Loading

กทพ.เร่งบูมเขต ศก.พิเศษ สอดรับนโยบายรัฐบาลต่อยอดรับ AEC

วันที่ : 15 สิงหาคม 2559
กทพ.เร่งบูมเขต ศก.พิเศษ สอดรับนโยบายรัฐบาลต่อยอดรับ AEC

การเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางนั้น กระทรวงคมนาคมในฐานะกำกับดูแลหน่วยงานอย่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) หน่วยงานที่รับผิดชอบการก่อสร้างโครงการทางด่วนพิเศษ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงโครงข่ายถนนเข้าสู่ทางด่วน และขณะนี้รัฐบาลยังให้ความสำคัญเรื่องของพัฒนาทางพิเศษเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยในการสัมมนาครั้งนี้ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดย "ณรงค์ เขียดเดช" ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้หยิบยกประเด็นการพัฒนาทางพิเศษเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่แม่สอดมานำเสนอ

นายณรงค์ เขียดเดช ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ระบุว่าการจัดสัมมนาสื่อมวลชน ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรม ที่ กทพ.จัดขึ้นเป็นประจำ เพื่อเป็นสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารและ ผู้สื่อข่าวรวมถึงเพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจในการดำเนินงานของ กทพ. ตลอดจนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่างๆ อย่างไรก็ตาม กทพ.ได้มุ่งเน้นที่จะแก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยดำเนินการสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นในการพัฒนาเครือข่ายระบบทางพิเศษให้เชื่อมโยงกันอย่างบูรณาการ ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน เชื่อมโยงทุกภูมิภาคต่อไป

สำหรับประเด็นเรื่องของการพัฒนาทางพิเศษเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างสำรวจและศึกษาความเหมาะสมของการพัฒนาโดยจะต้องเกิดประโยชน์อย่างสมบูรณ์ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ โดยตามแผนจะผลักดันให้ไทยเป็น 4แยกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่ตั้งอยู่บริเวณชายแดนทั้ง 4 ทิศ ประกอบด้วย ทิศเหนือที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย/ทิศตะวันตกที่ อ.แม่สอด จ. ตาก/ทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่ จ.มุกดาหาร และทิศใต้ที่ อ.สะเดา จ.สงขลา โดยพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้ในการดำเนินการ คาดว่าจะเป็นด้านทิศตะวันออก ที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโครงข่ายที่จะเชื่อมโยงไปยังทางพิเศษอื่นๆ และรอยต่อของด่านชายแดนทั้งหมดของไทยได้อย่างสะดวก

อย่างไรก็ตาม เส้นทางจากแม่สอดไปยังเมืองเมาะละแหม่งของประเทศเมียนมานั้น นับเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง East-West Economic Corridor ภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ที่เชื่อมระหว่างเมืองดานังของประเทศเวียดนาม ผ่าน สปป.ลาว และไทยมาสิ้นสุดที่ ประเทศเมียนมาเป็นระยะทางรวมประมาณ 1,450 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันเส้นทางจากจุดผ่านแดน อ.แม่สอด ไปยังเมียวดี

นั้นสภาพถนนเป็นถนนลาดยาง 6 ช่องจราจรแล้ว แต่เส้นทางจากเมียวดีต่อเข้าไปเมืองอื่นๆ ของเมียนมานั้นยังขาดการพัฒนา และเส้นทางบางช่วงมีลักษณะเป็นคอขวดทำให้การคมนาคมขนส่งสินค้าล่าช้า รัฐบาลไทยจึงได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือการขยายถนนระหว่างเมียวดี-กอกาเร็ก ในรัฐกะเหรี่ยง เป็นระยะทาง 45 กิโลเมตร จาก 1 ช่องจราจรเป็น 2 ช่องจราจร และเปิดใช้อย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อ 30 สิงหาคม 2558 ทำให้ในปัจจุบัน ถนนในบริเวณดังกล่าวสามารถวิ่งสวนกันได้จากเดิมที่ต้องเดินทางแบบสลับวันคู่วันคี่ ส่งผลให้การเดินทางและการขนส่งสินค้าสามารถทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้นจากที่ต้องใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมงก็เหลือเพียงประมาณ 45 นาที ในขณะที่ เส้นทางจากกอกาเร็กไปยังเมืองผาอัน เมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยง ระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร

ยังไม่ได้รับการปรับปรุงจึงทำให้ไม่สะดวกต่อการขนส่งสินค้า อย่างไรก็ดี เมียนมากำลังอยู่ระหว่างการดำเนินงานปรับปรุงเส้นทางดังกล่าว

โดยได้รับความช่วยเหลือด้านเงินทุนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 256นอกจากการพัฒนาถนน

จากเมียวดีเข้าไปยังเมียนมาแล้ว หนึ่งในการแก้ไขปัญหาจราจรแออัดบริเวณจุดผ่านแดนแม่สอด คือการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-เมียน หรือสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าที่มากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากการมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งคาดว่าจะเปิดใช้ได้ในปี 2560

ด้าน นายสมศักดิ์ คะวีรัตน์ ประธานหอการค้าจังหวัดตาก ระบุต่อว่า ความต้องการสินค้าของ ประเทศเมียนมา ยังเติบโตแข็งแกร่งสอดคล้องเศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับการที่ประเทศเมียนมา ทยอยลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอาเซียน จนรายการส่วนใหญ่ปรับลดเหลือ 5% แล้วในขณะนี้และจะลดเหลือ 0% ภายในปี 2561 ทำให้เป็นโอกาสของไทย รูปแบบการค้าส่วนใหญ่ระหว่าง 2 ประเทศเป็นการค้าชายแดน โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 4 ใน 5 ของการค้าระหว่างกันทั้งหมด ซึ่งมี อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นด่านที่มีการค้าสูงสุดกว่า 2 หมื่นล้านบาทในไตรมาสแรกของปีนี้

สำหรับมูลค่าการนำเข้า-ส่งออกสินค้าชายแดนแม่สอด-เมียวดี ในปีที่ผ่านมามีมูลค่าส่งออก-นำเข้าสินค้า รวม 68,000 ล้านบาท และสินค้าที่ผ่านแดนอีก 16,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นสูงในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้น 5-10% ต่อปี ซึ่งรัฐบาลควรเร่งที่จะปรับแก้ไขในเรื่องของศุลกากรในการอำนวยความสะดวกการนำเข้าและส่งออกสินค้า ควรที่จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากยังมีกฎระเบียบบางส่วนที่ยังใช้กฎแตกต่างกันอยู่ อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า หากมีการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษได้อย่างเต็มรูปแบบ จะส่งผลให้การค้าชายแดนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ควรที่จะเร่งพัฒนาในเรื่องการบริการการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ รวมถึงการแปรรูปสินค้าเกษตรต่อยอด เพื่อการส่งออกสินค้าชายแดนและทดแทนการนำเข้า

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับมูลค่านำเข้า ไตรมาสแรก มีมูลค่า 20,391 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 36 เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกลดลงอย่างมาก ทั้งนี้ ด่าน อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นด่านพรมแดนที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยไปเมียนมาสูงสุด ด้วยสัดส่วนร้อยละ 70 โดยผู้เชี่ยวชาญคาดว่า การค้าชายแดนด่านแม่สอดยังมีแนวโน้มส่งออกที่สดใสในปีนี้เนื่องจาก แม่สอด เป็นเสมือนเมืองคู่แฝด กับเมือง เมียวดีในรัฐกะเหรี่ยงของเมียนมา และเป็นประตูชายแดนสำคัญที่จะเชื่อมถึงเมืองเศรษฐกิจ เช่น ย่างกุ้ง และ เมาะละแหม่ง/ ปัจจุบัน ได้ขยายเวลาเปิดด่าน แม่สอด-เมียวดี ให้เร็วขึ้นเป็นเวลา 05.30-20.30 น. ซึ่งช่วยเอื้อให้เกิดความคล่องตัวในการค้าขาย/การเปิดใช้เส้นทางการเชื่อมโยงจากด่านแม่สอดเข้าสู่กอกะเร็กของเมียนมา ซึ่งมีส่วนเพิ่มความคล่องตัวทางการคมนาคมขนส่งได้อย่างมาก /และจากข้อมูลการค้าชายแดนล่าสุด ยังยืนยันภาพการเติบโตของด่านแม่สอดแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกปี 2559 นี้ การส่งออกชายแดนผ่านด่านแม่สอด ขยายตัวถึงร้อยละ 20 ด้วยมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท

สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปเมียนมา ครอบคลุมหลากหลายกลุ่มสินค้า ทั้งอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้าง และรวมถึงสินค้าขั้นต้นขั้นกลางเพื่อใช้ในทางอุตสาหกรรม เช่น เม็ดพลาสติก ที่เป็นสินค้าส่งออกดาวรุ่ง เนื่องจากเป็นที่ต้องการของเมียนมามากขึ้นจากการลงทุนภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในขณะที่เมียนมายังขาดแคลน เพราะยังไม่มีโรงกลั่นและโรงงานปิโตรเคมี

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

 

 

 

ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ