Loading

คาดอสังหาฯครึ่งปีหลัง ฟื้นตัว

วันที่ : 26 กรกฎาคม 2558
คาดอสังหาฯครึ่งปีหลัง ฟื้นตัว

สิรี โอศิริ

รายการ Ringside สังเวียนหุ้นทางสถานีโทรทัศน์ NOW26 พูดคุยกับ "สัมมา คีตสิน" ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) คาดทิศทางอสังหาริมทรัพย์ไทย ช่วงครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวดีขึ้น มั่นใจไม่เกิดวิกฤติหนักเช่นปี 2540

นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ทิศทางอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ถือว่าชะลอตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าช่วง ปี 2557 จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง และปีนี้จะไม่มีช่วงวิกฤติทางการเมืองก็ตาม แต่ธุรกิจส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดต่ำลง ขณะที่ต่างจังหวัดจะได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำลง ทำให้การเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวลง

"เรามองในแง่ดีว่า การชะลอตัวของช่วงแรกของปีนี้มาจากการที่ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาฯ เลือกที่จะชะลอการเปิดโครงการออกไป จากครึ่งปีแรก ก็ย้ายไปช่วงครึ่งปีหลังแทน ไม่ใช่เป็นการยกเลิกโครงการไปเลย ที่ผ่านมาจำนวนการเปิดโครงการใหม่ลดลงประมาณ 20% ทั้งบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม ก็เป็นโอกาสให้ประชาชนเลือกที่จะตอบรับโครงการเก่าๆ ให้หมดก่อน ไม่ทำให้เกิดการล้นตลาด" นายสัมมา กล่าว

:คาดครึ่งปีหลังอสังหาฯฟื้น

นายสัมมา กล่าวว่า สถานการณ์ของธุรกิจอสังหาฯในช่วงครึ่งหลัง เราเชื่อว่าจะฟื้นตัวไปในทิศทางดีที่ขึ้นจากครึ่งปีแรก เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่ที่ผู้ประกอบการชะลอไว้ในช่วงครึ่งปีแรก น่าจะเริ่ม เดินหน้าได้ ประกอบกับช่วงไตรมาส 3 เป็นช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ จึงเชื่อว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนใส่เข้าระบบ ต่อเนื่อง ทำให้กำลังซื้อช่วงครึ่งปีหลังดีขึ้น ประกอบกับ ยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยกระตุ้นตลาด เช่น อัตราดอกเบี้ยทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังเติบโต ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้จะเติบโต ได้ประมาณ 5%

นอกจากนี้ การที่ภาครัฐเร่งงานก่อสร้างโครงข่ายคมนาคมเพื่อให้ เปิดใช้ได้เร็วขึ้น ทั้งรถไฟฟ้าสายสีม่วง  ที่เปิดให้บริการ ปี 2559 และสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ที่จะเปิดให้บริการในปี 2560-2561 จะมีส่วนผลักดันทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวได้ตามที่คาดการณ์เอาไว้

:แนวราบยังปลอดภัย

นายสัมมา กล่าวว่า ธุรกิจอสังหาฯ ในแนวราบ อย่างบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ ยังปลอดภัยทั้งใน เขตกทม.และต่างจังหวัด เนื่องจากธุรกิจแนวราบสามารถขายได้เป็นหลังๆ ทันทีหลังจากที่สร้างเสร็จ ไม่เหมือนคอนโดมิเนียมที่ต้องรอสร้างเสร็จทั้งโครงการ ขณะเดียวกัน ตลาดแนวราบ เป็นตลาดพื้นฐานของประชาชน คนไทย อยู่บ้านแนวราบมาตลอด การซื้อลงทุน หรือซื้อเก็งกำไรแทบไม่มี ถ้ามีก็น้อยมากไม่ได้เป็นนัยสำคัญ

ขณะที่แนวดิ่ง หรือ คอนโดมิเนียมนั้น เห็นได้ชัดเจนว่าทั้งใน กทม.และตามหัวเมืองสำคัญ อย่างชลบุรี อุดรธานี ขอนแก่น ผลิตออกมามากเกินความต้องการของ ผู้บริโภค และปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือ ยอดการโอนน้อยกว่ายอดจำนวน คนที่จอง

"แนวราบไม่น่ากังวล ยังไร้สัญญาณอันตราย แต่ที่ต้องจับตา คือ แนวดิ่ง ช่วงครึ่งปีหลังยังมีปัญหา เพราะมีการผลิตออกมามากเกินไป โดยเฉพาะตามจังหวัดหัวเมืองหลัก แต่ตอนนี้ก็ยังถือว่าโชคดีระดับหนึ่งที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่เลือกที่จะยุติโครงการไปเลย เมื่อผู้ประกอบการรายใหญ่ยุติโครงการ ก็ทำให้หายไปหลายร้อยหน่วย บางทีเป็นพันหน่วย ความกังวลก็หายไปด้วยระดับหนึ่ง อุดรธานี ขอนแก่น เมื่อรายใหญ่ถอน ก็ดูดีขึ้นทันที" นายสัมมา กล่าว

:ยอดค้างสต็อกจัดการได้

นายสัมมา กล่าวว่า ปริมาณสต็อกค้างขายอาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่จนเกินไปนัก เพราะแม้ตลาดจะค่อนข้างซบเซา แต่กำลังซื้อในตลาดอสังหาฯไม่เคยลดหายไป อย่างฮวบฮาบ

เพียงแต่สถานการณ์ในปัจจุบัน นอกจากความเชื่อมั่นและความพร้อมในการซื้อที่ดูเหมือนจะถูกชะลอและยืดเวลาออกไปอย่างไม่มีกำหนด สถาบันการเงินก็มีส่วนสำคัญอย่างมากในการกำหนดเส้นทางของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศขณะนี้ เพราะปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับหนี้เสียและหนี้ครัวเรือนที่ยังพุ่งสูงทะยานขึ้นไม่หยุด ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ซื้อมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ปัญหาที่แท้จริงอาจจะไม่ใช่ปริมาณยอดค้างสต็อกที่มากเกินไป แต่อาจจะเป็นปริมาณการซื้อขายที่จะบีบตลาดให้ขยับเข้าไปหากลุ่มลูกค้าที่ศักยภาพทางการเงินแข็งแกร่ง เพื่อลดความรุนแรงของปัญหาตลาดซบเซาจากสถานการณ์ที่ผู้บริโภคไม่มั่นใจที่จะซื้อ และสถาบันการเงินก็ไม่กล้าพอที่จะแบกรับความเสี่ยงจากการปล่อย สินเชื่อให้ผู้บริโภคที่สภาพคล่องไม่มากพอ ที่ไปต่อได้อย่างตลอดรอดฝั่ง

:ราคาคอนโดเพิ่มขึ้น5.2%

นายสัมมา กล่าวว่า ผลสำรวจดัชนี ราคาห้องชุด ภาพรวมคอนโดทุกระดับ ราคาในเขตกรุงเทพ นนทบุรี และสมุทรปราการ ปรับเพิ่ม 5.2% เมื่อเทียบกับราคาฐาน ณ ไตรมาส 2/2557 แต่เมื่อเจาะ รายละเอียด พบว่า คอนโดตลาดบนมีดัชนีราคาเพิ่มขึ้นสูงที่สุดดังนี้ ห้องชุดราคา ต่ำกว่า 5 หมื่นบาท/ตร.ม. ดัชนีราคาเพิ่ม 2.2% กลุ่มราคา ตร.ม.ละ 5-8 หมื่นบาท  เพิ่ม 3.1% กลุ่มราคา ตร.ม.ละ 8 หมื่น-1.2 แสนบาท เพิ่ม 7.7% และราคาเกิน ตร.ม.ละ 1.2 แสนบาทขึ้นไป เพิ่ม 4.5%

ในด้านทำเล พื้นที่กรุงเทพฯ เขต ที่มีราคาห้องชุดปรับตัวเพิ่มขึ้นสูง ได้แก่ เขตห้วยขวาง จตุจักร ราชเทวี ปทุมวัน สาทร บางรัก วัฒนา คลองเตย และเขตบางพลัด ส่วน จ.นนทบุรีและสมุทรปราการ เขตที่ราคาห้องชุดเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ อ.เมืองนนทบุรี (ตามแนว ถ.รัตนาธิเบศร์) ใกล้แนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง

"โดยส่วนตัวมองว่า โอกาสที่จะเกิดฟองสบู่มีแน่นอน แต่ไม่ได้บอกว่าขณะนี้จะเกิดวิกฤตฟองสบู่ แต่โอกาสที่ฟองสบู่จะแตกแบบปี 2540 คงยาก ผู้ประกอบการก็พยายามหาทางรอดไม่ให้เกิดวิกฤติต่างๆ ขึ้น อาจจะเริ่มจากการลดราคา ที่เราเห็นมากในขณะนี้ แม้จะไม่ได้ปรับราคาลงชัดเจน แต่ก็ปรับลงแบบแฝง  เช่นการ ลด แลกแจกแถม เป็นต้น" นายสัมมากล่าวทิ้งท้าย

'จะมีเม็ดเงินลงทุนเข้าระบบต่อเนื่อง ทำให้กำลังซื้อครึ่งปีหลังดีขึ้น และมีปัจจัยบวกช่วยกระตุ้นตลาด'

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ