Loading

เพิ่มสิทธิ์ฯ เขตศก.พิเศษ เว้นภาษีอีก 2 ปี-ตีกรอบลงทุนจริงในปี60

วันที่ : 17 กันยายน 2558
เพิ่มสิทธิ์ฯ เขตศก.พิเศษ เว้นภาษีอีก 2 ปี-ตีกรอบลงทุนจริงในปี60

"สมคิด"นั่งประธาน  ถกกรอ.วันนี้ แก้อุปสรรคทำธุรกิจ

บอร์ดบีโอไออนุมัติสิทธิประโยชน์เพิ่ม ลงทุน เขตเศรษฐกิจพิเศษ เงื่อนไขต้องลงทุนจริง ภายในปี 2560 ดัน"เชียงใหม่-ภูเก็ต"เป็นศูนย์กลางคลัสเตอร์จดิจิทัล ด้าน"สมคิด" เร่งเครื่องสร้างความเชื่อมั่นลงทุน ถกกรอ.วันนี้ แก้ปัญหาอุปสรรคทำธุรกิจในไทย หวังยกระดับแข่งขัน

การประชุมคณะกรรมการส่งเสริม การลงทุน(บีโอไอ) วานนี้(16 ก.ย.) มีนายก รัฐมนตรีเป็นประธาน ได้เร่งกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนผ่านการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติมสำหรับอุตสาหกรรมทั่วไปที่ตั้งในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษและนอกเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่สามารถลงทุนได้จริงภายในปี 2560

ก่อนหน้านี้ บีโอไอให้สิทธิประโยชน์เพิ่ม มากขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้ เทคโนโลยีชั้นสูง โดยเพิ่มการยกเว้นภาษีจาก 8 ปี เป็น 13 ปี และการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้อนุมัติ แก้พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน เพื่อรองรับเงื่อนไขดังกล่าว

การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับอุตสาหกรรมทั่วไปในครั้งนี้เท่ากับว่ารัฐบาลพยายามกระตุ้นการลงทุนในทุกกลุ่ม อุตสาหกรรม แต่ได้ผลักดันนโยบายเขต เศรษฐกิจพิเศษเป็นจริงขึ้นมาด้วยมาตรการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศพื้นที่เขตเศรษฐกิจใน 5 จังหวัด คือ  ตาก มุกดาหาร หนองคาย สระแก้ว และตราด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวว่า เป็นห่วงเศรษฐกิจเพราะขณะนี้ ประชาชนไม่กล้าใช้เงินซึ่งไม่ใช่เรื่องเงินเฟ้อ หรือเงินฝืดแต่เป็นเรื่องความเชื่อมั่น ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งแก้ในจุดนี้

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่าที่ประชุมฯบีโอไอเห็นชอบมาตรการเร่งรัดการลงทุนของภาคเอกชนที่มีการขอการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอตั้งแต่วันที่1.ม.ค.2558 ถึงสิ้นสุดปี 2559 โดยภาคเอกชนที่สามารถลงทุนได้จริงและสามารถดำเนินการได้ภายในปี 2560 จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม

สิทธิประโยชน์แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก กิจการที่ลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มอีก 2 ปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 8 ปี โดยในส่วนของกิจการที่อยู่ในประเภท 13 กิจการที่ได้รับการส่งเสริมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษและได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปีแล้วจะไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม แต่จะได้รับการอำนวยความสะดวกอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถเดินหน้าการลงทุนตามแผนที่วางไว้ รวมทั้งจะได้รับการพิจารณาลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลในสัดส่วน 50% เพิ่มอีก5ปี ตั้งแต่ปีที่ 9 -13

กลุ่มที่สอง กลุ่มกิจการที่ตั้งอยู่นอกเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่สามารถลงทุนจริงได้ในปี 2560 จะอนุมัติให้ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มอีก 1 ปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 8 ปี "การเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับนักลงทุนจะช่วยให้เกิดการลงทุนที่เร็วขึ้น และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้มีอัตราการขยายตัวที่ดีขึ้นเนื่องจากเกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น"นางหิรัญญา กล่าวพัฒนารูปแบบคลัสเตอร์

นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่าบอร์ดบีโอไอ ยังเห็นชอบนโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและการเชื่อมโยงการผลิตของอุตสาหกรรมที่จะสร้างมูลค่าเพิ่ม การพัฒนาอุตสาหกรรม และทักษะแรงงานโดยใช้งานวิจัยและนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมของไทย โดยสิทธิประโยชน์ในการสนับสนุนอุตสาหกรรมในคลัสเตอร์ต่างๆ จะสามารถจูงใจการลงทุนในอุตสาหกรรมและพื้นที่ที่เกี่ยวข้องได้มากขึ้น  "จะมีการเสนอให้ที่ประชุมครม.ในวันที่ 22 ก.ย.พิจารณา"

สำหรับการพิจารณาคลัสเตอร์อยู่บนพื้นฐาน 2 ส่วน คือ การกระจุกตัวในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเฉพาะซึ่งมีการเชื่อมโยงกันในการผลิตในส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้ผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ         อุตสาหกรรมสนับสนุน สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย หน่วยงานรัฐ องค์กรภาคเอกชน รวมทั้งมีการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น จ้างงานหรือใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เชื่อมโยงกับเอสเอ็มอีในท้องถิ่น โดยการกำหนดพื้นที่ซูเปอร์คลัสเตอร์ในเชิงพื้นที่ปัจจุบันมีพื้นที่รวม 9 จังหวัดดันภูเก็ต-เชียงใหม่'คลัสเตอร์ดิจิทัล'

สำหรับ 7 จังหวัดที่ได้รับการส่งเสริมทุกคลัสเตอร์ที่มีการกำหนด ได้แก่ จ.นครราชสีมา จ.ปราจีนบุรี จ.อยุธยา จ.ฉะเชิงเทรา จ.ชลบุรี จ.ปทุมธานี และจ.ระยอง ส่วนอีก 2 จังหวัดที่กำหนดให้เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนคลัสเตอร์ดิจิทัล ได้แก่ จ.ภูเก็ตและ จ.เชียงใหม่

ส่วนอุตสาหกรรมในคลัสเตอร์ที่จะส่งเสริมรวม 6 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ กลุ่ม Super Cluster ซึ่งเป็นคลัสเตอร์สำหรับกิจการที่ใช้เทคโนโลยีสูง และเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งประกอบไปด้วยคลัสเตอร์ 4 กลุ่มคือ คลัสเตอร์ยานยนต์และชิ้นส่วน คลัสเตอร์เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์โทรคมนาคม คลัสเตอร์ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คลัสเตอร์ดิจิทัล ลำดับต่อมาคือคลัสเตอร์เป้าหมายอื่นๆอีก2กลุ่มได้แก่ คลัสเตอร์เกษตรแปรรูป และคลัสเตอร์สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มอนุมัติ17โครงการ7.8หมื่นล้าน

นางอรรชกา กล่าวอีกว่าบอร์ดยังเห็นชอบส่งเสริมการลงทุนอีก 17 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 7.8 หมื่นล้านบาท ทั้งกิจการผลิตอาหารสัตว์ กิจการด้านการเกษตร กิจการผลิตรถยนต์ กิจการผลิตโลหะ กิจการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ และกิจการด้านขนส่งทางอากาศคาดว่าจะก่อให้เกิดการใช้วัตถุดิบในประเทศรวมมูลค่าประมาณ2.88หมื่นล้านบาท  ปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในปี 2558 ไปแล้ว 1,580 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 6.2 แสนล้านบาทกรอ.ถกวันนี้ลดอุปสรรคทำธุรกิจ

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่าวันนี้ (17 ก.ย.)จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ที่กระทรวงการคลัง โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยจะมีการหารือกันเกี่ยวกับมาตรการผ่อนคลายเชิงธุรกิจ (business easing)  ในโอกาสนี้ก็จะมีหน่วยงานต่างๆของกระทรวงการคลังเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

สำหรับมาตรการทางเศรษฐกิจอื่นๆนั้น  ขณะนี้กระทรวงการคลังได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนในประเทศ เพื่อกระตุ้นให้นักลงทุนเอกชนมีการลงทุนในช่วง 1-2 ปีนี้  เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวจากภาคการส่งออก ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก

คณะกรรมการชุดนี้มี นายคณิศแสงสุพรรณ อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง เป็นประธาน และมีตัวแทนจากกรมภาษีเข้าร่วมเป็นกรรมการ จะมีการประชุมครั้งแรกในสัปดาห์หน้าเพื่อพิจารณาดูว่า การส่งเสริมการลงทุนจะส่งเสริมในกลุ่มอุตสาหกรรมใด และใช้มาตรการใดบ้างในการกระตุ้นการลงทุน "กระทรวงคลังได้ตั้งคณะกรรมการศึกษากันอยู่ว่าจะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในช่วง 1-2 ปีนี้  หากลงทุนในช่วงนี้ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม จะต้องมาดูว่าจะทำอะไรบ้าง และทำอย่างไร ฝั่งเอกชนเรียกร้องอะไร แล้วเราให้อะไรได้บ้าง ต้องช่วยกันคิดในบอร์ดก็คงต้องคุยกัน กรมภาษีต่างๆเข้ามาร่วมกัน"

ทั้งนี้การศึกษามาตรการดังกล่าว คาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาระยะหนึ่ง เพื่อสรุปรูปแบบ และมาตรการ เช่น จะครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมใด บ้าง จะเป็นอุตสาหกรรมที่มี นวัตกรรม หรือเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าของสินค้าในประเทศหรือไม่ เป็นต้น "สมคิด"กางตัวชี้วัดธนาคารโลกไล่บี้

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าการประชุมเพื่อรับฟังปัญหาของภาคเอกชนที่มีข้อติดขัดกับการประกอบธุรกิจ โดยแนวทางการแก้ปัญหานี้เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับแนวทางยกระดับประเทศไทยเป็นประเทศที่ง่ายต่อการทำธุรกิจ(Doing Business easing)  ไทยได้รับการประเมินตัวชี้วัดจาก3 หน่วยงานคือ ธนาคารโลก  สถาบันการจัดการนานาชาติ (IMD)และเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม (WEF) ซึ่งโดยที่ผ่านมาการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในส่วนนี้ยังคงปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงต้องเร่งให้มีการแก้ไข สำหรับในส่วนขององค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI) ที่เป็นหน่วยงานในการวิเคราะห์ดัชนีวัดความโปร่งใสในการทำธุรกิจ ซึ่งถ้าประเทศไทยได้ปรับปรุงดัชนีชี้วัดต่างๆ ตามที่4สถาบันได้สำรวจและจัดลำดับออกมาได้ดีขึ้น เชื่อว่า จากนี้ประเทศไทยจะมีความน่าสนใจในการลงทุนมากที่สุด เพราะเป็นประเทศที่มีความหวัง มีอนาคต ไม่มีความเสี่ยง การเมืองไม่มีความวุ่นวาย และมีความโปร่งใส ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่นักธุรกิจต้องการและให้ความสนใจเข้ามาลงทุน

"งานแรกที่สำคัญและท้าทายคือการทำอย่างไรเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ด้วยการทำให้ประเทศไทยมีความน่าสนใจในการทำธุรกิจ ซึ่งต้องปรับปรุงตัวชี้วัดต่างๆ จากวันที่จดทะเบียนทำธุรกิจจนถึงตอนประกอบกิจกรรม มีหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบ มีปัญหา จุดบกพร่องอะไรบ้าง มีประเทศใดที่เป็นอันดับ1ของโลก ก่อนจะบี้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปแก้ไขเพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนได้ว่าจากนี้ไปประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุน"นายสุวิทย์กล่าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ