Loading

ชำแหละแผนกู้ลงทุนปี'60 ธปท.เตือนอย่าหลุดเป้า-ปิดเสี่ยงค่าเงิน

วันที่ : 26 กันยายน 2559
ชำแหละแผนกู้ลงทุนปี'60 ธปท.เตือนอย่าหลุดเป้า-ปิดเสี่ยงค่าเงิน

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้เห็นชอบ "แผนบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2560" โดยแผนบริหารหนี้ฯดังกล่าวได้กำหนด "วงเงินดำเนินการ" รวมทั้งสิ้น 1,560,746.24 ล้านบาท แบ่งเป็น การก่อหนี้ใหม่ จำนวน 614,979.17 ล้านบาท หรือ 39.40% ของวงเงินดำเนินการทั้งหมด และการบริหารหนี้เดิม ที่ประกอบด้วย การปรับโครงสร้างหนี้และการบริหารความเสี่ยงหนี้เดิมอีกจำนวน 945,767.07 ล้านบาท หรือคิดเป็น 60.60% ของวงเงินดำเนินการทั้งหมด

ทั้งนี้ แผนบริหารหนี้ฯดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 ไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2560

ย้อนไปก่อนหน้านี้ คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ที่มี "อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์" รมว.คลัง เป็นประธานกรรมการได้เสนอแผนบริหารหนี้ฯดังกล่าว โดยยึดตามกรอบในการพิจารณาครอบคลุมทุกด้านของการบริหารจัดการหนี้สาธารณะ คือ ทั้งกรอบความยั่งยืนทางการคลัง สภาพคล่องของระบบการเงิน และกรอบการดำเนินงานตามกฎหมาย โดยประมาณการว่า จากแผนบริหารหนี้ฯดังกล่าวจะทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ตอนสิ้นปีงบประมาณอยู่ที่ 45.5% ซึ่งต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ไว้ไม่เกิน 60% ขณะที่ภาระหนี้ต่องบประมาณ คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 8.9% ต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดภาระหนี้ต่องบประมาณไว้ไม่เกิน 15%

ที่สำคัญ การจัดทำแผนบริหารหนี้ฯครั้งนี้ ได้คำนึงถึงนโยบายที่สำคัญต่าง ๆ ของรัฐบาล ได้แก่ การลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

โดย "สุวิชญ โรจนวานิช" ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) บอกว่า การกู้เงินสำหรับโครงการลงทุนต่าง ๆ ในปีงบประมาณ 2560 นั้น มีวงเงินทั้งสิ้นราว ๆ 100,000 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของการกู้เงินในประเทศนั้นยืนยันว่าไม่มีปัญหา เพราะสภาพคล่องยังมีเพียงพอ

"สภาพคล่องยังมีอยู่มาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บอกว่า มีมากกว่าที่เรามีความต้องการกู้อีกเยอะ โดยเวลาประชุมแผนจะมีการนำตัวเลขมากางดูกัน ซึ่งบอกได้เลยว่าสภาพคล่องมีเพียงพอ" ผู้อำนวยการ สบน.กล่าว

ทั้งนี้ จากแผนบริหารหนี้ฯที่ ครม.เห็นชอบ จะพบว่าการกู้เงินสำหรับโครงการลงทุนที่สำคัญ จะอยู่ใน 3 รายการหลัก ๆ ได้แก่ 1) การกู้เงินเพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและระบบขนส่งทางถนน ระยะเร่งด่วน 15,700 ล้านบาท

2) การกู้เงินเพื่อโครงการลงทุนของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จำนวนทั้งสิ้น 30,567.85 ล้านบาท มีทั้งการที่รัฐบาลกู้ในประเทศ และกู้ต่างประเทศ มาให้ รฟม.กู้ต่อ  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการลงทุนสร้างรถไฟฟ้า อาทิ รถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน หัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ, รถไฟฟ้าสายสีเขียวแบริ่ง-สมุทรปราการ, รถไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และรถไฟฟ้าสายสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยมีนบุรี (สุวินทวงศ์) เป็นต้น

3) การกู้เงินเพื่อโครงการลงทุนของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จำนวนรวม 34,022.50 ล้านบาท ซึ่งโครงการที่รัฐบาลกู้มาให้ ร.ฟ.ท. กู้ต่อ เช่น รถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต, รถไฟฟ้าทางคู่ สายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย, รถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น, รถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ และรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ- หัวหมาก และสายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ -หัวลำโพง เป็นต้น

ขณะที่โครงการที่ ร.ฟ.ท.กู้เองและรัฐบาลค้ำประกันให้ ส่วนใหญ่เป็นการจัดหารถจักรดีเซล และขบวนรถโดยสารเชิงพาณิชย์

ส่วนโครงการลงทุนนอกเหนือจากนี้ เป็นการลงทุนขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) การเคหะแห่งชาติ (กคช.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การลงทุนของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งรัฐบาลค้ำประกันเงินกู้ให้

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลให้ข้อมูลว่า ครม.ได้สั่งให้กระทรวงการคลัง รับข้อสังเกตเพิ่มเติมของ ธปท.ไปพิจารณาดำเนินการ โดย ธปท.มีข้อสังเกตว่า การปรับลดวงเงินของแผนบริหารหนี้สาธารณะในอดีต มาจากการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ล่าช้าเป็นสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อความคืบหน้า ของแผนการลงทุนภาครัฐได้ ดังนั้น จึงควรลงทุนให้ได้ตามแผน

นอกจากนี้ ธปท.ยังเห็นว่า ควรมีการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนของหนี้ต่างประเทศภาครัฐให้เพียงพอ และการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นต่อการกู้เงินเพื่อดำเนินโครงการลงทุนระยะยาว เพื่อรองรับภาวะตลาดการเงินโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง

หวังว่าในปีงบประมาณนี้ การลงทุนโครงการของภาครัฐจะขับเคลื่อนได้ตามแผน เพื่อเป็นแรงหนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างที่ควรจะเป็นสักที

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ