Loading

จี้คุมที่ดินเขตศก.พิเศษ แพงเว่อร์ 'สอท.'ชี้ลงทุนสุดฝืดธปท.สวน'หม่อมอุ๋ย'หั่น'จีดีพี'เหลือ0.8%ส่งออกพย.ยังติดลบ

วันที่ : 27 ธันวาคม 2557
จี้คุมที่ดินเขตศก.พิเศษ แพงเว่อร์ 'สอท.'ชี้ลงทุนสุดฝืดธปท.สวน'หม่อมอุ๋ย'หั่น'จีดีพี'เหลือ0.8%ส่งออกพย.ยังติดลบ

ตัวเลขส่งออก พ.ย.ติดลบ 1% ธปท.ปรับลดจีดีพีปีนี้ 0.8% เหตุเบิกจ่ายภาครัฐอืด

เอกชนจี้รัฐเบิกจ่าย-เชื่อศก.58ฟื้น

กรณีที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลในช่วง 3 เดือน รวมทั้งคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีประเทศไทยในปี 2557 เติบโตได้ราว 1% และประเมินว่าจีดีพีปี 2558 จะเติบโตได้ 4.5% ขณะที่เศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 ของปี 2557 จะเติบโตได้ 3% เนื่องจากปัจจัยบวก 3 ประการ ได้แก่ 1.การเบิกจ่ายงบประมาณ 2.การบริโภคครัวเรือนเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันลง 3.การลงทุนภาคเอกชน-เพิ่มขึ้นนั้น

นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้ฟื้นตัวดีขึ้น คาดว่าปี 2558 มีแนวโน้มสดใส เนื่องจากภาครัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ จะทำให้เม็ดเงินเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ประกอบกับมีแรงส่งช่วยหนุนให้เศรษฐกิจเติบโต คือ ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลงกว่า 50% อยู่ราว 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับลดลง ส่งผลต่อค่าขนส่งและค่าไฟฟ้าปรับลดลง ประชาชนมีรายได้เหลือจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ปีหน้าประเมินว่าการขยายตัวเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้มากกว่าคาดการณ์ที่ 4% จากการเร่งเบิกจ่ายภาครัฐ ประกอบกับราคาน้ำมันปรับลดลง ทำให้ต้นทุนลดลง

นายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น กล่าวว่า เศรษฐกิจช่วงไตรมาส 4/2557 ฟื้นตัวดีขึ้น นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาท่องเที่ยว ทำให้มีกำลังการใช้จ่ายเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากสถานการณ์การเมืองนิ่ง คาดว่าจะเห็นโมเมนตั้มนี้ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อในประเทศยังชะลอตัว ภาครัฐจะต้องกระตุ้นเให้เกิดการใช้จ่าย เร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อให้เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันลดลงส่งผลดีทำให้ต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์ลดลง ประชาชนมีเงินเหลือใช้จ่ายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามในช่วงไตรมาสแรก ปี 2558 ว่าจะเป็นอย่างไร และต้องติดตามปัจจัยเศรษฐกิจโลกด้วย

'กสิกร'แนะความเชื่อมั่นดันศก.

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเชื่อว่าการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐจะช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ยังกังวลเรื่องความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกจะกระทบต่อการส่งออกไทย มีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 70% ของจีดีพี มากกว่าการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐ การลงทุนของรัฐและเอกชน และการบริโภคภาคประชาชนและเอกชน การส่งออกของไทยปี 2557 จะติดลบ 0.1% ขณะที่การส่งออกปี 2558 จะเติบโต 3.5%

"การเร่งเบิกจ่ายภาครัฐจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นเพียงแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่สิ่งผลักดันเศรษฐกิจได้ดีคือ เอกชนต้องเกิดความเชื่อมั่นและกลับมาลงทุน หากเป็นเช่นนั้นจริงการที่ จีดีพีปี 2558 จะโตถึง 4.5% ได้ไม่ยาก ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2558 จะมาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.การส่งออกฟื้นตัว 2.การลงทุนภาครัฐเป็นรูปธรรมจนเอกชนเริ่มลงทุนตาม 3.การท่องเที่ยวมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องกลุ่มนักท่องเที่ยวรัสเซียประสบปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้กำลังซื้อลดลง

'เกียรตินาคิน'ชี้ปัจจัยเสี่ยงยังอื้อ

นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ธนาคารเกียรติ นาคิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขอดูความชัดเจนตัวเลขเศรษฐกิจก่อนปรับขึ้นหรือคงตัวเลขเศรษฐกิจ ประเมินว่าปี 2558 จะเติบโต 3.7% เพราะในปี 2558 ยังมีปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยบวกหลายประการยังไม่เกิดขึ้น เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการบริโภค ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงมีหลายประการ เช่น ภัยแล้งในไตรมาส 2/2558 อาจแล้งจัดเหมือนปี 2552 การลงทุน ภาครัฐต้องจับตาว่าจะเป็นไปตามแผนหรือไม่ รวมทั้งสถานการณ์การเมือง หลังคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และประชาชนจะเห็นชอบหรือไม่

"ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในปี 2558 จะลงต่ำสุดถึง 40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และจะมีราคาเฉลี่ยทั้งปี 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันโลกปรับลงจะไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยเท่าใดนัก เนื่องจากราคาน้ำมันในไทยยังมีส่วนต่าง เพื่อจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมัน นอกจากนี้ ราคาน้ำมันลงจะส่งผลให้ราคาพืชผลการเกษตรราคาลดลงด้วย ภาครัฐเร่งแก้เวลาการอนุญาตใบ ร.ง.4 เร็วขึ้นนั้นเป็นเรื่องดีทำให้เอกชนเริ่มลงทุน แต่การลงทุนจะเกิดขึ้นเมื่อเอกชนมั่นใจ ขณะที่โครงการรัฐหลายโครงการ เช่น สุวรรณภูมิเฟส 2 และโครงการรถไฟทางคู่ กลับยังไม่มีความชัดเจน" นายปิยศักดิ์กล่าว

ทีดีอาร์ไอเตือนเร่งเบิกจ่ายมากไป

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึงสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นสิ่งแรกที่รัฐบาลประกาศจะทำให้ได้ หลังออกแพคเกจกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งแรก แต่ต้องระวังการเบิกจ่ายของรัฐบาล หากเร่งรัดการเบิกจ่ายมากเกินไป ใน 2 ไตรมาสแรกของปี 2558 อาจไม่มีเงินเหลือสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นการอัดฉีดงบระยะสั้น น่าจะช่วยเศรษฐกิจประเทศได้ในระยะสั้นและเห็นผลที่สุด แต่การเบิกจ่ายงบประมาณจำนวนมาก ต้องดูด้วยว่าภาครัฐเบิกจ่ายงบกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยจริงหรือไม่

นายสมชัยกล่าวว่า ราคาน้ำมันโลกลดลง น่าจะช่วยประชาชนมีเงินเหลือใช้จ่ายซื้อของอื่น แต่ราคาลดลงขยับไปมาสะท้อนความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกเช่นกัน จะมีผลต่อภาคการส่งออกตามมา เช่น รัสเซีย รัฐบาลต้องหาวิธีรับมือเรื่องราคาน้ำมันจะส่งผลกับประเทศ เพราะทุกอย่างมีทั้งแง่บวกและลบ อยากเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผลักดันการส่งออกของประเทศให้เป็นประโยชน์มากกว่า เพราะปีนี้ภาคการส่งออกติดลบ ส่งผลต่อเศรษฐกิจประเทศ การลงทุนจากต่างประเทศในด้านความเชื่อมั่น ดังนั้น ปีหน้าทางรัฐบาลต้องปรับโครงการภาคการส่งออกใหม่เพื่อดึงศักยภาพการส่งออก ทั้งเอกชนและรัฐ สินค้าการบริการให้กลับมา

ส.อ.ท.เผยจีดีพีปี'57ลดลง

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยังมั่นใจว่า จีดีพี ในปี 2557 จะโตได้ระดับ 0.8% จากเดิมคาดว่า 0.8-1% สาเหตุตัวเลขจีดีพีลดลงเล็กน้อยมาจากการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐในหลายส่วนยังไม่ถึงเป้าหมาย ประกอบกับภาพรวมการส่งออกตลอดทั้งปีได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม มองว่าในช่วงไตรมาส 1 ปี 2558 เศรษฐกิจจะเติบโตเห็นได้ชัดเจน เพราะประชาชนจะใช้จ่ายมากขึ้นต่อเนื่องจากเทศกาลปีใหม่ การท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้น การส่งออกมีแนวโน้มดี แต่ยังคงต้องติดตามและผลจากราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง ทำให้ราคาขายปลีกในประเทศลดลงตามไปด้วย ทำให้ต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมถูกลง ราคาขนส่ง ราคาค่าไฟฟ้าถูกลง และปีหน้าปรับเงินเดือนข้าราชการ จะส่งผลให้ประชาชนมีกำลังในการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

นายสุพันธุ์กล่าวว่า สำหรับยอดการลงทุนได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นั้น คาดว่าจะเกิดขึ้นจริงในปี 2558 จากมูลค่าขอรับการส่งเสริมประมาณ 1 ล้านล้านบาท คาดว่าจะเห็นการลงทุนในปีหน้าประมาณ 60-70% หรือประมาณ 6-7 แสนล้านบาท จากอานิสงส์ดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัว

"เรื่องการลงทุนส่วนใหญ่น่าจะเป็นการขยายการลงทุน และบางโครงการอาจเลือกลงทุนบางส่วนก่อน จึงยังไม่เห็นการลงทุนตามมูลค่าที่ได้ขอกับบีโอไอไว้ เพราะยังมีเวลาในการลงทุน 2-3 ปี" นายสุพันธุ์กล่าว

จี้รบ.คุมราคาที่ดินศก.พิเศษพุ่ง

นายสุพันธุ์กล่าวว่า สำหรับการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 จังหวัด แม้เอกชนมีความสนใจจะเข้าไปลงทุนในหลายอุตสาหกรรม อาทิ อาหาร แต่ปัญหาที่พบคือราคาที่ดินขยับตัวสูงขึ้นมาก ทำให้ต้องชะลอการตัดสินใจ อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ ควบคุมราคาที่ดินตามอำนาจทางกฎหมาย อาทิ กำหนดให้เอกชนใช้ประโยชน์จากที่ดินในเขตเศรษฐกิจพิเศษภายใน 3 ปี หากไม่ดำเนินการรัฐบาลอาจใช้มาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นการใช้ที่ดิน เช่น การเก็บภาษีเพิ่มขึ้น มั่นใจว่าวิธีการนี้จะทำให้ราคาที่ดินไม่ขยับสูงเกินไป ทำให้การลงทุนเกิดความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ส่วนสิทธิประโยชน์ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น จะขอดูรายละเอียดอีกครั้ง แม้จะมีนโยบายออกมาชัดเชนแล้ว เพราะมีการบางประเด็นที่เอกชนมองว่ารัฐบาลน่าจะให้เพิ่มเติมได้

กรมบช.กลางชี้ศก.ภูมิภาคโต

นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ได้ประมาณการเศรษฐกิจภูมิภาค (76 จังหวัด) ประเมินจากคลังจังหวัดทั่วประเทศ คาดว่าปี 2558 มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2557 มาอยู่ที่ 4.7% (ประมาณการ 4.2-5.2%) โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ไปสู่ภูมิภาค มาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง นโยบายช่วยเหลือเกษตรกรของรัฐบาล และจำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมทั้งการปรับลดราคาน้ำมัน ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ การประกาศให้จังหวัดมุกดาหาร ตาก ตราด สงขลา และสระแก้ว เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ทำให้มูลค่าการค้าชายแดนในแต่ภูมิภาคปรับตัวดีขึ้น หากมองในมิติของกลุ่มจังหวัด ในปี 2558 คาดว่าทุกกลุ่มจังหวัดจะขยายตัวในอัตราเพิ่มขึ้นมาจากปี 2557 คาดการณ์ปี 2558 กลุ่มจังหวัดเติบโตสูง คือกลุ่มภาคใต้ตอนบนขยายตัวประมาณ 5.5-6.5% กลุ่มจังหวัดเติบโตน้อยที่สุดคือ จังหวัดภาคใต้ตอนล่างประมาณการ 2.1-3.1%

สินค้าเกษตรราคาร่วงฉุดศก.

นายมนัสกล่าวว่า เศรษฐกิจภูมิภาคมีขนาดเศรษฐกิจค่อนข้างใหญ่มูลค่าประมาณ 8.5 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 70% ของเศรษฐกิจไทย และมีการเติบโตของเศรษฐกิจในอัตราสูงกว่าเศรษฐกิจกรุงเทพฯในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และจะชดเชยการขยาย ตัวเศรษฐกิจไทยปีหน้า มีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ดีด้วย

นายมนัสกล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจภูมิภาค ปี 2557 คาดว่า จะสามารถขยายตัวได้ 2.8% ลดลงจากปี 2556 ขยายตัว 4.5% เป็นผลมาจากผลผลิตภาคการเกษตรชะลอตัวลง อีกทั้งราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับต่ำ ทำให้รายได้เกษตรกรลดลง แต่ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม หากมองในมิติของกลุ่มจังหวัด 9 กลุ่ม ในปี 2557 คาดว่าทุกกลุ่มจังหวัดจะขยายตัวในอัตราชะลอตัวลงจากปี 2556 จากผลการประมาณการปี 2557 กลุ่มจังหวัดที่มีการเติบโตสูงสุดคือ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง คาดว่าจะขยายตัว 3.7% และกลุ่มจังหวัดที่เติบโตน้อยที่สุดคือ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง คาดว่าขยายตัว 1.3%

ปีหน้ารากหญ้าช่วยดันศก.โต

นายสุวิทย์ สรรพวิทยศิริ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจภูมิภาค กรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ปีหน้าเศรษฐกิจรากหญ้าจะเป็นตัวช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้อย่างดี กลุ่มจังหวัดภาคใต้ตอนบนยังเป็นพระเอก แม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยลบราคาสินค้าเกษตรปรับลดลงต่อเนื่อง 2 ปี แต่ในไตรมาสแรกปีหน้าจะเห็นการฟื้นตัว จากขณะนี้มองว่าถึงจุดต่ำสุดแล้ว และเมื่อมีมาตรการรัฐเข้าไปช่วยเหลือจะเริ่มมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น อัตราเฉลี่ยการเติบโตภาคใต้ตอนบนอยู่ที่ 8-9% ต่อปี ขณะเดียวกันการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนจากภาครัฐไปยังพื้นที่จังหวัดใหญ่ จะทำให้เกิดเม็ดเงินลงทุนภาคเอกชนตามลงมา ไม่ว่าจะเป็นตามแนวพัฒนาโครงการรถไฟรางคู่หรือห้างสรรพสินค้า ส่งผลให้เกิดการจ้างงานและการบริโภคในภูมิภาคขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนปี 2557 มูลค่าการค้าชายแดนจะขยายเพิ่มขึ้นถึงระดับ 9.5 แสนล้านบาท และจะเติบโตได้ถึง 1 ล้านล้านบาท ภายในปี 2559 หรือเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 30% จากช่วง 5 ปีก่อนหน้า อีกทั้งกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (CLMV) กัมพูชา พม่า และลาว มีสัดส่วนการส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 8% ในปีนี้และปีหน้ามีสัดส่วนเพิ่ม 11%

คลังเผยสิทธิปย.เขตศก.พิเศษ

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังแจ้งว่า แนวทางการส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนด้วยการผลักดันให้ตั้งศูนย์กระจายสินค้าตามมติของ บีโอไอ กระทรวงการคลังกำลังรอหนังสืออย่างเป็นทางการว่าจะให้ดำเนินการอย่างไรบ้าง สำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและสิทธิประโยชน์ทางการเงินในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 เขตนั้น ประกอบด้วย 1.กรณีทั่วไป ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 20% เหลือ 10% ของกำไรสุทธิ สำหรับรายรับที่ได้จากการผลิตสินค้าและบริการในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ สำหรับกิจการที่ตั้งใหม่หรือส่วนขยายการดำเนินงานของโครงการเป็นเวลา 5 รอบระยะเวลาบัญชี บริษัทหรือโครงการจะต้องจัดตั้งและขอใช้สิทธิภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในช่วงเวลาที่กำหนด และสามารถประเมินผลกระทบของโครงการได้ 2.กรณีกิจการในบัญชีได้รับการส่งเสริมการลงทุน กิจการได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ หากเขตเศรษฐกิจพิเศษที่กิจการตั้งอยู่ในเขตจังหวัดทั่วไปจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามเกณฑ์ปกติ +3 ปี การได้รับสิทธิประโยชน์ตามเกณฑ์ปกติจะขึ้นกับประเภทกิจการเป็นหลัก 3.สิทธิประโยชน์ทางการเงิน ได้แก่ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่ผู้ประกอบการผลิตสินค้าและบริการในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และโครงการค้ำประกันสินเชื่อผ่านสถาบันการเงิน เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน

บีโอไอเล็งเปิดเขตฟรีโซน

นางหิรัญญา สุจิไนย รักษาการเลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ปี 2558 คาดว่าจะมีการลงทุนจริงหลายแสนล้านบาท ขึ้นกับความพร้อมของนักลงทุนแต่ละราย มติบอร์ดบีโอไอล่าสุดให้บีโอไอร่วมกับกระทรวงการคลังสนับสนุนจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 จังหวัด จะหารือร่วมกับกระทรวงการคลังโดยเร็ว เบื้องต้นอาจกำหนดให้มีเขตฟรีโซน เพื่อกระตุ้นให้นักลงทุนเข้ามาตั้งกิจการเอื้อให้อุตสาหกรรมเกิดขึ้นเร็ว ส่วนสิทธิประโยชน์บีโอไอพิจารณาจบแล้ว หากเป็นการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษจะได้รับการยกเว้นภาษีนิติบุคคลเพิ่มอีก 3 ปี จากสิทธิประโยชน์ตามยุทธศาสตร์การลงทุนที่มีอยู่แล้วแต่จะไม่เกิน 8 ปี

ส่งออก11เดือนติดลบ0.42%

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า การส่งออกเดือนพฤศจิกายน 2557 มีมูลค่า 18,568 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 1% เทียบเดือนพฤศจิกายนปี 2556 การนำเข้ามีมูลค่า 18,646 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 3.46% จึงเสียดุลการค้า 78 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ 11 เดือนแรกปี 2557 การส่งออกมีมูลค่ารวม 209,188 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 0.42% การนำเข้ามีมูลค่า 210,752 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 8.99% เสียดุลการค้า 1,563.9 ล้านเหรียญสหรัฐ สาเหตุการส่งออกเดือนพฤศจิกายนติดลบ 1% เนื่องจากกลุ่มสินค้าเกษตรติดลบ 8.5% โดยเฉพาะยางพารา ติดลบถึง 43% อาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป ติดลบ 11.6% ผัก-ผลไม้ ติดลบ 10.3% ไก่สดและแปรรูป ติดลบ 6.5% มันสำปะหลัง ติดลบ 3.6% ส่วนข้าวโต 12.2% และน้ำตาลโต 94.5% รวมถึงผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบโลกลดลงต่อเนื่อง ทำให้การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปติดลบ 34.2%

"เดือนพฤศจิกายนที่ขาดดุลการค้าตัวหลักมากจากการติดลบของน้ำมันสำเร็จรูป รายได้หายไป 433 ล้านเหรียญสหรัฐ และยางพารา รายได้หายไป 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ส่งออกดีขึ้นโต 2.7% ที่โตมากคือ ทองคำ โต 79.6% อัญมณีและเครื่องประดับโต 13% พลาสติก 5.8% รถยนต์ 4.4%" นางนันทวัลย์กล่าว

ทั้งปี'57ส่อติดลบซ้ำรอยปี'52

นางนันทวัลย์กล่าวว่า หากเดือนธันวาคมมีมูลค่าส่งออก 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกทั้งปี 2557 จะติดลบ 0.1% หากมูลค่าส่งออกได้ 19,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ตัวเลขส่งออกรวมจะเป็น 0% แต่หากมูลค่าส่งออกเท่าเดือนธันวาคมปีก่อนที่มีมูลค่า 18,500 ล้านเหรียญสหรัฐ จะติดลบ 0.4% สำหรับปี 2558 ยังคงเป้าหมายการเติบโต 4% ยอมรับว่าราคาน้ำมันโลกผันผวนและแนวโน้มขาลงจะกระทบต่อการส่งออก กำลังรวบรวมข้อมูลจากทูตพาณิชย์ทั่วโลก ถึงผลกระทบแง่บวกและแง่ลบ เพื่อนำมาประเมินการส่งออกใหม่ รวมกับภาคเอกชน การตั้งเป้าหมายโต 4% บนพื้นฐานอัตราแลกเปลี่ยน 32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และราคาน้ำมันโลกเฉลี่ย 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ผู้สื่อข่าวรายงาน หากดูตัวเลขการส่งออกคิดเป็นสกุลเงินบาท พบว่าเดือนพฤศจิกายน มูลค่าส่งออก 595,978 ล้านบาท เติบโต 2.94 % ช่วง 11 เดือน มูลค่า 6.7 ล้านล้านบาท เติบโต 6.08% อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน 32.78 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ภาคเอกชนไม่ได้วิตกต่อตัวเลขเป็นเหรียญสหรัฐติดลบ เพราะคิดเป็นค่าบาทยังเป็นบวกสูง อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับค่าบาทอ่อนช่วงกลางปีนี้ลงไปถึง 33.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ตอนนั้นการส่งออกเป็นบวก 9-13.4% มีแนวโน้มสูงการส่งออกปี 2557 จะติดลบ เพราะปกติมูลค่าการส่งออกเดือนธันวาคมจะน้อยกว่าพฤศจิกายน และมีโอกาสติดลบ 0.3-0.4% จะทำให้กลับมาติดลบอีกครั้งนับจากปี 2552

ธปท.ปรับลดจีดีพีปีนี้0.8%

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ปรับประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจหรือจีดีพีในปี 2557 อยู่ที่ระดับ 0.8% จากระดับ 1.5% เนื่องจากการส่งออกและการบริการไม่ค่อยดีมากนัก รายได้ภาคเกษตรตกต่ำและมีภาระหนี้ครัวเรือน การเบิกจ่ายของภาครัฐล่าช้า ส่วนปี 2558 คาดว่าจะเติบโตระดับ 4% จากเดิม 4.8% เพราะการบริโภคของเอกชนค่อยๆ ฟื้นตัว มีการลงทุนโครงการด้านโทรคมนาคมและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวขึ้น

"ปี 2558 จีดีพีจะเติบโต 4% ถือว่าไม่สูง เนื่องจากฐานการเติบโตปีนี้ต่ำ ปัจจัยการลงทุนภาครัฐเป็นหลักกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของเอกชน ธปท.ประเมินจีดีพีไตรมาส 1 ปี 2558 ว่าจะเติบโตมากกว่า 4% เพราะการส่งออกฟื้นตัวช้าตามแนวโน้มเศรษฐกิจต่ำกว่าคาด ส่วนอัตราเงินเฟ้อปีหน้าน่าจะอยู่ประมาณ 0.5% จากเดิมคาดว่าจะเติบโต 0% จากราคาน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกลดลง" นายเมธีกล่าว

นายเมธีกล่าวว่า ธปท.ได้เสนอไปยังกระทรวงการคลังเพื่อใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไป จากปัจจุบันใช้กรอบเงินเฟ้อพื้นฐานในการกำหนดนโยบายการเงิน กรอบเงินเฟ้อเฉลี่ยไตรมาส 0.5-3% ต่อปี เป็นเป้าหมายนโยบายการเงินสำหรับปี 2557 ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) หากไม่ทันและต้องใช้กรอบเดิมก็ไม่ทำให้เกิดปัญหาแต่อย่างใด

เหตุการใช้จ่ายภาครัฐล่าช้า

รายงานข่าวแจ้งว่า รายงานนโยบายการเงินฉบับเดือนธันวาคม 2557 ระบุว่า จีดีพีในไตรมาส 4 ปี 2557 จะขยายตัวระดับ 2.7% จากการใช้จ่ายบริโภคของภาครัฐล่าช้า ส่งผลให้การลงทุนและบริโภคของเอกชนล่าช้าตามไปด้วย ด้านมูลค่าการนำเข้าปีนี้คาดเติบโตระดับ 7.5% ขณะที่ในปี 2558 คาดว่าจะเพิ่ม 4% ลดลงจากประมาณการก่อนหน้านี้ที่ 9.5%

ส่วนอัตราเงินเฟ้อนั้น ธปท.ประมาณการเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมราคาอาหารสดและพลังงาน) ปี 2557 ที่ 1.6% ขณะที่ปรับลดประมาณการในปี 2558 เหลือ 1.2% จากเดิม 1.3% และปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปปี 2557 เหลือ 1.9% จากเดิม 2.2% และในปี 2558 ที่ 1.2% จากเดิม 2.1% จากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง แม้เงินเฟ้อต่ำลงแต่ยืนยันว่าจะยังไม่เกิดภาวะเงินฝืด โดยปรับลดเป้าน้ำมันดิบดูไบปี 2557 ที่ 97.1 เหรียญต่อบาร์เรล และในปี 2558 เหลือ 70 เหรียญต่อบาร์เรล ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดปี 2558 จะเกินดุล 4.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากเดิม 0.7 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ปีนี้คาดว่าจะเกินดุล 8.6 พันล้านดอลลาร์ ลดลงจากเดิมขาดดุล 11.5 พันล้านดอลลาร์ ผลจากการนำเข้าลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ด้านดุลการค้าในปี 2558 จะเกินดุล 16 พันล้านดอลลาร์ จากปีนี้คาดว่าจะเกินดุล 21.9 พันล้านดอลลาร์

อำนวยปลื้มยางแตะ60บ.แล้ว

นายอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ราคายางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมอยู่ที่ 60.50 บาท/กก. เป็นไปตามเป้าหมายรัฐบาล ส่วนกองทุนมูลภัณฑ์กันชน (บัฟเฟอร์ สต๊อก) วงเงิน 20,000 ล้านบาท และรัฐบาลเบิกมาใช้เพื่อซื้อนำราคาตลาด ขณะนี้รับซื้อดันราคาได้ยางพารา 20,000 ตัน วงเงิน 1,300 ล้านบาท ถือว่าใช้เงินเพียง 1,300 ล้านบาท ก็สามารถพยุงราคายางสู่เป้าหมายแรกได้แล้ว และยังมีเงินเหลืออีกประมาณ 18,700 ล้านบาท เชื่อว่าสามารถบริหารจัดการยางพาราได้ไม่มีปัญหา ส่วนการขายออกวันที่ 26 ธันวาคม องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) จะส่งมอบยางพาราให้กับไห่หน่าน ประเทศจีน ล็อตแรก 2,000 ตัน จากเป้าหมาย 20,000 ตัน ตามที่ทำสัญญาซื้อขายกับจีนไว้ เมื่อขึ้นปี 2558 เป็นต้นไป กระทรวงเกษตรฯจะเร่งขับเคลื่อนกลไก 16 มาตรการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ อาทิ การจ่ายเงิน 1 พันบาทให้ชาวสวนยางครบถ้วน การให้สินเชื่อ 1 แสนบาทต่อครัวเรือนเพื่อประกอบอาชีพเสริม ให้มีการขับเคลื่อนเพื่อพยุงราคาและปรับโครงสร้างยางพารา ให้ชาวสวนยางและอุตสาหกรรมยางพาราเติบโตและมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน และในเดือนมีนาคม 2558 ทุกมาตรการต้องบรรลุผล กระทรวงเกษตรฯจะบรรลุเป้าหมายในการดำเนินการ

รง.ยางผ่านอนุมัติสินเชื่อ42ราย

นายสมชาย หาญหิรัญ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการยาง 1 หมื่นล้านบาท ว่าขณะนี้มีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราประมาณ 42 ราย เข้ามาสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านการตรวจสอบแล้ว มีวงเงินขอสินเชื่อรวมประมาณ 6.7 พันล้านบาท จะรวบรวมรายชื่อส่งไปยังธนาคารกรุงไทยวันที่ 30 ธันวาคมนี้ หากมีวงเงินเหลือจะนำมาให้สินเชื่อเพิ่มกับผู้เข้าร่วมโครงการอยู่แล้ว มั่นใจว่าจะใช้วงเงินสินเชื่อได้ครบตามกำหนด 1 หมื่นล้านบาท

"จากการประเมินจากทะเบียนโรงงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมแปรรูปยางพารามี 94 ราย ผ่านการคัดเลือก 42 ราย ผู้ไม่ผ่านการคัดเลือกส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นสูงกว่า 51% ทำให้ไม่ตรงกับหลักเกณฑ์และบางส่วนไม่ต้องการกู้ คาดว่าจะมีวงเงินสินเชื่อเหลืออยู่ 2-3 พันล้านบาท เพื่อนำมากระจายให้กับโรงงานเข้าร่วมโครงการเพิ่มให้ครบจำนวน 1 หมื่นล้านบาท จะพิจารณาตามศักยภาพการผลิตของเครื่องจักรและความสามารถในการเก็บสต๊อกยาง" นายสมชายกล่าว และว่า คาดว่าผู้ประกอบการจะได้รับสินเชื่อภายในไตรมาส 1 ของปี 2558 จะสามารถดูดซับยางพาราส่วนเกินออกจากระบบได้ประมาณ 2 แสนตัน จะช่วยยกระดับราคายางพาราได้บางส่วน ราคายางพาราปีหน้าจะสูงกว่านี้ เนื่องจากจะมีโรงงานแปรรูปยางพาราขนาดใหญ่จากจีนเข้ามาตั้งโรงงานในไทยเพิ่มอีก 3-4 โรงงาน และยังตั้งโรงงานและขยายกำลังการผลิตจากนักลงทุนไทยและชาติอื่นอีกหลายราย ประกอบกับคาดว่าราคาน้ำมันดิบไม่น่าจะต่ำกว่าระดับ 60-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ราคายางในตลาดโลกไม่น่าจะลดลงต่ำกว่านี้

นอภ.เรียกแกนนำยางนครศรีฯถก

ส่วนกรณีสมาคมผู้กรีดยางและชาวสวนยางรายย่อยแห่งประเทศไทยจะตั้งเวทีแสดงความคิดเห็นปัญหาราคายางพาราตกต่ำ กระทบกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อย ที่ตลาดถ้ำทอง อ.ถ้ำพรรณรา จ.นครศรีธรรมราช นั้นผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรังสรรค์ รัตนสิงห์ นายอำเภอถ้ำพรรณรา ได้เชิญแกนนำสมาคมผู้กรีดยางและชาวสวนยางรายย่อยแห่งประเทศไทย (ผรท.) และสมาชิกกว่า 10 คน เข้าร่วมหารือกันที่บ้านพักนายอำเภอถ้ำพรรณรา โดยมี พ.ต.อ.พิรุณ กลัดทอง ผกก.สภ.ถ้ำพรรณรา และ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเข้าร่วมหารือ

นายมนัส บุญพัฒน์ นายกสมาคม ผรท. กล่าวภายหลังการหารือว่า แถลงการณ์ฉบับที่ 2 ของชาวสวนยางผู้ด้อยโอกาส แสดงความคิดเห็นเป็นประชามติ ดังนี้ 1.ปัญหาราคายางพารา คณะทำงานของรัฐบาลจะต้องแก้ไขให้ราคาสูงขึ้นตามสภาพความเป็นจริง โดยไม่ซื้อเวลาด้วยการช่วยเหลือเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง 2.คณะทำงานของรัฐบาลต้องเป็นเอกภาพไม่ให้ข่าวบิดเบือนและชี้นำโดยความรู้สึกส่วนตัว ซึ่งไม่เป็นผลดีทางจิตวิทยาของตลาด 3.คณะทำงานของรัฐบาลต้องควบคุมราคาในตลาดและดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้ผู้รับซื้อเอกชนกำหนดกลไกการตลาดเองจนอยู่ในสภาพตลาดบิดเบี้ยว 4.ราคาที่ชาวสวนยางได้รับต้องไม่น้อยกว่า กก.ละ 60 บาทของราคาน้ำยางข้น ไม่ใช่ราคายางแผ่นรมควันที่รัฐบาลตั้งไว้ 5.การร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อเป็นประชามติของชาวสวนยางต้องสามารถกระทำได้ ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง รัฐบาลจะต้องไม่ให้ควบคุม จับกุม สลาย และทำร้าย จะถือว่าลุแก่อำนาจ ข่มเหงรังแกชาวสวนยาง จะประกาศยกระดับชุมนุมเพื่อขับไล่ผู้ลงมือกระทำและผู้สั่งการทันที

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

 

 

 

ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ