Loading

มองความยั่งยืน IKEA สร้างสรรค์ชีวิตที่ดีกว่าในทุกวัน

วันที่ : 26 กันยายน 2559
มองความยั่งยืน IKEA สร้างสรรค์ชีวิตที่ดีกว่าในทุกวัน

"ความยั่งยืนของเราไม่ใช่ว่าเป็นเพียงแค่นโยบาย แต่เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับวิสัยทัศน์ และคำมั่นสัญญาในการดำเนินธุรกิจคือ การสรรค์สร้างชีวิตที่ดีกว่าให้กับคนทั่วไปในทุก ๆ วันด้วยการนำเสนอเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้านที่มีดีไซน์สวยงาม ในราคาที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้ ตลอดจนการช่วยเหลือชุมชนผ่านโครงการเพื่อสังคมและ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ"

"และคำว่าทุกคน ก็ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ลูกค้า แต่ยังรวมถึงโลกของเรา ชุมชน ที่เราอาศัยอยู่ พนักงาน ซัพพลายเออร์ ตลอดจนวิธีการในทุกขั้นตอน ทุกกระบวน การผลิตเพื่อจะได้มาเป็นสินค้า"

อันเป็นคำกล่าวของ "ลาร์ช สเวนสัน" ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืนและการสื่อสาร บริษัท อิคาโน่รีเทล เอเชีย (ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ที่เล่าให้ฟังถึงแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนของอิเกีย (IKEA)

ทั้งนั้นเพราะ "ลาร์ช สเวนสัน"มองความยั่งยืนของอิเกียถูกฝังรากลึก อยู่ในวิสัยทัศน์ ทั้งยังเป็นภารกิจระยะยาว ไม่ใช่วันนี้ พรุ่งนี้เท่านั้น แต่หากเป็นเรื่อง ที่จะต้องทำให้ความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่ง ของทุก ๆ กระบวนการคิด และทำงาน ของอิเกีย ดังนั้นเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง ผมเชื่อว่าตำแหน่งของผมจะไม่มีแล้ว เพราะ ความยั่งยืนได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ของธุรกิจของเราโดยสมบูรณ์

ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้น สิ่งเหล่านี้ถือเป็น กระบวนการที่ต้องใช้เวลา ค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ เพื่อจะเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจของเราอย่าง เป็นธรรมชาติ ทำให้บทบาทหน้าที่ของทีมงาน ด้านความยั่งยืนในปัจจุบันคือพยายาม ที่จะริเริ่มและสนับสนุนกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้

"หากมองย้อนไป เมื่อ 70 ปีที่ผ่านมา ที่อิเกียถือกำเนิดขึ้น ตั้งแต่วันแรกในการ ดำเนินธุรกิจ เราให้ความสำคัญกับเรื่องของความยั่งยืน ไม่ใช่เพราะว่าอยาก จะเป็นองค์กรสีเขียวแต่เกิดจากความ ต้องการของลูกค้าที่ต้องการสินค้าที่มีราคา ย่อมเยา และสิ่งที่จะทำให้เป็นจริงได้คือ การประหยัดทรัพยากร การใช้วัตถุดิบให้ เกิดประโยชน์สูงสุด การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ที่ช่วยลดต้นทุนในการขนส่ง อาจกล่าวได้ว่า เราบริหารจัดการให้มีการใช้ทรัพยากรให้น้อย และคุ้มค่าที่สุด ส่วนหนึ่งเพื่อเพิ่มกำไรให้กับบริษัท ขณะเดียวกันก็ต้องส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดด้วย"

"ลาร์ช สเวนสัน" กล่าวเพิ่มเติมว่า รูปแบบความยั่งยืนของอิเกีย จึงไม่ใช่เพียงแค่ในกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่ต้องมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจะช่วย ให้ลูกค้าของเรามีชีวิตที่ยั่งยืนได้จากที่ บ้านอย่างไร ฉะนั้น ความยั่งยืนจึงเป็น 1 ใน 5 องค์ประกอบหลักในการดีไซน์สไตล์อิเกีย (Democratic Design) ซึ่งประกอบด้วย

หนึ่ง รูปทรง (Form) เพื่อโลกที่สวยงาม และน่าอยู่ รูปทรงมิใช่แค่ความงามของสิ่งของ แต่ยังหมายถึงชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อบ้านดูสวยงาม และรื่นรมย์

สอง ประโยชน์ใช้สอย (Function) เพื่อชีวิตประจำวันที่สะดวกสบาย และเปี่ยมด้วยความหมาย ประโยชน์ใช้สอยมิได้จำกัดแค่สิ่งของนั้น ๆ หรือใช้งานได้ดีเพียงใด แต่ยังหมายถึงชีวิตประจำวันลงตัวมากขึ้น

สาม คุณภาพ (Quality) เพื่อความคงทน และยิ่งใช้นาน ยิ่งสวยงาม คุณภาพมิใช่แค่ความทนทาน หรือการรับประกันนาน 10 ปี แต่หมายถึงชีวิตดี ๆ เมื่อเฟอร์นิเจอร์และของใช้ในบ้านทนทานการใช้งานในชีวิตประจำวัน

สี่ ความยั่งยืน (Sustainability) เพื่อแสดงความรับผิดชอบ และช่วยลดผลกระทบ ต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืนมิใช่แค่การผลิตสินค้าที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังหมายถึงการช่วยให้กิจวัตรประจำวันของเราดีต่อโลกมากขึ้น

ห้า ราคาย่อมเยา (Low Price) เพื่อให้ทุกคนซื้อสินค้าดี ๆ ได้ ความย่อมเยาไม่ใช่แค่ราคาสินค้า แต่ยังหมายถึงชีวิตที่ดีกว่า เมื่อมีเงินเหลือไว้ใช้จ่าย

"นอกจากองค์ประกอบทั้ง 5 ประการ เรายังคิดต่อไปอีกว่าเมื่อสินค้าออกมาแล้วจะวางขายอยู่ในสโตร์ได้อย่างไร รวมถึงการขนส่งจะเป็นรูปแบบใด เพื่อให้สินค้าใช้วัตถุดิบและแพ็กเกจจิ้งให้น้อยที่สุด เราจึงออกแบบ Flat Pack ขึ้นมา เพื่อให้สามารถขนส่งได้อย่างสะดวก มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะทำให้ประหยัดค่าขนส่ง และค่าน้ำมัน"

การออกแบบสโตร์ของอิเกียจึงเน้นให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ นำเอาพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ และที่สำคัญการเลือกทำเลที่ตั้ง โดยให้ลูกค้าสามารถเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงการจัด Shuttle Bus ให้บริการรับ-ส่งให้ลูกค้ามาที่อิเกียได้พร้อม ๆ กันในปริมาณมาก ๆ อีกด้วย

ในส่วนของขยะที่เกิดจากการปฏิบัติงาน กว่า 70% จะถูกนำไปรีไซเคิล จะมีเพียงแค่ 30% เท่านั้นที่ถูกนำไปเผาขยะอย่างถูกวิธี โดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งแม้ว่าในส่วนนี้จะใช้ งบประมาณค่อนข้างสูง แต่ก็ต้องทำ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าขยะถูกนำไปแปรรูป  เป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้งานต่อไป

ในส่วนของซัพพลายเออร์ และการเลือกวัตถุดิบ มีการถ่ายทอดความรู้ และฝึกอบรม เพื่อให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของ อิเกีย ซึ่งมี IWAY ที่ถือเป็นข้อระเบียบในการทำงาน และการตรวจสอบของ ซัพพลายเออร์ที่จะต้องปฏิบัติตาม เช่น การ เลือกใช้ไม้ มีข้อกำหนดว่าจะต้องใช้ไม้จากป่าที่มีการปลูกทดแทน ต้องตรวจสอบได้ถึงแหล่งที่มาของไม้ได้ การไม่ใช้แรงงานเด็ก และการไม่ใช้แรงงานเป็นทาส เป็นต้น

"กระบวนการเหล่านี้ถือว่าต้องใช้เวลา และต้องเป็นคนที่มีแนวคิดแบบเดียวกัน ซึ่งบางครั้งมีซัพพลายเออร์บางรายไม่ ต้องการทำงานกับเรา เพราะทำกับเจ้าอื่น ก็ได้เงินเท่ากัน แต่มีซัพพลายเออร์ อีกหลายรายที่ชอบทำงานกับอิเกีย เพราะได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และเข้าถึง ลูกค้าระดับสากลง่ายขึ้นซึ่งเรามีการ ตรวจสอบซัพพลายเออร์ทุก ๆ ปีว่ามี การปฏิบัติการ IWAY ครบถ้วนหรือไม่"

อีกทั้งผู้ให้บริการจากภายนอก ทั้ง รปภ., ผู้ให้บริการขนส่ง, ตัวแทนจำหน่ายอาหารที่ใช้เป็นวัตถุดิบในห้องอาหารอิเกีย ก็ต้องมี IWAY เช่นกันอีกด้วย

"ลาร์ช สเวนสัน" กล่าวต่อว่า อิเกียยังมองถึงชุมชน ซึ่งมีผู้คนอีกจำนวน ไม่น้อยที่ไม่สามารถเข้าถึง หรือซื้อสินค้า ของอิเกียได้ ทำให้มีการหาวิธีการที่จะช่วย พัฒนาชุมชนที่ยากไร้ และด้อยโอกาส ที่ไม่ใช่แค่การบริจาคสิ่งของ หรือให้เงินแล้วจบ แต่เราจะนำความเชี่ยวชาญของอิเกียเข้าไป ช่วยพัฒนาชุมชนด้วย

"ตัวอย่าง เช่น ความร่วมมือกับโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเข้าไปถ่ายทอดความรู้ด้านกระบวนการผลิต การออกแบบที่ได้มาตรฐานสากล และเป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม ซึ่งเราได้ชักชวนเขาไปศึกษา และดูกระบวนการทำงานขั้นตอนต่าง ๆ ที่อิเกีย สวีเดน พร้อมกับร่วมกันออกแบบผลิตภัณฑ์คอลเล็กชั่นต่าง ๆ จากนั้นอิเกียจะซื้อผลิตภัณฑ์ทั้งหมดในราคาที่สมเหตุสมผล เพื่อนำไปจำหน่ายในอิเกีย สวีเดน, เยอรมนี, สวิตเซอร์แลนด์, ออสเตรีย, สิงคโปร์ และมาเลเซีย"

"การทำแบบนี้ แม้วันหนึ่งอิเกียหยุดซื้อสินค้าของดอยตุง เขาก็ยังสามารถอยู่ได้ และมีลูกค้าใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนี่เป็น ตัวอย่างหนึ่งในการช่วยเหลือชุมชนเพื่อให้ เขาอยู่ได้อย่างยั่งยืน และการทำงานแบบนี้ เราทำมาก่อนที่จะเริ่มเปิดสโตร์ในประเทศไทย อีกทั้งยังนำรูปแบบความร่วมมือไปต่อยอดในการช่วยเหลือชุมชนในประเทศอื่น ๆ อย่างอินเดีย และอินโดนีเซียด้วย"

ถึงตรงนี้ "ลาร์ช สเวนสัน" บอกว่า อิเกีย ตั้งเป้าเป็นผู้นำในเรื่องของความยั่งยืน โดยจุดประกายให้ทุก ๆ คนหันมาใส่ใจในเรื่องความยั่งยืน เพราะถือเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับทุกคน และเป็นสิ่งที่ภาครัฐ ภาคเอกชน ต้องร่วมกันแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งอิเกีย ไม่ต้องการทำเพราะถูกบังคับ แต่เราต้องการเป็นผู้นำให้ทุก ๆ คนเห็นถึงความสำคัญในสิ่งที่เราทำ

"เราจึงต้องพยายามทำต่อไป เพื่อสร้างสรรค์สินค้า และเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ลูกค้านำไปใช้เพื่อตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนต่อที่บ้าน โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดขายของสินค้าประเภทดังกล่าว จากปัจจุบัน 1.5-2% ให้เป็น 10% ของยอดขายทั้งหมดภายใน 5 ปีข้างหน้า"

"ที่สำคัญ จะต้องถ่ายทอดเรื่องความยั่งยืนไปให้ลูกค้ามากขึ้น เพื่อต้องการสร้างการมีส่วนร่วม ดังเช่น กิจกรรม Green Life @Home ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 15-16 ตุลาคมนี้ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการ ซึ่งภายในงานจะมีเวิร์กช็อปมากมายที่จะนำเสนอไอเดียการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงาน รู้จักใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และช่วยประหยัด ค่าใช้จ่าย ซึ่งล้วนเป็นไอเดียง่าย ๆ ที่ทุกคน สามารถทำเองที่บ้านได้"

อีกทั้ง กิจกรรมนี้ Green Life @Home ไม่เพียงแค่จัดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังจัดในประเทศสิงคโปร์ และมาเลเชีย อีกด้วย

ทั้งนั้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าการใช้ชีวิตเพื่อให้เกิดความยั่งยืนสามารถเริ่มต้นเอง ที่บ้านได้ เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ยังทำให้คุณภาพ ชีวิตภายในครอบครัวเกิดความสุขอย่างยั่งยืนอีกด้วย

นับเป็นการสรรค์สร้างชีวิตที่ดีกว่าให้กับคนทั่วไปในทุก ๆ วัน อย่างแท้จริง

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

 

 

 

ข่าววัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ