Loading

ตลาด วัสดุก่อสร้าง ส่งสัญญาณดี

วันที่ : 22 เมษายน 2559
ตลาด วัสดุก่อสร้าง ส่งสัญญาณดี

ไทวัสดุ -ดูโฮม-เมกาโฮม ประเมินสถานการณ์ตลาดวัสดุก่อสร้าง เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว ไทวัสดุคาดปีนี้ ตลาดรวมขยายตัว 5%  จากมูลค่าตลาด 4 แสนล้าน หลังรัฐเดินหน้าลงทุนเมกะโปรเจค ดันค่ายอสังหาฯลงทุนตาม ขณะสาขาจังหวัดชายแดน ยอดขายโตต่อเนื่อง

การเดินหน้าโครงการลงทุนภาครัฐ ที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการลงทุนรถไฟฟ้าสายต่างๆ ส่งผลให้เกิด การขยายตัวของชุมชนใหม่ ย่านชานเมือง ทำให้ธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ได้รับอานิสงส์  โดย 3 ค่ายผู้ประกอบการ วัสดุก่อสร้าง บอกตรงกันว่า ยอดขายเริ่มฟื้นตัว

นายกำชัย หลุยยะพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ผู้บริหารศูนย์ค้าวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน "ไทวัสดุ" ในเครือเซ็นทรัล ประเมินภาพรวมตลาดวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านของไทยในปีนี้ ว่ายังมีเติบโตประมาณ 5% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ตลาดทรงตัว หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดรวมที่ 3-4 แสนล้านบาท

ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเร่งผลักดันการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจค) ของรัฐ ทำให้เกิดการขยายตัวของชุมชนใหม่ๆ ในย่านชานเมือง รวมถึงตามแนวโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายต่างๆ โดยเฉพาะสายสีม่วง ซึ่งเกิดการย้ายเข้าอยู่อาศัยกว่า 5 หมื่นคน ทำให้เกิดการลงทุนโครงการอพาร์ทเมนท์ และคอนโดมิเนียม รองรับความต้องการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น

"จากการขยายตัวของการก่อสร้าง ทำให้เกิดความต้องการซื้อสินค้าในกลุ่มวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ทั้งในกลุ่มผู้เป็นเจ้าของบ้านที่ซื้อสินค้าเพื่อตกแต่งบ้าน และกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างตามมา"

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบในการดำเนินธุรกิจ ยังคงเป็นแรงกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงวิกฤติภัยแล้ง ที่กระทบต่อกำลังซื้อประชาชนในจังหวัดที่พึ่งพารายได้จากภาคการเกษตร โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบว่า ยอดขายต่อบิลลดลงเฉลี่ย 5-10% ขณะที่สาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ ยังไม่พบว่ามีการใช้จ่ายลดลง

นายกำชัย ยังกล่าวว่า จากปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่ยังพบว่าสาขาที่อยู่ในจังหวัดชายแดน ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นได้จากยอดขายจากสาขาเชียงใหม่ ในช่วงที่ผ่านมายอดขายเติบโตสูงถึง 20%

ขยายสาขาระมัดระวัง

ส่วนของแนวทางการขยายสาขาร้านไทวัสดุในปีนี้ จะเน้นในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยขยายเพียง 1 สาขา ได้แก่ สาขาพระราม 2 ภายใต้งบการลงทุน 600 ล้านบาท คาดว่าจะ เปิดให้บริการได้ในช่วงเดือน ก.ย. นี้ บนพื้นที่  2.2 หมื่นตร.ม. ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ขยายไป 2 สาขา ได้แก่ สาขาแจ้งวัฒนะ และสาขารังสิต ซึ่งเป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จากเดิมที่มุ่งเน้นขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง หรือเฉลี่ยปีละ 10 สาขาในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปัจจุบันมีสาขารวม 41 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นสาขากรุงเทพฯ และปริมณฑล 10 แห่ง และต่างจังหวัด 31 แห่ง

พร้อมกันนี้ในปีนี้ ยังได้ปรับปรุงสาขาเดิมอีก 4 สาขา รวมถึงคลังสินค้า ได้แก่ บางบังบัวทอง, ลำปาง, สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นไปตามแผนปรับปรุงสาขาที่มีอายุ 5 ปี ภายใต้งบประมาณ 400 ล้านบาท เพื่อให้ดูทันสมัย และนำเสนอสินค้าใหม่ๆ

ส่วนของรายได้ปีนี้ ตั้งเป้าว่าจะเติบโต 10% หรือมียอดขาย 2 หมื่นล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่ทำได้ 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตมาจากสาขาเดิมที่มีอยู่ ขณะที่สัดส่วนรายได้มาจากสาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล สัดส่วน 30-40% ของรายได้รวม

"ดูโฮม"แจงแข่งขันยังแรง

นางนาตยา ตั้งมิตรประชา รองประธานกรรมการบริษัท อุบลวัสดุ จำกัด ผู้บริหารศูนย์ค้าวัสดุและวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน "ดูโฮม" เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านของไทยปีนี้ มองว่าเติบโตต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่าสภาพการแข่งขันของตลาด ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นได้จากการขยายสาขาของผู้ประกอบการร้านวัสดุก่อสร้าง ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องรักษาฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่ ควบคู่กับการหาลูกค้าใหม่ๆ

พร้อมกันนี้มีแผนเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ภายในปลายปี 2560 เพื่อต้องการระดมทุนในการขยายธุรกิจโดยเฉพาะการขยายสาขาร้านดูโฮมในอนาคต

ในส่วนของแผนการขยายสาขาในปีนี้ ได้เปิดไปแล้ว 2 สาขา ได้แก่ สาขาบางบัวทอง และเชียงใหม่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ภายใต้งบการลงทุนรวม 4,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยสาขาละ 2,000 ล้านบาท จากปกติที่ขยายเพียง 1 สาขา

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนเปิดสาขาใหม่ในปีหน้า เพิ่มอีก 3 แห่ง ได้แก่ บางนาตราด, สุราษฎร์ธานี และพิษณุโลก ภายใต้งบลงทุนสาขาละ 2,000 ล้านบาท

"ปัจจุบันบริษัทมีที่ดินอยู่ในมือหลายแปลงกระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ชลบุรี, พิษณุโลก, สุราษฎร์ธานี, วังน้อย และหาดใหญ่ ซึ่งแต่ละแปลงมีพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 70 ไร่ และจะใช้เป็นพื้นที่ในการขยายสาขาต่อไป" นางนาตยา กล่าว

ในส่วนของรายได้ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทมีอัตราเติบโตไปแล้วกว่า 11-12% โดยมียอดขายหลักมาจากสาขาอุบลราชธานี นครราชสีมา รังสิต และขอนแก่น

อย่างไรก็ตาม ด้วยอัตราการเติบโตดังกล่าวทำให้บริษัทมั่นใจว่ารายได้ปีนี้จะสามารถทำได้ 2 หมื่นล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่ทำได้ 1.7 หมื่นล้านบาท

รุกออนไลน์เสริมหน้าร้าน

นายมารวย ตั้งมิตรประชา กรรมการบริหาร บริษัท ดูโฮม จำกัด เปิดเผยว่า ได้ขยายช่องทางขายใหม่ๆ โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ ที่ปัจจุบันถือว่าเป็นช่องที่สำคัญนอกเหนือจากช่องทางซื้อขายผ่านหน้าร้านแบบปกติ พร้อมกันนี้ได้ทุ่มงบ 200 ล้านบาท พัฒนาเว็บไซต์ www.dohome.co.th เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่

"เมกาโฮม"เผยตลาดเริ่มฟื้นตัว

ก่อนหน้านี้ นางสุพรศรี นาคธนสุกาญจน์  ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการและบริหารกลุ่มสินค้า บริษัท เมกา โฮม เซ็นเตอร์ จำกัด ร้านวัสดุก่อสร้างในเครือแลนด์แอนด์เฮ้าส์ เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกว่า เติบโต 10%  โดยเฉพาะการเติบโตจากสาขาในจังหวัดชายแดน ได้แก่ สาขาแม่สอด และหนองคาย  เนื่องจากลูกค้าจากประเทศเพื่อนบ้านข้ามฝั่งมาซื้อสินค้าในไทย

ส่วนภาพรวมกำลังซื้อพบว่าลูกค้าเจ้าของบ้านใช้จ่ายลดลง จากที่เคยใช้จ่าย 2,000 บาทต่อบิล ลดเหลือ 1,800-1,900 บาทต่อบิล ส่วนกลุ่มลูกค้าช่างรับเหมายังมีการซื้อสม่ำเสมอ หรือหลักหมื่นบาทขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมั่นใจกับเศรษฐกิจและมาตรการและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงโครงการเมกะโปรเจคต่างๆ ของภาครัฐ ประกอบกับ การลงทุนของผู้เกษียณอายุราชการที่หันมาทำโครงการอพาร์ทเมนท์ขนาดเล็ก ทำให้ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น

จากปัจจัยบวกข้างต้นทำให้บริษัทคาดการณ์ถึงตลาดวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้านปี 2559 จะยังคงมีแนวโน้มการเติบโตในทิศทางที่ดีขึ้น หรือเติบโต 3-5% คิดเป็นมูลค่าตลาดรวม 4 แสนล้านบาท แบ่งเป็น การขายผ่านโมเดิร์นเทรด อาทิ โฮมโปร และโฮมเวิร์ค มูลค่า 2 แสนล้านบาท และอีก 2 แสนบาท เป็นการขายผ่านร้านค้าวัสดุก่อสร้างทั่วไป แบ่งเป็นการขายผ่านร้านวัสดุก่อสร้างที่มีเชน เช่น เมกาโฮม, ไทยวัสดุ และดูโฮม ที่มีมูลค่า 1.3 แสนล้านบาท และที่เหลือ 7 หมื่นล้านบาท เป็นช่องทางร้านจำหน่ายวัสดุทั่วไป

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

ข่าววัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ