกราคม 2560

นายเผด็จ กล่าวอีกว่า  เรื่องที่ 2 ที่ สนข.จะดำเนินการ คือ การเสนอรูปแบบรัฐและเอกชนลงทุนร่วมกัน (PPP) เพื่อจัดตั้ง CTC ด้วยการให้ BTSC และ BEM เข้าร่วม โดยกระบวนการ PPP จะแล้วเสร็จภายใน 9 เดือน หรือประมาณกลางปี 2560 CTC ก็จะเริ่มทำงานได้ ส่วนเรื่องที่ 3 คือ การเสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการตั๋วร่วม ซึ่งประเทศไทยยังไม่เคยมี คือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ....ซึ่งยกร่างเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างการนำเสนอไปตามขั้นตอนการตรากฎหมาย คาดว่าจะแล้วเสร็จกลางปี 2560 เช่นกัน

ก่อนหน้านี้นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ  ผู้อำนวยการ สนข. เปิดเผยว่า ในการจัดตั้ง CTC นั้น ภาครัฐจะถือหุ้นไม่เกิน 50% เพื่อมิให้เป็นรัฐวิสาหกิจ โดยมี 3 หน่วยงาน คือ กระทรวงการคลัง รฟม. และ รฟฟท. สำหรับสัดส่วนที่เหลือเป็นเอกชน คือ BTSC และ BEM โดยรถไฟฟ้าทั้ง 4 สายทาง จะเสียค่าปรับระบบสายทางละ 100 ล้านบาท ซึ่งสำหรับสายสีม่วงนั้น BEM ดำเนินการติดตั้งระบบตั๋วร่วมไปแล้ว ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะเก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียว

ยอมรับว่าเราอาจไม่สามารถเก็บค่าแรกเข้าแค่ 1 ครั้งได้ โดยแต่ละระบบก็จะเก็บค่าแรกเข้าของตัวเอง แต่เรื่องนี้ สนข.จะพยายามเจรจากับเอกชนทั้ง 2 รายว่าจะสามารถยอมเก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียวได้หรือไม่ และต้องเจรจาด้วยว่าจะมีส่วนลดอะไรให้ผู้โดยสารบ้าง เพราะเมื่อใช้ตั๋วร่วมแล้วค่าโดยสารโดยรวมก็ควรลดลง ซึ่งเอกชนก็จะได้ประโยชน์ตรงที่มีผู้โดยสารเพิ่มเข้าระบบมากขึ้น เพราะตั๋วร่วมมีความสะดวกแถมถ้าราคาเดินทางโดยรวมถูกลง ประชาชนก็จะหันมาใช้บริการรถไฟฟ้ามากขึ้นแน่นอนนายชัยวัฒน์  กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น

 

 

 

ข่าวพัฒนาสาธารณูปโภค อื่นๆ