Loading

รายงานพิเศษ: 3กิจการเฮรับปักธงในเขตศก.พิเศษ

วันที่ : 20 มกราคม 2558
รายงานพิเศษ: 3กิจการเฮรับปักธงในเขตศก.พิเศษ

อนัญญา มูลเพ็ญ

          ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) นัดแรกของปี 2558 เมื่อ วันที่ 19 ม.ค. มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษ

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขาธิการ กนพ. กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานที่ประชุม ได้เร่งรัดเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษให้สามารถเริ่มลงทุนอย่างเป็น รูปธรรมในปีนี้อย่างน้อย 1 พื้นที่ ซึ่งที่ที่มีความ เป็นไปได้มากที่สุด คือ อ.แม่สอด จ.ตาก รองลงมาคือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

การประชุมนัดนี้ กนพ.เห็นชอบให้ขยายพื้นที่การส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะที่ 1 จากเดิม 5 จังหวัด ได้แก่ ตาก ตราด สระแก้ว สงขลา และมุกดาหาร 6 ด่านชายแดน เป็น 6 จังหวัด 7 ด่านชายแดน โดยเพิ่ม จ.หนองคาย ที่เดิมอยู่เฟส 2 เข้ามาอยู่ในกลุ่มแรก เนื่องจากมีศักยภาพเป็นประตูเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟฟ้าขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร หนองคาย-กรุงเทพฯ และเชื่อมจากหนองคายไปเวียงจันทน์ สปป.ลาวและจีน

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยได้เสนอพื้นที่เพิ่มเติม ได้แก่ จ.น่าน  จ.นครพนม จ.นราธิวาส อ.หาดใหญ่จ.สงขลา และจ.บึงกาฬ ซึ่งจะพิจารณาความเหมาะสม ก่อนนำเสนอต่อที่ประชุม กนพ. ซึ่งคาดว่าการประชุมในเดือน ก.พ. นี้น่าจะมีความชัดเจน

สำหรับประเด็นกิจการเป้าหมายเบื้องต้นที่จะได้รับการส่งเสริมในเขตเศรษฐกิจเพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมผลิตและแปรรูปอาหารสัตว์ โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ศึกษา รูปแบบบริหารสินค้าเกษตร ซื้อสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านมาแปรรูปให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น  รวมทั้งวางแผนการควบคุมปริมาณนำเข้าไม่ให้กระทบกับสินค้าเกษตรที่ผลิตในไทย

2.ศูนย์กลางการค้า และศูนย์การกระจายสินค้า และ 3.ร้านค้าปลอดอากร (Duty Free) ที่จะสำคัญมากขึ้น เนื่องจากประชาชน เดินทางระหว่างประเทศมากขึ้น ซึ่งแม็คโคร เทสโก้ สามารถขอรับส่งเสริมเพื่อตั้งกิจการในพื้นที่ได้

ทั้งนี้ กิจการทั้ง 3 ประเภทถูกลดการส่งเสริมตามแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ของบีโอไอ แต่สามารถได้รับการส่งเสริมเพิ่มขึ้น หากไปตั้งกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยในส่วนของกิจการกระจายสินค้าได้มีการหารือกับเอกชนรายใหญ่ เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์(ซีพี) เครือสหพัฒนพิบูล บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ (ไทยเบฟ) และ

บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน ซึ่งกลุ่มซีพีก็สนใจที่จะลงทุนการค้าและโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมแปรรูป ไทยเบฟพร้อมที่จะลงทุนศูนย์กระจายสินค้า

ส่วนสหพัฒน์พร้อมจะลงทุนด้านสินค้าที่อยู่ในซัพพลายเชนที่ส่งเสริมการผลิตสินค้าแบรนด์เนมต่างๆ

"การดึงให้เอกชน รายใหญ่ลงทุนก่อน ก็เพื่อดึงบริษัทลูกหรือซัพพลายเชนตามมา หากสามารถขยายไปลงทุนในฝั่งเพื่อนบ้านก็ได้สิทธิประโยชน์จีเอสพี จากนั้นจะเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์ โดยสร้างศูนย์กระจายสินค้าที่มาพักอยู่ที่ไทย เราก็จะได้ประโยชน์จากการส่งออกจากท่าเรือในไทยด้วย"

ขณะเดียวกัน หลังจากรัฐบาลได้ประกาศเขตพื้นที่ที่จะพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษไปแล้ว เอกชนได้สะท้อนว่าทำให้เกิดการเก็งกำไรราคาที่ดิน จนทำให้ราคาที่ดินในบางพื้นที่พุ่งขึ้นกว่า 10 เท่า จนอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่ ดังนั้น กนพ.ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการชุดที่มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะหน่วยงานกำกับกรมโยธาธิการและผังเมือง ไปศึกษารายละเอียด พร้อมหาพื้นที่ของภาครัฐที่จะสามารถจัดสรรให้กับนักลงทุนเช่าเพื่อจัดตั้งเขตนิคมอุตสาหกรรม โดยพื้นที่ดังกล่าวอาจเป็นป่าเสื่อมโทรม ป่าตามมติ คณะรัฐมนตรี หรือป่าสงวนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ รวมถึงที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์

นอกจากนี้ หากเอกชนไม่สามารถหาพื้นที่ในเขตที่กำหนดได้ แต่ต้องการลงทุน โดยขยับออกมานอกเขตและเป็นพื้นที่ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาแล้วว่าเหมาะสม เช่น มีสาธารณูปโภคพร้อมโดยรัฐไม่ต้องลงทุนเพิ่มด้านสาธารณูปโภค กนพ.ก็อาจจะพิจารณาประกาศเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติมให้ได้เช่นกัน

"เงื่อนไขการใช้ที่ดินของรัฐโดยเอกชน คงต้องดูเงื่อนไขว่ารัฐจะได้ประโยชน์อย่างไร ส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบให้เอกชนเช่า ซึ่งตามกฎหมายไทยจะให้เอกชนเช่าที่ดินของรัฐได้ในนามของบริษัท ระยะสัญญาเช่า 30-50 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศอื่นที่มีเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่มักให้สิทธิเช่า 50 ปี ดังนั้นไทยอาจใช้เช่า 50 ปี และต่อเวลาได้ 30 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับมาตรฐานสากล"

ส่วนประเด็นอื่นๆ นั้น ที่ประชุม กนพ.ยังได้เห็นชอบในหลักการแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากรในปี 2557-2559 แบ่งเป็นงบประมาณปี 2558 จำนวน 45 โครงการ วงเงิน 2,562 ล้านบาท ซึ่งจัดสรรงบประมาณปี 2558 ไว้แล้ว และในปี 2559 วงเงิน 7,924 ล้านบาท โดยมีโครงการที่จะดำเนินการทั้งหมด 79 โครงการ

พร้อมกันนี้ได้เห็นชอบเรื่องการบริหารจัดการที่ได้กำหนดไว้ใน 2 ระดับ ได้แก่ คณะกรรมการระดับนโยบาย โดย กนพ.เป็นผู้บริหารนโยบายมีฐานะเป็นคณะกรรมการระดับชาติ ที่มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายในการผลักดันนโยบายเรื่องต่างๆ ส่วนคณะกรรมการดำเนินการในระดับจังหวัด ขณะนี้ได้ประสานกับศูนย์ดำรงธรรมในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งจะสนับสนุนให้สำนักงานพาณิชย์ระดับจังหวัดมีส่วนช่วยในการผลักดันนโยบายนี้ด้วย โดยเฉพาะการจัดทำศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสในแต่ละพื้นที่ โดยให้ บีโอไอ สศช. กระทรวงการต่างประเทศ และ ศูนย์ดำรงธรรม ในการประสานงานในระดับจังหวัด

นอกจากนี้ มอบหมายให้กระทรวงแรงงานเร่งรัดการวางกฎเกณฑ์การเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมาประเทศไทย เพื่อรองรับการทำงานในอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้ความสำคัญเรื่องการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวในลักษณะแรงงานไป-กลับให้แล้วเสร็จ โดยเร็ว ควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านสาธารณสุข การศึกษาและความปลอดภัย

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

 

 

 

ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ