Loading

ดิเอทัส ยังเปิดปกติ!กทม.ยันพร้อมสั่งทุ

วันที่ : 4 ธันวาคม 2557
ดิเอทัส ยังเปิดปกติ!กทม.ยันพร้อมสั่งทุบ

โรงแรมดิเอทัสยังเปิดให้บริการตามปกติหลังศาลปกครองสูงสุดให้ทุบภายใน 60 วัน

ความคืบหน้าภายหลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) และสำนักงานเขตปทุมวัน ออกคำสั่งทุบตึกโรงแรมดิเอทัส กลางซอยร่วมฤดี ภายใน 60 วัน เนื่องจากก่อสร้างสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนดและผิด พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 นั้น

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ผู้สื่อข่าว "มติชน" ได้ลงพื้นที่สำรวจซอยร่วมฤดี โดยพบว่าโรงแรมดิเอทัสยังคงเปิดให้บริการตามปกติ อีกทั้งยังมีอาคารสูงอื่นๆ ทั้งโรงแรม คอนโดมิเนียม และอาคารที่พักอาศัยอีกหลายแห่งที่มีขนาดความสูงเกิน 10 ชั้น ส่วนบ้านเรือนของประชาชนส่วนใหญ่จะอยู่ภายในซอยย่อย ขณะที่พื้นผิวจราจรพบว่ามีขนาดความกว้างไม่เท่ากันตลอดทั้งแนว รวมทั้งบางจุดมีการตั้งร้านค้าด้วย

นายเฉลิมพงษ์ กลับดี หัวหน้าศูนย์ทนายความอาสา มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งเป็นทนายความของผู้ฟ้องคดี ให้สัมภาษณ์ว่า ประชาชนผู้ฟ้องคดีจะติดตามในการที่ กทม.และสำนักงานเขตปทุมวันจะออกคำสั่งให้เจ้าของอาคารรื้อถอนอาคารให้ถูกต้องตามกฎหมาย คาดว่า กทม.จะปฏิบัติตามคำสั่งศาลในการออกคำสั่ง แต่ทางเจ้าของอาคารอาจจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ อย่างไรก็ตาม แม้เจ้าของอาคารยืนยันว่าก่อสร้างถูกต้องตามกฎหมาย แต่การที่ศาลปกครองได้ตัดสินในครั้งนี้เป็นการยืนยันว่า การก่อสร้างอาคารไม่ถูกต้อง

นายเฉลิมพงษ์กล่าวอีกว่า หาก กทม.ออกคำสั่งให้รื้อถอนอาคารแล้ว แต่เจ้าของอาคารไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด จะมีความผิดฐานขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ซึ่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับ และ พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯยังให้อำนาจเจ้าพนักงานสามารถรื้อถอนอาคารและเรียกค่ารื้อถอนจากเจ้าของอาคาร หากเจ้าของอาคารไม่ดำเนินการตามคำสั่ง

ด้านนายสัญญา ชีนิมิตร ปลัด กทม. กล่าวว่า ได้หารือกับสำนักงานกฎหมายและคดี กทม. เห็นตรงกันว่าต้องรอดูคำพิพากษาอย่างเป็นทางการว่า มีการฟ้องร้องในประเด็นใด เพื่อมาพิจารณาว่าควรทำอย่างไรต่อไป ซึ่งขณะนี้ กทม.ยังไม่ได้รับคำพิพากษา จึงไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ อย่างไรก็ตาม กทม.พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งศาล ในส่วนที่มีประเด็นอื่นๆ ก็ต้องนำมาพิจารณากันอีกครั้ง

ขณะที่ นายกฤษฎา กลันทานนท์ รองปลัด กทม. ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานกฎหมายและคดี กทม. กล่าวว่า จากการดูข้อมูลในการอนุญาตก่อสร้างที่ผ่านมาพบว่า ก่อนออกใบอนุญาตเจ้าหน้าที่ยืนยันจากหลักฐานตามทะเบียนที่ดินสาธารณะเดิม ซึ่งระบุว่าขนาดซอยกว้างถึง 10 เมตร โดยไม่ได้มีการรังวัดใหม่ แต่เมื่อมีการฟ้องร้อง เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการรังวัดอีกครั้งพบว่า ขนาดซอยกว้างไม่ถึง 10 เมตร ซึ่งคาดว่าอาจเกิดจากการบุกรุกพื้นที่เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เมื่อ กทม.ออกคำสั่งให้เจ้าของอาคารรื้อถอนอาคารตามคำสั่งศาล เจ้าของอาคารจะต้องรื้อถอนทันที แต่ในกรณีนี้เจ้าของอาคารอาจจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในคดีทางแพ่งการรื้อถอนหรือการสูญเสียผลประโยชน์กับ กทม. ในฐานะที่เป็นผู้ออกใบอนุญาตก่อสร้าง หาก กทม.ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย กทม.จะต้องตั้งคณะกรรมการเพื่อหาผู้รับผิดชอบ

"เป็นกังวลว่า อาจจะมีอาคารในซอยร่วมฤดีอีกหลายแห่งที่เข้าข่ายผิดกฎหมายในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากในซอยดังกล่าวตลอดแนวมีหลายจุดที่ความกว้างของซอยไม่ถึง 10 เมตร จึงได้มอบหมายให้สำนักงานกฎหมายและคดี และสำนักงานเขตปทุมวันสำรวจพื้นที่ว่า มีอาคารเข้าข่ายหรือไม่ และจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้กำชับสำนักงานเขตมาโดยตลอดให้เข้มงวดการรังวัดก่อนมีการอนุญาต แต่หลายเขตมักใช้ข้อมูลจากหลักฐานตามทะเบียนที่ดินสาธารณะมาประกอบการอนุญาต ซึ่งขนาดพื้นที่อาจไม่มีการสำรวจข้อมูลล่าสุด ดังนั้น กทม.จะมีการรังวัดซอยร่วมฤดีตลอดแนวอีกครั้ง เพื่อพิจารณาว่ามีขนาดพื้นที่เท่าไหร่ และหากพบว่ามีการรุกล้ำทำการก่อสร้างในภายหลังจะต้องออกคำสั่งให้รื้อถอนออกไป ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กทม.เคยสั่งรื้อถอนอาคาร แต่ขนาดไม่ใหญ่ สำหรับกรณีนี้จึงถือเป็นครั้งแรกที่ กทม.ต้องสั่งรื้อถอนอาคารขนาดใหญ่" นายกฤษฎากล่าว

นายกฤษฎากล่าวถึงคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แต่งตั้งโดยกระทรวงมหาดไทย (มท.) โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากด้านต่างๆ เข้ามาร่วมเป็นกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้

นายธนูชัย หุ่นนิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมายและคดี กทม. กล่าวว่า ตามกระบวนการกฎหมาย เมื่อศาลมีคำสั่งถึงที่สุดแล้ว กทม.จะต้องใช้อำนาจตามมาตรา 40, มาตรา 41, มาตรา 42 และมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ดำเนินการภายใน 60 วัน ซึ่งกรณีนี้จะต้องมีคำสั่งรื้ออาคารในส่วนที่ผิดกฎหมาย แต่ในส่วนของเจ้าของอาคารยังสามารถดำเนินการต่อได้ คือเมื่อได้รับคำสั่งให้รื้ออาคาร เจ้าของอาคารสามารถอุทธรณ์คำสั่งไปยังคณะกรรมการอุทธรณ์ เพื่อขอแก้ไขคำสั่ง ทั้งนี้ หากคณะกรรมการอุทธรณ์มีความเห็นให้ยกคำอุทธรณ์ เจ้าของอาคารต้องปฏิบัติตามคำพิพากษา ซึ่งในส่วนนี้เจ้าของอาคารอาจจะเข้าสู่กระบวนการฟ้องศาลปกครองเพื่อเพิกถอนคำสั่งรื้อถอนได้ ซึ่งส่วนตัวแล้วไม่ทราบว่าเจ้าของอาคารจะมีแนวทางอย่างไร

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

 

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ