Loading

บูมศก.ตะวันออก1.5ล้านล้าน ประยุทธ์ ตรวจเขตศก.พิเศษวันนี้ เร่งใช้ อู่ตะเภา เชิงพาณิชย์

วันที่ : 22 มิถุนายน 2559
บูมศก.ตะวันออก1.5ล้านล้าน ประยุทธ์ ตรวจเขตศก.พิเศษวันนี้ เร่งใช้ อู่ตะเภา เชิงพาณิชย์

"คมนาคม"เร่งโครงสร้าง พื้นฐาน ตั้งเป้าพื้นที่ น่าลงทุนที่สุดในอาเซียน

"ประยุทธ์"ลงพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ตรวจแผนลงทุน1.5ล้านล้านบาทในระยะเวลา 5 ปี ดันสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานาชาติ ขณะ"อาคม"เร่งโครงสร้างพื้นฐานรองรับ หวังปั้นเป็นพื้นที่น่าลงทุนที่สุดในอาเซียน

วันนี้ (22มิ.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะจะเดินทางไปยัง จ.ระยองเพื่อตรวจความพร้อมของพื้นที่ลงทุนอุตสาหกรรมใน เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก

พื้นที่ ดังกล่าวรัฐบาลมีนโยบาย ผลักดันเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออกเพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และการพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทคตามแนวทางอุตสาหกรรม 4.0 ในระยะต่อไป

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบในการพัฒนาพื้นที่จะรายงานแผนพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยวงเงินลงทุนรวม 1.5 ล้านล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี โดยเป็น การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายใน ภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเงิน 5 แสนล้านบาท การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 4 แสนล้านบาท การพัฒนาเมืองใหม่ซึ่งมีสาธารณูปโภครองรับนักลงทุนได้แก่ โรงพยาบาล โรงเรียน ที่อยู่อาศัย วงเงิน 4 แสนล้านบาท และการพัฒนา การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และสุขภาพ วงเงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อเป็นตัวอย่างการพัฒนาอุตสาหกรรมและพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ในอนาคต

ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กระทรวงคมนาคมจะรายงานเรื่องแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกที่จะมีการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังระยะที่ 3 เพื่อรองรับการขยายตัวภาคอุตสาหกรรมและเชื่อมโยงกับท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย ตามแผนการพัฒนาแนวระเบียงเศรษฐกิจ East-West Economic Corridor

ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะรายงานแผนงานขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อสร้างการเติบโต S-Curve ซึ่งจะมีพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออกคือระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังอยู่ระหว่างการนำเสนอร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกให้กับนายกรัฐมนตรีพิจารณา

ในด้านความพร้อมของพื้นที่ที่จะ พัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งมีการจัดทำผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมแล้วประมาณ 15,000 ไร่ และมีพื้นที่ที่สามารถพัฒนาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมอีก 15,000ไร่

ส่วนการใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภาในเชิงพาณิชย์จะได้มีการรายงานนายกรัฐมนตรีถึงแนวทางการใช้ประโยชน์ร่วม (Joint Use) เพื่อให้ได้ประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจและ ความมั่นคง

ภารกิจอู่ตะเภา"ความมั่นคง-พาณิชย์"

พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วย โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่านายกรัฐมนตรี พร้อมคณะมีกำหนดการ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการพัฒนา ท่าอากาศยานอู่ตะเภาให้เป็นท่าอากาศยานพาณิชย์แห่งที่ 3 ปัจจุบันท่าอากาศยาน อู่ตะเภาเป็นท่าอากาศยานนานาชาติ ภายใต้ การบริหารของกองทัพเรือ ใช้ประโยชน์ ตอบสนองต่อภารกิจ 2 ด้านอย่างสมดุล ทั้งภารกิจด้านความมั่นคงและเชิงพาณิชย์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้แนวคิด "One Airport Two Missions"โดย การใช้งานสนามบินมีการเติบโตขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง

ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่และก่อสร้าง ลานจอดเครื่องบินด้านหน้าอาคารผู้โดยสาร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับ ผู้โดยสาร โดยวางแผนการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่1 (ปี2558-2560) เพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารเป็น 3 ล้านคนต่อปี

ระยะที่ 2 (ปี2561-2563) เตรียมการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับผู้โดยสาร 5 ล้านคน (บนพื้นฐานอัตราการเติบโตของปริมาณ การจราจรทางอากาศ 7%)

ระยะที่3 (หลังปี 2563 เป็นต้นไป) ศึกษา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่ (Landside และAirside)และสิ่งอำนวยความสะดวก ในการพัฒนาขีดความสามารถของท่าอากาศยานอู่ตะเภา ให้รองรับการเติบโตของกิจการ การบินในอนาคต

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะตรวจเยี่ยมโครงศูนย์ซ่อมอากาศยานแห่งที่ 2 (อู่ตะเภา) ของบริษัท การบินไทยจำกัด (มหาชน) และตรวจเยี่ยมชมความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา

จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะตรวจเยี่ยมท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ ก่อนจะเดินทางไปพบปะประชาชน ณ อาคารเอนกประสงค์ เทศบาลบ้างฉาง อำเภอบ้านฉาง และตรวจเยี่ยมชมโครงการ ก่อสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง (แนวกำแพงดินคอนกรีตเสริมเหล็ก) บริเวณหาดพยูน ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง และลดความเสียหายต่อแหล่งท่องเที่ยว สร้างประโยชน์ต่อชุมชน

"อาคม"เร่งคมนาคมรับเขตศก.พิเศษ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า แผนพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานภาคตะวันออกเพื่อ รองรับการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษนิวเอสเคิร์ฟ โดยระบุว่า การเดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ภาคตะวันออกครั้งนี้ กระทรวงคมนาคมจะรายงานความคืบหน้าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่าง เมือง(มอเตอร์เวย์) สายพัทยา-มาบตาพุด ระยะทาง 32 กิโลเมตร (กม.) ที่มีวงเงิน ลงทุนราว 2 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันได้ดำเนินการลงนามสัญญากับผู้รับเหมาที่ชนะ ประมูลสิทธิ์ รวมทั้งได้ทยอยลงพื้นที่ ก่อสร้างแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีโครงการลงทุนในส่วนของทางหลวงเส้นทางเชื่อมโยงไปยังพื้นที่ภาคตะวันออก และงานพัฒนาผิวทางของทางหลวง ซึ่งกรมทางหลวง(ทล.) รับหน้าที่พัฒนาและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกับแผนพัฒนารถไฟความเร็วสูง ที่เป็นความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น และจะมีการรายงานถึงความคืบหน้าของแผนศึกษา เส้นทาง ช่วงที่ 1 พุน้ำร้อน-กาญจนบุรีกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา-อรัญประเทศ และฉะเชิงเทรา-มาบตาพุด โดยในเส้นทางช่วงดังกล่าวจะพัฒนาจากกรุงเทพฯ- มาบตาพุด ระยะทางประมาณ 139 กม.

นายอาคม กล่าวว่า ความคืบหน้า พัฒนาของท่าอากาศยานอู่ตะเภา ขณะนี้ เปิดตัวเป็นท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์ แห่งที่ 3 แล้ว โดยแผนพัฒนาภายใน ท่าอากาศยานจะประกอบไปด้วย การ พัฒนาอาคารผู้โดยสารขยายการรองรับ การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมการบิน และศูนย์ซ่อมอากาศยาน

"ภาพรวมการดูแลของกระทรวง คมนาคมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาค ตะวันออกนี้ หลักๆ ก็จะเป็นงานที่กระทรวงฯ บรรจุไว้เป็นงานประจำปีงบประมาณอย่างเช่นเรื่องการพัฒนาถนนทางหลวง รวมไปถึง แผนงานที่บรรจุไว้ในโครงการระยะเร่งด่วนปี 2559"

ตั้งเป้าพื้นที่น่าลงทุนในอาเซียน

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงฯวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลไว้แล้ว โดยกำหนดพื้นที่ เป้าหมายระยะแรกที่จะต้องเร่งพัฒนา แนวเส้นทางโครงข่ายคมนาคมเข้าไปอำนวยความสะดวกคือฉะเชิงเทรา ชลบุรี และ ระยอง เนื่องจากเป็นพื้นที่เขตอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันมีนิคมอุตสาหกรรมพัฒนาแล้ว 19 แห่ง แต่พบว่ายังมีพื้นที่เหลือใช้งานได้ทันที 7,011 ไร่ และมีนิคมอุตสาหกรรม ที่กำลังพัฒนาอีก 11 แห่ง บนเนื้อที่ประมาณ 2 หมื่นไร่

แผนพัฒนาที่กระทรวงฯ รับผิดชอบ จะเน้นหลักวางเป้าหมายผลักดันให้พื้นที่ ภาคตะวันออกเป็นพื้นที่จูงใจการลงทุน ที่ดีที่สุดในอาเซียน ด้วยการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค เช่น รถไฟ รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ มอเตอร์เวย์ ท่าอากาศยาน

ผลักดันศูนย์ซ่อมอากาศยานใน2ปี

แหล่งข่าว กล่าวว่าแผนพัฒนา ท่าอากาศยานอู่ตะเภาจะมีระยะยาวกว่า 10 ปี แต่เบื้องต้นกระทรวงฯ จะผลักดันให้เกิด ศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภาก่อนภายใน 2 ปีนี้ จากนั้นจะเริ่มกิจกรรมการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน ซึ่งการลงทุนศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา มีการประเมินการลงทุนทั้งโครงการจะอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ 22%

สำหรับรูปแบบการลงทุนและบริหาร ที่เหมาะสมจะเป็นภาครัฐร่วมลงทุนกับเอกชน รายละเอียดคือจัดสรรที่ดินโดยภาครัฐ และแบ่งปันค่าเช่าพื้นที่ให้แก่สนามบินอู่ตะเภา ส่วนเอกชนจะเป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งอาคารและโรงงาน เครื่องมือและอุปกรณ์รวมถึงการให้บริการ

"หากการผลักดันเรื่องศูนย์ซ่อมประสบความสำเร็จแน่นอนว่าจะสร้างโอกาสให้ไทย เกิดกิจกรรมการลงทุนการผลิตชิ้นส่วน อากาศยาน (Original Equipment Manufacturer หรือ OEM )และก้าวสู่ การเป็นนิคมอุตสาหกรรมการบินตาม เป้าหมาย ซึ่งไทยเหมาะสมที่จะเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วน ลำดับที่ 3(Tier3)เช่น ชุดฐาน ล้อ ล้อและชุดเบรก และการผลิตวัสดุ คอมโพสิต ลำดับที่ 4(Tier4) เช่นยางเครื่องบิน คาร์บอนไฟเบอร์สำหรับผลิตปีกเครื่องบิน วัสดุตั้งต้นต่างๆ เป็นต้น เนื่องจากผู้ผลิตระดับนี้เน้นที่การบริหารต้นทุนและไม่ต้องการเทคโนโลยีระดับสูง"

ทั้งนี้ สำหรับแผนจัดตั้งศูนย์ซ่อม อากาศยานที่อู่ตะเภาวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาทนั้น จะแบ่งการลงทุนเป็น 3 ระยะ ระยะละ 5 พันล้านบาท ระยะที่ 1 ปี 2559-2561 ระยะที่ 2 ปี 2564 - 2566 และระยะที่ 3 ปี 2569-2571 ภายใต้นิคมอุตสาหกรรมอากาศยาน ครบวงจร หรือ Aeropolis :มหานครอากาศยาน โดยระยะแรกจะมีการก่อสร้างอาคาร สำหรับซ่อมเครื่องบิน (แฮงก้า) 2 หลัง รองรับเครื่องบินได้ 48 ลำต่อปี ระยะที่ 2 ก่อสร้างเพิ่มอีก 2 หลัง และระยะที่ 3 ก่อสร้างเพิ่มอีก 2 หลัง

คาดรองรับผู้โดยสารปีละ3ล้านคน

ด้าน พล.ร.ต.วรพล ทองปรีชา ผู้อำนวยการท่าอากาศยานอู่ตะเภา กล่าวว่าปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 มูลค่าราว 619 ล้านบาท มีความคืบหน้าแล้ว 99%ซึ่งเหลือเพียงการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก และจัดทำสะพานเทียบเครื่องบิน คาดว่าในช่วง 2-3 สัปดาห์หลังจากนี้จะดำเนินการแล้วเสร็จ เมื่อเปิดใช้งานก็จะสามารถรองรับ ผู้โดยสารได้เพิ่มอีก 1.5 พันคนต่อหนึ่งช่วงเวลา และสูงสุด 3 ล้านคนต่อปี

"ส่วนแผนพัฒนานิคมการบิน และศูนย์ซ่อมอากาศยาน ต้องชี้แจงว่าขณะนี้ทางอู่ตะเภาดำเนินการแบ่งสัดส่วนพื้นที่แล้วเสร็จ แต่ในส่วนของเงื่อนไขการลงทุนคงจะต้องเป็นมาตรการของบีโอไอ และกระทรวงอุตสาหกรรม ถึง ข้อกำหนดของการเช่าพื้นที่สิทธิ์ โดยนิคมการบินที่จะทำการผลิตชิ้นส่วนก็พบว่านิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่โดยรอบท่าอากาศยานมีความพร้อมอยู่แล้ว ขณะที่ศูนย์ซ่อมปัจจุบันการบินไทยก็มีพื้นที่อยู่ หากจะเริ่มลงทุนในเฟสต่อไปก็แล้วแต่แผนงานของนักลงทุน"

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ