Loading

คอลัมน์ รู้ทันการลงทุน บล.บัวหลวง: SCC รับอานิสงส์โรดโชว์ เป้าหมายราคา 640 บ.

วันที่ : 28 กันยายน 2559
คอลัมน์ รู้ทันการลงทุน บล.บัวหลวง: SCC รับอานิสงส์โรดโชว์ เป้าหมายราคา 640 บ.

ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้พาคุณรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ และ คุณเชาวลิต เอกบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ การเงินและการลงทุน บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ไปพบกับนักลงทุนในประเทศ โดยภาพรวมส่วนใหญ่มีประเด็นความกังวลอยู่ 2 ประเด็น ได้แก่ 1. การเติบโตของกำไรปี 2560 อาจดูไม่มากนักเนื่องจากธุรกิจกลุ่มเคมิคัลส์ขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดแล้ว ในขณะที่กำไรจากธุรกิจซิเมนต์ยังคงชะลอตัวจากค่าเสื่อมราคาของโรงงานใหม่ และ 2. ความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนไม่ได้ตามเป้าหมาย โดยการเติบโตระยะยาวจะขึ้นอยู่กับการขยายตัวของธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนเป็นส่วนใหญ่และการลงทุนดังกล่าวส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบของการเข้าซื้อกิจการ ซึ่งกรอบเวลาและความสำเร็จอาจยากที่จะคาดการณ์

อย่างไรก็ตามเรามองว่าความกังวลทั้ง 2 ประเด็นได้สะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นแล้ว โดยตลาดคาดการเติบโตของกำไรในปี 2560 ที่เพียง 2% และปี 2561 ที่ 3% ในขณะที่มูลค่าหุ้นซื้อขายปัจจุบันอยู่ที่ระดับ PER เพียง 11.5 เท่า สำหรับปี 2559 และ 10.8 เท่าสำหรับปี 2560 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 12.7 เท่า ทั้งนี้หาก SCC ไม่สามารถเข้าซื้อกิจการได้ กระแสเงินสดอิสระที่เพิ่มขึ้นจากงบลงทุนที่ต่ำลงอาจส่งผลให้บริษัทปรับอัตราส่วนการจ่ายเงินปันผลสูงขึ้นจากปัจจุบันที่ 40% ซึ่งทำให้มีอัตราปันผลตอบแทนที่น่าสนใจมากขึ้น เราปรับเป้าหมายการลงทุนเป็นสิ้นปี 2560 ส่งผลให้ราคาเป้าหมายมาอยู่ที่ 640 บาท (จาก 580 บาท) ยังคงแนะนำ "ซื้อ"

สำหรับอุปสงค์ซีเมนต์ในประเทศมีแนวโน้มอ่อนตัวลงในไตรมาส 3/59 เนื่องจาก 1. เมกะโปรเจ็กต์หลายโครงการยังไม่เริ่มดำเนินการ 2. อุปสงค์จากกลุ่มที่อยู่อาศัยยังคงชะลอตัว และ 3. ฝนที่ตกหนักทำให้กิจกรรมการก่อสร้างชะลอตัว ผู้บริหารคาดการบริโภคซีเมนต์ลดลงเพียงเล็กน้อยในไตรมาส 3/59 แต่ค่อนข้างมั่นในว่าจะกลับมาฟื้นตัวหลังจากหมดฝนแล้วในไตรมาส 4/59 อุปสงค์การเติบโตสำหรับปี 2559 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 0-1% ส่วนปีหน้าคาดเติบโตแข็งแกร่งขึ้น จากการบริโภคในต่างจังหวัดที่ฟื้นตัวและโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่เริ่มดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารยังไม่ชี้แจงเป้าหมายของอุปสงค์การเติบโตปีหน้าเนื่องจากมีความเสี่ยงที่โครงการก่อสร้างต่างๆ ของรัฐบาลอาจไม่สามารถเริ่มได้ตามกำหนด อีกทั้งนักพัฒนาอสังหาจะยังรอดูจนกว่าจะมั่นใจว่าโครงการระบบขนส่งมวลชนจะดำเนินงานตามแผน

แม้ว่าธุรกิจซีเมนต์-วัสดุก่อสร้าง (CBM) ในประเทศจะฟื้นตัวปีหน้าตามอุปสงค์และราคาที่สูงขึ้น แต่การเติบโตระยะยาวนั้นอาจดูค่อนข้างต่ำ โดยจากนี้ไปธุรกิจซีเมนต์-วัสดุก่อสร้างในประเทศไทยจะไม่ได้โตจากปริมาณยอดขาย แต่โตจากอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นจากสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม อย่างไรก็ตามการเติบโตที่มาจากสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงอาจไม่มากนักเนื่องจากตลาดยังมีขนาดเล็ก

กำลังการผลิตเคมิคัลส์ใหม่เป็นปัจจัยหนุนการเติบโตระยะยาว: หลังจากเพิ่มกำลังการผลิตที่โรงงานจันทรา แอสซรี40% มาอยู่ที่ 1.3 ล้านตัน SCC กำลังพิจารณาลงทุนธุรกิจปลายน้ำเพิ่มเติมที่กำลังการผลิตอีก 4 แสนตัน ซึ่งน่าจะตัดสินได้ในเร็วๆ นี้เพื่อที่จะได้ประโยชน์จากวงจรขาขึ้นได้อย่างเต็มที่ ในระยะยาวโครงการปิโตรเคมี คอมเพล็กซ์ในประเทศเวียดนามจะเป็นปัจจัยสำคัญในการหนุนผลประกอบการ โดย SCC คาดว่าจะสรุปโครงสร้างผู้ถือหุ้นและต้นทุนโครงการได้ในสิ้นปี 2559 และจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2560 โดยโครงการจะใช้เวลาในการสร้างประมาณ 5 ปี เรามองว่าโครงการที่เวียดนามถือเป็นก้าวที่สำคัญนอกจากจะเป็นโรงแครกเกอร์แห่งแรกของประเทศ ซึ่งมีอุปสงค์ที่แข็งแกร่งแล้ว การที่มีความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ (ใช้ก๊าซได้สูงสุดถึง 80%) จะช่วยให้ SCC บริหารสัดส่วนประเภทสินค้าเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดด้วยการบริหารจัดการร่วมกับโรงแครกเกอร์ 2 โรงในประเทศไทย

ที่มา : หนังสือพิมพ์ทันหุ้น

 

 

 

ข่าววัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ