Loading

จับตาร่างกม.ภาษีที่ดินฯ ในมือสนช.อาจเขย่าอีกรอบ...กระแสต้าน-หนุนยังอยู่

วันที่ : 13 มิถุนายน 2559
จับตาร่างกม.ภาษีที่ดินฯ ในมือสนช.อาจเขย่าอีกรอบ...กระแสต้าน-หนุนยังอยู่

ทีมข่าวเศรษฐกิจ

ความพยายามที่จะผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อทดแทนแทนภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นมหากาพย์ย่อมๆ ที่เดินทางมาเกือบถึงตอนจบแล้ว แม้เรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีแนวคิดที่มีมานาน และหลายรัฐบาลพยายามที่จะผลักดันมาตลอด แต่ไม่สามารถล้างอาถรรพ์ บ้างก็ว่าอำนาจจากมือที่ไม่เห็น ถูกตีตกมาโดยตลอด

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นอีกหนึ่งรัฐบาลที่พยายามจะผลักดันภาษีที่ดินฯออกมา ภายใต้โรดแมปการปฏิรูปภาษีทั้งระบบ ที่มีการปฏิรูปภาษีมรดก ภาษีบุคคลธรรมดาไปเรียบร้อยแล้ว ภาษีที่ดินฯจึงเป็นภารกิจต่อมา โดยกระทรวงการคลังยืนยันว่าจะผลักดันภาษีที่ดินฯให้ออกมาในรัฐบาลนี้ให้ได้

ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแล้วเมื่อ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา ตามที่กระทรวงการคลังเสนอด้วยเหตุผลช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม คือ ผู้มีทรัพย์สินมูลค่าสูงมีภาระต้องเสียภาษีมากกว่าผู้ที่มีทรัพย์สินมูลค่าต่ำเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

ล้างอาถรรพ์ดันร่างกม.ภาษีที่ดิน

สาระของภาษีที่ดินฯฉบับนี้ คือ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อปท.) กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาจะจัดเก็บภาษีเอง จากเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อาคารชุด และผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์สินของรัฐ เพื่อนำภาษีเหล่านี้มาพัฒนาท้องถิ่นโดยตรง มีการจัดเก็บภาษี 4 ประเภท คือ 1.เกษตรกรรม เพดานจัดเก็บ 0.2% 2.ที่อยู่อาศัย เพดาน 0.5% 3.พาณิชยกรรม เพดาน 2% และ 4.ที่รกร้างว่างเปล่า เพดาน 5% คาดว่าจะสามารถจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นกว่า 64,000 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันที่เก็บได้ปีละประมาณ 30,000 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ ชุดดูแลเศรษฐกิจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ โดย นายสมหมาย ภาษี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยพยายามผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ จะต่างกันที่การจัดเก็บภาษีบ้านพักอาศัย มูลค่าตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปต้องจ่าย ปรากฏว่ากระแสต้านจากประชาชนผู้มีบ้านพักอาศัยรุนแรงมาก กระทั่งรัฐบาลต้องถอยเก็บร่างกฎหมายฉบับนี้ไว้ก่อน

มาถึงปัจจุบัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชื่อ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ได้ผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างจากเริ่มเดิม โดยเฉพาะมูลค่าบ้านพักอาศัย จาก 2 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 50 ล้านบาท ไม่ต้องจ่ายภาษีที่ดิน แต่ต้องเป็นบ้านหลักหลังเดียว หรือหลังแรก ส่วนบ้านหลังที่สองขึ้นไป ต้องจ่ายภาษีตั้งแต่บาทแรกของมูลค่าบ้านเป็นขั้นบันไดของมูลค่าบ้านหลังที่สอง

หลายคนจึงสงสัยว่า การกำหนดมูลค่าบ้านที่ต้องจ่ายภาษีทำไมช่างต่างกันลิบลับ 2 ล้าน กับ 50 ล้าน เพราะกลัวกระแสต้านหรือไม่!

เรื่องนี้กระทรวงการคลังชี้แจงแล้วว่ามีสูตรการคำนวณ คือ นำพื้นที่บ้านที่กฎหมายลดหย่อนให้ไม่ต้องจ่ายภาษีอยู่แล้วมาคูณกับราคาที่ดินที่แพงที่สุดคือย่านสีลม

คำชี้แจงมีเหตุผลรับฟังได้หรือไม่ ต้องสอบถามกับผู้เกี่ยวข้อง

เชียร์แต่ขอละเอียดๆอุดช่องโหว่

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะอดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ให้ความเห็นว่า เห็นด้วยกับการจัดเก็บภาษีที่ดินฯ แต่รายละเอียดของร่างกฎหมายจำเป็นต้องอุดช่องโหว่ และอย่าทำเพียงแค่เป็นสัญลักษณ์ว่าได้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน แต่ต้องเอาจริงเอาจังกับเป้าหมายในการลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการถือครองทรัพย์สิน เพิ่มการกระจายความมั่งคั่ง มองภาษีที่ดินฯฉบับนี้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ระดับหนึ่งเท่านั้น หากต้องการลดความเหลื่อมล้ำมาก ต้องใช้อัตราก้าวหน้ามากกว่านี้ แต่ระยะต่อไปจะไปลดทอนการสะสมทุนและเพิ่มต้นทุนของภาคธุรกิจได้

"การกำหนดให้เก็บภาษีบ้านและที่ดินมูลค่าที่สูงเกินไป คือสูงกว่า 50 ล้านบาท อาจทำให้ผู้ที่มีทรัพย์สินน้อยกว่า มีรายได้น้อยกว่า เสียภาษีมากกว่าคนที่มีฐานะดีกว่าก็ได้ เช่น คนหนึ่งมีบ้านหลังแรกราคา 49 ล้านบาท ไม่เสียภาษี อีกคนหนึ่งมีบ้านหลังแรกราคา 3 ล้านบาท มีบ้านหลังที่สองซึ่งอาจเป็นส่วนต่อขยายหรือหลังติดกันราคา 5 ล้านบาท ต้องเสียภาษี อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องระวัง คือ การเก็บภาษีจากที่ดินทำเกษตรกรรม ต้องพัฒนากลไกที่ทำให้เกิดความเป็นธรรมทางด้านภาษีและประสิทธิภาพในการจัดเก็บ" นายอนุสรณ์ระบุ

ศูนย์อสังหาฯชี้จ่ายถูกกว่าภาษีรถ

อีกมุมหนึ่ง นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีที่ดินฯบ้านมูลค่า 50 ล้านบาทขึ้นไป มองว่ามีผลกระทบกับประชาชนน้อย เพราะส่วนใหญ่อยู่บ้านระดับราคาเฉลี่ย 2-4 ล้านบาท ส่วนบ้านระดับราคา 50 ล้านบาทขึ้นไปสัดส่วนมีน้อยมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านที่สร้างเอง เจ้าของมีฐานะและมีที่ดินอยู่แล้ว หรืออาจจะเป็นบ้านเก่าเรือนไทย บ้านตากอากาศหัวเมืองชายทะเล เป็นต้น

"คนส่วนใหญ่เมื่อได้ยินคำว่าภาษีคิดว่ามันจะไม่ดีไว้ก่อน แต่หากพิจารณาดูรายละเอียดอัตราการจัดเก็บภาษีต่ำมาก ผมเชียร์รัฐบาลเต็มที่ เพราะกฎหมายเก่า ล้าสมัย และไม่สอดคล้องความเป็นจริง ภาษีที่ดินฯทำให้ท้องถิ่นสามารถจัดเก็บภาษีเองได้ จ่ายภาษีที่ไหนก็นำมาพัฒนาพื้นที่ตรงนั้น มองว่ากฎหมายนี้มีความอะลุ้มอล่วยมาก และกฎหมายนี้ยังไม่บังคับใช้ทันที จะมีผลบังคับใช้ปี 2560 ทั้งยังมีข้อยกเว้นและการบรรเทาภาวะภาษี เช่น บ้านที่ได้จากมรดก ไม่เสียภาษี ส่วนที่ดินเปล่า ถ้าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์นำมาพัฒนาโครงการภายใน 3 ปี เก็บแค่ 0.05% หรือ ล้านละ 500 บาท ผู้ประกอบฯการก็พอใจ ทั้งนี้ คาดว่าคนรวยที่เก็บที่ดินเปล่าไว้น่าจะมีการปล่อยที่ดินออกมา ทำให้ผู้ประการฯมีโอกาสซื้อที่ดินได้มากขึ้น ราคาบ้านไม่ปรับขึ้นเร็วเกินไป เพราะต้นทุนสำคัญมาจากราคาที่ดิน หากมีที่ดินเปล่าถนนสุขุมวิท ราคาที่ดิน 2,000-3,000 ล้านบาท ก็ต้องคายที่ดินออกมา เพราะจ่ายภาษี 1% ก็คิดเป็นกว่า 20 ล้านบาทแล้ว ปีต่อไปต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีก" นายสัมมากล่าวนายสัมมากล่าวว่า ที่อยู่อาศัย หากเป็นบ้านหลังแรกที่ราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี ส่วนที่เกิน 50 ล้านก็เก็บเฉพาะส่วนที่เกิน เช่น บ้าน 60 ล้านบาท 50 ล้านแรกไม่เก็บภาษี เสียแค่ส่วนเกิน 10 ล้านบาท ในอัตราภาษี 0.05% ต่อปี หรือเก็บภาษีล้านละ 500 บาท บ้าน 60 ล้านบาท ก็จะเสียภาษีแค่ 5,000 บาทต่อปี ส่วนกรณีบ้านหลังที่สอง หากราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท เก็บอัตรา 0.03% หรือล้านละ 300 บาท เสียภาษีปีละ 1,500 บาทเท่านั้น ถือว่าไม่มากนักหากเทียบกับภาษีรถยนต์ที่ต้องเสียทุกปี เหตุใดจึงไม่ยอมเสีย หรือค่าส่วนกลางคอนโดมิเนียม หากขนาด 30 ตร.ม. จะเสีย ตร.ม.ละ 30 บาท เดือนหนึ่งเสีย 900 บาทแล้ว ปีหนึ่งก็ 10,800 บาทแล้ว ส่วนจะมีผลกระทบต่อกลุ่มที่ซื้อบ้านหลังที่สองเพื่อลงทุนให้เช่า อาจจะมีบ้าง แต่น่าจะไม่มากนัก เพราะภาษีต่ำอยู่แล้ว

ภาคอสังหาฯเสียงแตกทั้งหนุน-ต้าน

ด้านผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ นายชายนิด อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟ็ค จำกัด (มหาชน) หรือพีเอฟ กล่าวว่า กรณีบ้านหลังที่สองที่จะต้องเสียภาษี เนื่องจากภาครัฐน่าจะมองว่าการมีที่อยู่อาศัยหลังแรกก็น่าจะเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่อาศัยหลังที่สอง จึงเป็นเรื่องปริมาณการถือครองมากกว่าเรื่องมูลค่า

ดังนั้น คนที่มีบ้านหลังแรกแต่ไม่เกิน 50 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี แต่คนที่มีบ้านหลังแรก 3 ล้านบาท และซื้อบ้านหลังที่สองราคา 5 ล้านบาท ก็ต้องเสียภาษีหลังที่สองเป็นต้นไปถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ตาม กฎหมายอาจจะมีช่องโหว่ในกรณีที่จะย้ายบ้าน ซื้อบ้านหลังที่สองก่อนขายบ้านหลังแรก ต้องมีข้อกำหนดออกมาว่าควรจะเป็นอย่างไร จะต้องเสียภาษีบ้านหลังที่สอง ซึ่งต่อไปก็คือบ้านหลังแรกหรือไม่

ส่วน นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจ.เอส.พี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการบริษัท เจ.เอส.พี แอสพลัส จำกัด กล่าวว่า ควรทบทวนการเก็บภาษีบ้านหลังที่สอง มองว่าไม่ส่งเสริมให้คนมีที่อยู่อาศัยและไม่ส่งเสริมให้เกิดการออมตามนโยบายของภาครัฐ เพราะปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก นำเงินไปออมหรือฝากธนาคารได้อัตราดอกเบี้ยต่ำ หากการนำเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าและมีเงินออมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์มีความปลอดภัยมากกว่าที่จะนำเงินไปลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่น

'กสิกร'เชื่อปชช.ส่วนใหญ่ไม่กระทบ

ขณะที่ นายอลงกต บุญมาสุข ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อธุรกิจขนาดย่อม ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภาษีที่ดินฯยังไม่มีผลบังคับใช้ในปี 2560 อย่างไรก็ดี ประชาชนอาจจะมีความกังวลว่าจะมีผล กระทบในระยะยาว เพราะเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่เท่าที่ได้ศึกษาข้อมูลมองว่าจะไม่มีผลต่อผู้บริโภคส่วนใหญ่ เพราะมูลค่าบ้านน่าจะต่ำกว่า 50 ล้านบาทอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียภาษี

ส่วนคนที่มีบ้านที่ราคามากกว่า 50 ล้านบาทเป็นคนที่มีรายได้สูงอยู่แล้ว ส่วนการซื้อบ้านหลังที่สอง หากเป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยคงไม่มีประเด็นที่ต้องกังวล เมื่อขายหลังแรกออกไป หลังที่สองที่ซื้อมาก็นับว่าเป็นที่อยู่อาศัยหลังแรก ส่วนจะมีผลต่อการตัดสินใจซื้อบ้านหลังที่สองหรือไม่นั้น ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว พบว่าลูกค้ามีการตัดสินใจซื้อบ้านค่อนข้างนานอยู่แล้ว แม้ว่าจะเป็นบ้านหลังแรก ดังนั้นคนที่จะซื้อบ้านหลังที่สองเพื่อเก็งกำไรหรือลงทุน ก็ต้องมีการพิจารณาเงินในกระเป๋าว่ามีเพียงพอหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อลูกค้าที่กู้ซื้อบ้านหลังที่สองมีสัดส่วนน้อยมาก และธนาคารยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อบ้านหลังที่ 2 ขึ้นไป เพื่อป้องกันการซื้อเก็งกำไรด้วย

ความคิดเห็นจากหลายภาคส่วนยังมีแตกต่างกันไป แต่ภาษีที่ดินฯฉบับนี้ยังอยู่ในขั้นตอนคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านร่างเป็นกฎหมายบังคับใช้ต่อไป

จึงไม่แน่ว่า ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในปี 2560 เงื่อนไขที่ระบุในกฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลงก็เป็นได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด บทสรุปและตอนจบของภาษีที่ดินฯจะเป็นอย่างไร ยังต้องรอติดตามกันต่อไป

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

 

 

 

ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ