Loading

วอนคสช.คุมราคาเหล็ก ชี้มาตรการเดิมเอื้อรายใหญ

วันที่ : 29 กรกฎาคม 2557
วอนคสช.คุมราคาเหล็ก ชี้มาตรการเดิมเอื้อรายใหญ่

          อสังหฯรายเล็กทนไม่ไหวราคาเหล็กรูปพรรณพุ่งจาก 20 บาท/ก.ก.เมื่อ ม.ค.56 เป็น 23.3 ในเดือน มิ.ย. 57 ขณะที่ราคาตลาดโลกแค่ 20 บาท/ก.ก. เชื่อสาเหตุจากมาตรการเซฟการ์ด ส่งผลเหลือผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ผูกขาดตลาด เตรียมรวมตัวยื่นหนังสือขอ คสช.ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงสถานการณ์ราคาเหล็กที่ขยับเพิ่มขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม จากการกำหนดราคาโดยไม่มีการควบ คุมของ 2 บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ในประเทศ ด้าน ส.ธุรกิจรับสร้างบ้าน ยื่น2ข้อเสนอช่วยเหลือธุรกิจ 1.แรงานก่อสร้าง 2. ขอให้ภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้ที่ปลูกสร้างเอง 3. เรื่องฐานข้อมูลของภาครัฐ ที่ปัญหาต่างๆ ไม่สามารถตอบสนองในแต่ละ เซกเตอร์ และไม่ตรงกับความต้องการของเอกชน

          นายนิธิ ตากวิริยนันท์  กรรมการผู้จัดการ บริษัท สรรสิ่งดี จำกัด ผู้พัฒนาโครงการบ้านนารา เปิดเผยว่า จากปัญหาราคาเหล็กรูปพรรณในประเทศปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่ต้องใช้เหล็ก ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลทำให้พบว่าการออกมาตรการต่างๆ ของภาครัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มาตั้งแต่การประกาศมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด (anti-dumping) ซึ่งมีผลต่อการจำกัดนำเข้าสินค้าจากบางประเทศ จนมาถึงมาตรการปกป้องการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศโดยสมบูรณ์ (safeguard) ส่งผลให้เหลือผู้ผลิตเหล็กเพียง 2 รายที่ผูกขาดตลาด

          จากนั้นผู้ผลิต 2 รายใหญ่ดังกล่าวได้ประกาศ ขึ้นราคาเหล็กภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับราคาเหล็กในตลาดโลกที่อยู่ในช่วงปรับราคาลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำโดยราคาเหล็กรีดร้อนในประเทศไทยได้เริ่มขยับสูงขึ้นนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 หลังจากออกมาตรการเซฟการ์ด ตามคำขอของบริษัทผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ ซึ่งสร้างผลกระทบด้านการแบกราคาเหล็กที่สูงขึ้นของกลุ่มธุรกิจที่ต้องใช้เหล็กเป็นวัสดุหลักในการดำเนินกิจการ ตั้งแต่ธุรกิจก่อสร้าง ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า

          จากการรวบรวมข้อมูล พบว่า ผลจากการประกาศมาตรการเซฟการ์ดราคาเหล็กได้เพิ่มขึ้นจาก 20 บาทต่อกิโลกรัม ในเดือนธันวาคม 2556 เป็น 21 บาทต่อกิโลกรัม ในเดือนมกราคม และขยับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นลำดับ โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2557 ที่ราคาเหล็กในประเทศไทยไต่ระดับขึ้นมาถึง 23.3 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาเหล็กรีดร้อนในต่างประเทศยังมีราคาเสนอขายที่ประมาณ 20 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น

          "มาตรการเซฟการ์ดนับเป็นจุดเริ่มต้นของการผูกขาดการตั้งราคาเหล็กในตลาด ผู้ผลิตรายใหญ่สามารถกำหนดราคาที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด ทั้งยังมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในระยะเวลาไม่นาน โดยกลุ่มผู้ผลิตอ้างว่าการนำเหล็กเข้า จากต่างประเทศส่งผลให้บริษัทได้รับความเสียหาย ทั้งที่ในความเป็นจริงปัญหาทางการเงินนั้นเกิดจากแผนการลงทุนที่ผิดพลาด อันเป็นเรื่องภายในของกลุ่มบริษัทผู้ผลิตเอง การออกมาตรการของภาครัฐในลักษณะที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ขององค์กรการค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงกลุ่มเดียว จึงถือเป็นเรื่องไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการทั่วไป โดยเฉพาะธุรกิจที่มีขนาดกลางและขนาดเล็กซึ่งต้องรับผลกระทบร่วมกันทั้งหมด" นายนิธิกล่าว

          ทั้งนี้ ประเทศไทยมีอัตราการบริโภคเหล็กที่ประมาณ 3 ล้านตันต่อปี เมื่อคำนวณจากผลต่างของราคาเหล็กในประเทศกับราคากลางในตลาดสากล เท่ากับว่ากลุ่มผู้ประกอบการในประเทศทั้งหมดจะต้องซื้อเหล็กในราคาที่สูงเกินความจริง เพื่อช่วยเหลือการขาดทุนของกลุ่มผู้ผลิตเหล็กในประเทศเป็นเงินถึง 9,900 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นการนำเงินของประชาชนทั้งประเทศไปอุดหนุนบริษัททั้ง 2 นี้

          ส่วนผลกระทบต่อผู้ประกอบการอสังหาฯ คือ ต้องใช้เหล็กในราคาที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเหล็กใช้ ในการก่อสร้างบ้านประมาณ 20-30% ยกตัวอย่างบ้าน 1 หลังค่าก่อสร้าง 1 ล้านบาทคิดเป็นค่าเหล็ก 2-3 แสนบาท ราคาเหล็กที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวประมาณ 5-6 หมื่นบาท/หลัง โดยที่ผ่านมาผู้รับเหมาขอปรับขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง เพราะแบกรับภาระไม่ไหว ทำให้ผู้ประกอบการต้องขึ้นราคาบ้านตามบางส่วนและแบกรับเองบางส่วน

          "หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ อีกปัญหาหนึ่งที่จะตามมาในอนาคต ก็คือโครงการก่อสร้างหลายโครงการอาจมีผู้รับเหมาใช้วิธีลดต้นทุนโดยการลดสเปกเหล็กอันมีผลต่อความปลอดภัยของผู้อาศัย ซึ่งที่ผ่านมาเราก็เห็นกันแล้วว่ามีตึกอาคาร หรือโครงการบ้านจัดสรรบางแห่ง ที่ผู้รับเหมาลดต้นทุนก่อสร้างด้วยการลดสเปกเหล็กซึ่งเป็นโครงสร้างหลัก คุณภาพมาตรฐานของอาคารจึงต่ำลง หลายกรณีเสี่ยงต่อการถล่ม หรือถึงใช้ได้ก็ไม่เกิดประโยชน์ที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แล้วหากราคาเหล็กยังพุ่งสูงต่อไปไม่หยุด หลายโครงการก่อสร้างก็ต้องหยุดชะงักเพราะขาดทุนดำเนินงาน หรือคำนวณแล้วว่าถึงสร้างเสร็จก็ไม่คุ้มทุน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือผู้รับเหมาทิ้งงาน ตึกราม อาคารต่างๆ ที่ยังสร้างไม่เสร็จก็จะถูกทิ้งร้างเกลื่อนทั่วบ้านเมือง ซึ่งแน่นอนว่าจะกระทบต่อประเทศไทยทั้งในด้านภาพลักษณ์ไปจนถึงเศรษฐกิจโดยรวม"

          ทั้งนี้ กลุ่มตัวแทนผู้ประกอบการรายกลางและเล็กนำโดย นายปิติพัฒน์ ปรีดานนท์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัทปรีดาโฮลดิ้ง จำกัด ผู้พัฒนาโครงการ กรีเน่คอนโด แจ้งวัฒนะ นายธนยศ อมกฤตวาริน รองประธานกรรมการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Modern House Property และตนต้องการแสดงจุดยืนต่อกรณีการขึ้นราคาสินค้าเหล็กที่ไม่สอดคล้องต่อกลไกตลาด ด้วยการยื่นจดหมายถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ในวันที่ 8 สิงหาคมนี้

          โดยขอความร่วมมือ คสช. ในการตรวจสอบการพิจารณาออกมาตรการต่างๆ ของภาครัฐให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และยุติธรรมต่อองค์กรธุรกิจทุกหน่วยในสังคม เพราะเมื่อสืบย้อนไปถึงการออกมาตรการแต่ละครั้งในรอบหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การประกาศมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด (anti-dumping) ซึ่งมีผลต่อการจำกัดนำเข้าสินค้าจากบางประเทศ จนมาถึงมาตรการปกป้องการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศโดยสมบูรณ์ (safeguard) ราคาของเหล็กในประเทศที่อยู่ภายใต้การผลิตของบริษัทใหญ่เพียง 2 ราย กลับมีราคาเพิ่มสูงขึ้นโดยไม่มีการควบคุม

          "ผ่านมา การกำหนดราคาสินค้าที่ถูกผูกขาดโดยบริษัทใหญ่เพียงไม่กี่แห่งเป็นเรื่องที่กลุ่มธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็กจำเป็นต้องยอมรับและปฏิบัติตามเงื่อนไขมาโดยตลอดซึ่งเรามองว่าหากราคาสินค้าในประเทศกับในตลาดโลกห่างกันอยู่ที่ราว 10% หรือมีภาวะที่ราคาตรึงอยู่กับที่และลดลงตามกลไกตลาดอยู่บ้าง ก็พอยอมรับได้ว่าสมเหตุสมผล แต่ในกรณีนี้ที่ราคาเหล็กในประเทศกับในตลาดโลกมีช่องว่างที่ถ่างขยายขึ้นไปถึงเกือบ 30% ทั้งไม่มีทีท่าจะหยุดนิ่ง จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายจำเป็นต้องออกมารวมตัวกัน"  นายนิธิกล่าว

          อนึ่ง ในสมัยที่นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศใช้มาตรการเซฟการ์ดเมื่อปี 56 ที่ผ่านมาโดยให้เหตุผลว่า ผู้ผลิตในประเทศ 4 ราย ซึ่งประกอบด้วย บริษัท สหวิริยาอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) บริษัท สหวิริยาเพลทมิล จำกัด (มหาชน) บริษัท จี สตีล จำกัด(มหาชน) และบริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นขอตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย. 2555 ให้ใช้มาตรการชั่วคราวเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการนำเข้าเหล็กดังกล่าว เพราะมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจากปี 2553 เพิ่มขึ้น 72% จากปี 2552 และ ปี 2554 เพิ่มขึ้น 97% จากปี 2553 และปี ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2555 นำเข้าเพิ่มขึ้น 72% จากช่วงเดียวกันของปี 2554 ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น เกิดความเสียหายกับผู้ผลิตทำให้มีระดับการขาย การผลิต การใช้กำลังการผลิต การจ้างงาน ตลอดจนกำไรลดลง

          ทั้งนี้ผลจากมาตรการเซฟการ์ด ส่งผลสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนเจืออื่นๆ ชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน (อยู่ในกลุ่มพิกัด 7225) ต้องชำระภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นในอัตรา 33.11% จากอัตราภาษีนำเข้าปกติที่อยู่ระหว่าง 0-5% ยกเว้นให้กับผู้นำเข้าที่ได้รับสิทธิพิเศษสนับสนุนการกฎหมายการนิคมแห่งประเทศไทย กฎหมายส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และกฎหมายศุลกากร

          นายวิสิฐษ์ โมไนยพงศ์ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่าได้ยื่นเรื่องเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือ 3 เรื่องหลัก คือ 1.แรงงานก่อสร้าง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไม่มีความชัดเจนในเรื่องหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือด้านแรงงาน ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่าย ที่เดิมแรงงาน 1 คนต้องเสียค่าใช้จ่ายรวมในการเดินทางมาทำงานอย่างถูกต้องประมาณ 18,000 บาท (ระยะเวลา 2 ปี) ซึ่งเป็นการเสียค่าใช้จ่ายด้านเอกสารจากประเทศต้นทาง และในประเทศไทย จึงอยาก ให้ลดค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดยในเบื้องต้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศได้ลดค่าใช้จ่ายลงมาประมาณ 4,000 บาทส่วนประเทศต้นทาง(กัมพูชา) ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเจรจา ส่วนปัญหาแรงงานกัมพูชาที่หนีกลับประเทศตัวเองอย่างฉับพลัน ปัจจุบันได้รีบการแก้ไขปัญหา มีแรงงานกลับมาทำงานเรียบร้อยแล้ว

          นอกจากนี้ยังได้มีการแก้ไขการจำกัดพื้นที่การทำงานของแรงงานต่างด้าว ที่เดิมหากมีการเคลื่อนย้ายแต่ละไซต์งานจะต้องแจ้งแรงงานจังหวัดเพื่อเสียค่าใช้จ่ายครั้งละ 1,000 บาท/คน แต่ล่าสุดได้แก้ไขให้สามารถทำงานครอบคลุม ได้ในจังหวัดนั้นๆ และเสียค่าใช้จ่ายให้แรงงานจังหวัดเพียงครั้งเดียว 1,000 บาท/คน 2. ขอให้ภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการช่วยเหลือการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ผู้ที่ปลูกสร้างเอง โดยสามารถนำดอกเบี้ยที่ผ่อนกับสถาบันการเงินมาหักลดหย่อนภาษีได้ 5%  3. เรื่องฐานข้อมูลของภาครัฐ ที่ปัญหาต่างๆไม่สามารถตอบสนองในแต่ละเซกเตอร์ และไม่ตรงกับความต้องการของเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจรับสร้างบ้านที่ปัจจุบันภาครัฐไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน จากปัจจุบันมีแต่ข้อมูลของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเท่านั้น และนำข้อมูลของธุรกิจรับสร้างบ้านไปรวมกับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งข้อมูลของทั้ง 2 ธุรกิจนั้นจะแตกต่างกัน ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็รับไว้พิจารณา

          ส่วนกรณีที่มีผู้ประกอบการรายเล็กกล่าวถึงราคาเหล็กรูปพรรณที่ปรับราคาขึ้นสูงถึง 20-30% เมื่อต้นปีที่ผ่านมานั้น ในส่วนสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านนั้นไม่ได้มองเห็นถึงสัญญาณการเปลี่ยนแปลงราคาเหล็กรูปพรรณแต่อย่างใด เพราะส่วนใหญ่ปัจจุบันจะหันมาใช้โครงหลังคาสำเร็จรูปกันหมดแล้ว

ที่มา : ASTVผู้จัดการรายวัน
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ