Loading

ภาษีที่ดินสะดุด สะเทือนแก้เหลื่อมล้ำ-รายได้รัฐ

วันที่ : 11 ตุลาคม 2559
ภาษีที่ดินสะดุด สะเทือนแก้เหลื่อมล้ำ-รายได้รัฐ

เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ภาษีที่ดินสะดุดสะเทือนแก้เหลื่อมล้ำ-รายได้รัฐ

การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวเรือใหญ่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของคนจนกับคนรวยในประเทศให้ลดลง

ในช่วงต้นของการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา มีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ แต่เกิดกระแสการต่อต้าน จากผู้ที่มีบ้านอยู่อาศัยที่จะต้องมีภาระภาษีในส่วนนี้ จากที่ไม่เคยต้องจ่าย ทำให้รัฐบาลต้องเบรกการเก็บภาษีที่ดิน เพื่อลดแรงต้านดังกล่าวลง แต่สุดท้าย ครม.ก็เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ไปรับรายละเอียดใหม่ไม่ให้กระทบกับผู้ที่มีบ้านอยู่อาศัย และอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

สาระสำคัญร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ต้องการแก้ไขปัญหาการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเดิมที่มีความซ้ำซ้อน ทำให้เกิดการกระจายใช้ประโยชน์ที่ดินมากขึ้นโดยเฉพาะที่ดินว่างเปล่า เพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บภาษีและเพิ่มรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่เป็นผู้เก็บภาษี

ทั้งนี้ ในร่างกฎหมายมีการกำหนดเพดานอัตราภาษีไว้ 4 ประเภท โดยเก็บจากมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ได้แก่ 1.ที่ดินเกษตรกรรม อัตราเพดาน ภาษี 0.2% แต่ยกเว้นสำหรับที่ดิน 50 ล้านบาทแรก  2.ที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย อัตราเพดานภาษี 0.5% ยกเว้นบ้าน 50 ล้านบาท

3.ที่ดินเพื่อพาณิชยกรรม อัตราเพดานภาษี 2% เริ่มเก็บตั้งแต่มูลค่า 20 ล้านบาทขึ้นไป และ 4.ที่ดินรกร้างว่างเปล่า อัตราเพดานภาษี 5% เริ่มเก็บจากภาษีที่ดินที่ไม่ทำประโยชน์ 1-3 ปี

ประโยชน์ที่คาดว่าได้จากการเก็บภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ได้แก่ 1.ลดความเหลื่อมล้ำ ผู้มีทรัพย์สินมูลค่าสูงก็ต้องเสียภาษีมากกว่าผู้ที่มีน้อย 2.เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีของ ท้องถิ่น กระตุ้นให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดิน ลดปัญหาการกักตุนที่ดินเพื่อเก็งกำไรและกระจายการถือครองที่ดิน 3.เพิ่ม รายได้ให้กับท้องถิ่น โดยมีการประเมินว่าในปีแรกที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ท้องถิ่นจะเก็บภาษีนี้ได้ 6.42 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่เก็บได้ 3.83 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว และ 4.ทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการบริหารบ้านเมืองของ อปท.มากขึ้น

ทั้งนี้ การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะให้เริ่มในวันที่ 1 ม.ค. 2560 แต่ทว่าปีนี้เหลือเวลาอีก 3 เดือนเท่านั้น และร่างกฎหมายยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงทำให้การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใช้ไม่ทันตามกำหนด

วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง ออกมาระบุว่า การพิจารณากฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องใช้เวลาการพิจารณาอย่างเร็ว 3-4 เดือน แสดงให้เห็นว่ากฎหมายออกมาใช้ไม่ทันปี 2560 เพราะตอนนี้ยังกำหนดไม่ได้ว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาจะต้องใช้เวลาพิจารณาอีกแค่ไหน มีการแก้ไขสาระสำคัญหรือไม่ หากมีการแก้ไขกระทรวงการคลังก็ต้องพิจารณาว่ารับการแก้ไขกฎหมายได้หรือไม่ หลังจากนั้นต้องเสนอให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบ ก่อนส่งให้ สนช.พิจารณาออกมาบังคับเป็นกฎหมาย

ดังนั้น การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจึงเริ่มใช้ไม่ทัน 1 ม.ค. 2560 อย่างเร็วก็ต้องเป็นต้นปีหรือกลางปี 2560

นอกจากนี้ การเก็บภาษีที่ดินยังมีปัญหาในเรื่องการประเมินราคาที่ดินของกรมธนารักษ์ ที่ต้องมีการประเมินเป็นรายแปลงทั้งหมด 32 ล้านแปลง ซึ่งมีการประเมินราคาที่ดินรายแปลงในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และในเมืองใหญ่ได้ 12.9 ล้านแปลง ยังเหลือที่ดินที่ต้องประเมินราคารายแปลงถึง 19 ล้านแปลง ที่คาดว่าจะประเมินได้เสร็จในปี 2560 หรือต้นปี 2561

เมื่อดูจากการประเมินราคาที่ดินรายแปลง ก็จะทำให้การเก็บภาษีที่ดินเริ่มใช้ได้ปี 2561 ถึงแม้ว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้ได้ในปี 2560 ก็ต้องมีการขยายเวลาผ่อนผันการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อรอการประเมินราคาที่ดินรายแปลงให้ครบเสียก่อน

ดังนั้น ปัญหาการประเมินราคาที่ดินรายแปลง จึงกลายเป็นปัญหาใหญ่มากกว่าการออกกฎหมายการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งหากการประเมินราคาที่ดินรายแปลงไม่สามารถเร่งเครื่องได้ทัน ก็จะยิ่งทำให้การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างล่าช้าออกไป

ผลจากการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสะดุดทำไม่ทันตามกำหนด อันดับแรก คือ ทำให้การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนจนกับคนรวยในสังคมล่าช้าออกไป ซึ่งอาจจะทำให้รัฐบาลถูกวิจารณ์ว่าไม่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน

ที่ผ่านมารัฐบาลก็เคยถูกต่อว่าเรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำโดยการเก็บภาษีมรดก ว่าเป็นได้แค่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เพราะจากร่างกฎหมายที่เสนอให้ สนช.พิจารณา ให้มีการเก็บภาษีมรดกในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท ในอัตรา 10% แต่ สนช.มีการแก้ไขให้เก็บภาษีมรดกในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ในอัตรา 5% เท่านั้น ส่งผลให้การเก็บภาษีมรดกในทางปฏิบัติได้น้อยมาก จนไม่สามารถเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนจนและคนรวยในสังคมได้อย่างที่ควรเป็น

นอกจากนี้ การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างล่าช้า ยังส่งผลต่อฐานะการเงินการคลังของประเทศ ถึงแม้ว่าไม่กระทบกับการเก็บรายได้ของรัฐบาล เพราะ อปท.เป็นผู้จัดเก็บภาษี แต่ การที่ อปท.เก็บรายได้น้อยก็เป็นภาระ รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณให้กับ ท้องถิ่นมากขึ้น จากที่เดิมคาดว่า ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มจากการเก็บภาษีที่ดิน ทำให้รัฐบาลประหยัดเงินสมทบให้กับท้องถิ่น และนำเงินไปพัฒนาประเทศในด้านอื่น โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ยังต้องใช้เงินอีกจำนวนมาก

ดังนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างล่าช้า กระทบการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ และการเงินการคลังของประเทศ แต่เก็บได้ช้าดีกว่าเก็บไม่ได้เลย เพราะกฎหมายพิจารณาไม่ทันในรัฐบาลชุดนี้ เพราะมีผู้เสียประโยชน์จากการออกกฎหมายนี้จำนวนไม่น้อยพยายามทำให้กฎหมายนี้เป็นหมันให้ได้

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ