Loading

อสังหาฯลุ้นเหนื่อยกระตุ้นศก.ไม่ทันรอฟื้นปีหน้า

วันที่ : 23 กันยายน 2558
อสังหาฯลุ้นเหนื่อยกระตุ้นศก.ไม่ทันรอฟื้นปีหน้า

ผู้ประกอบการ ภาคอสังหาริมทรัพย์อาจจะคาดหวังว่า ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้อาจจะลืมตาอ้าปากกันได้บ้าง นั่นเป็นเพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลเร่งปูพรมออกมานั้น น่าจะเริ่มผลิดอกออกผลได้ทันในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ หลายๆ บริษัทเตรียมแผนลอนช์โครงการใหม่ในช่วงที่พีกที่สุดของปี เพื่อหวังโกยยอดขายในช่วงเวลาที่เหลือ แต่ก็คงต้องลุ้นกันเหนื่อยอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

สัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ให้ความเห็นว่า ในช่วงไตรมาส 4 คาดว่าตลาดจะยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง โดยอาจจะมีช่วงที่เอกชนจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโดฯ และช่วงเดือนสุดท้ายของปีนี้เท่านั้นที่อาจจะปลุกตลาดได้บ้าง แต่โดยรวมของไตรมาส 4 แล้ว จะสู้ไตรมาส 4 ของปีที่แล้วไม่ได้ แต่การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยคาดว่าจะยังเติบโตได้ 2-3% เนื่องจากมีโครงการสร้างเสร็จรอโอนอยู่เป็นจำนวนมาก แม้จะถูกปฏิเสธสินเชื่อไปบ้าง แต่ก็ยังมีอัตราเติบโตอยู่

"มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่อัดฉีดเงินเข้าระบบคงจะเริ่มเห็นผลจริงๆ ในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ซึ่งจะส่งผลด้านบวกให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีหน้ามากกว่า ขณะที่ปัจจัยบวกอื่นๆ ที่จะส่งผลต่อตลาดในปีหน้า" สัมมา กล่าว

ส่วนแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดนั้น เชื่อว่าอาจจะขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ซึ่งจะส่งผลให้เกิดเงินไหลออกจากประเทศในแถบเอเชียที่เป็นประเทศเศรษฐกิจใหม่กำลังพัฒนา แต่เชื่อว่าเฟดคงจะไม่กล้าขึ้นดอกเบี้ยเร็วเพราะมีบทเรียนมาแล้วจนทำให้เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ จึงคิดว่าจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยๆ ขึ้นอย่างช้าๆ เพื่อส่งผลดีกับตลาด

ทั้งนี้ หากดูจากการลงทุนในรอบ 8 เดือน และแนวโน้มอีก 4 เดือนที่เหลือ จะพบว่าตัวเลขโครงการเปิดขายใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลรอบ 8 เดือนของปี 2558 สำรวจโดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ พบว่า จำนวนบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่มีทั้งสิ้น 22,890 หน่วย ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ที่มีจำนวนโครงการเปิดใหม่ 32,040 หน่วย ถึง 29%

ขณะที่คอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ 8 เดือนแรกมีจำนวนทั้งสิ้น 41,100 หน่วย เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มีจำนวนคอนโดเปิดขายใหม่ 40,890 หน่วย ทำให้ตัวเลขรวมโครงการที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ 8 เดือน อยู่ที่ 63,990 หน่วย ลดลง 12% เมื่อเทียบกับ 8 เดือนของปีที่แล้ว ที่มีจำนวนโครงการเปิดขายใหม่รวม 72,930 หน่วย

ตัวเลขโครงการเปิดใหม่ล่าสุดนี้ สะท้อนการลงทุนของผู้ประกอบการในช่วงเวลานี้ได้เป็นอย่างดี โดย สัมมา ให้ความเห็นว่า ตัวเลขโครงการบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่ลดลงไปมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากคอนโดมิเนียมที่เกิดขึ้นตามแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่ออกไปในจังหวัดปริมณฑล แย่งตลาดบ้านจัดสรรไปส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ รถไฟฟ้าทำให้ราคาที่ดินเริ่มแพงขึ้น ที่ดินในการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบจึงหายากขึ้นไปด้วย

ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ค่อนข้างจะสวนกระแสกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว โดย มีจำนวนโครงการใหม่เพิ่มขึ้น 5% ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ บอกเหตุผลว่า เป็นเพราะในช่วงไตรมาส 1-2 มีการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมระดับบนกันค่อนข้างเยอะ ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวยังมีสูง ส่งผลให้ 8 เดือน คอนโดมิเนียมใหม่ยังโตอยู่เล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ใน 4 เดือนที่เหลือ คาดว่าคอนโดใหม่จะเปิดขายน้อยลงกว่า 4 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้วจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว ทำให้คอนโดเปิดขายใหม่ของปีนี้ทั้งปีไม่น่าจะเกิน 6.5 หมื่นหน่วย เช่นเดียวกับบ้านจัดสรรที่ผู้ประกอบการจะเน้นการพัฒนาโครงการที่เล็กลงทั้งปี จะมีโครงการบ้านจัดสรรเปิดใหม่ไม่เกิน 3.8 หมื่นหน่วย รวมแล้วจะมีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ในปีนี้ 103,000 หน่วย ลดลงประมาณ 14% จากปีที่แล้ว ที่มีโครงการเปิดใหม่ประมาณ 1.2 แสนหน่วย

สำหรับประเภทของโครงการบ้านจัดสรรที่เปิดตัวมากที่สุดในรอบ 8 เดือน คือ ทาวน์เฮาส์ โดยมีสัดส่วนถึง 62% หรือประมาณ 14,233 หน่วย จากโครงการที่เปิดขายทั้งหมด ขณะที่บ้านเดี่ยวมีสัดส่วน 29% หรือจำนวน 6,656 หน่วย พื้นที่กรุงเทพฯ มีการเปิดโครงการบ้านจัดสรรมากที่สุดในสัดส่วน 51% รองลงมาเป็นพื้นที่นนทบุรี 20% และปทุมธานี 13% ส่วนราคาที่เปิดขายมากที่สุด คือ 2-3 ล้านบาท สัดส่วน 39% 3-5 ล้านบาท 24% และ 1-2 ล้านบาท 14% และเป็นที่น่าสังเกตว่าบ้านจัดสรรราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ไม่มีโครงการเปิดขายในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลแล้ว

ในส่วนโครงการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ ประเภท 1 ห้องนอน มีสัดส่วนมากที่สุดถึง 68% รองลงมาเป็นแบบสตูดิโอ 18% และ 2 ห้องนอน 12% สำหรับจังหวัดที่มีคอนโดเปิดใหม่มากที่สุด คือ กรุงเทพฯ มีสัดส่วน 62% นนทบุรี 19% และสมุทรปราการ 16% โดยราคาที่เปิดขายมากที่สุดคือ 1-2 ล้านบาท มีสัดส่วน 29% ราคา 2-3 ล้านบาท 23% และราคา 3-5 ล้านบาท 20% ขณะที่คอนโดราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ยังมีสัดส่วน 11%

ธุรกิจอสังหาฯ ไทยคงต้องมองข้ามช็อตไปฝากความหวังไว้กับปีหน้า รอลุ้นเศรษฐกิจจะฟื้นตัวกันอีกรอบ

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

 

 

 

ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ