Loading

สศค. เตือนระวังเงินเฟ้อหน้าพุ่

วันที่ : 31 ธันวาคม 2553
สศค. เตือนระวังเงินเฟ้อหน้าพุ่ง

          นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ให้ความเห็นต่อข้อกังวลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อฐานะการคลังของภาครัฐว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นต.ค.2553 อยู่ที่ร้อยละ 42.01 ต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ร้อยละ 60 มาก อีกทั้งการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐใน 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2554 สูงกว่าเป้าหมายกว่า 23,500 ล้านบาท ส่งผลให้ฐานะการคลังของภาครัฐมีความเข้มแข็ง

 

          ในส่วนของนโยบายเพื่อขับเคลื่อนแผนเร่งรัดปฏิบัติการเพื่อคนไทย (ประชาวิวัฒน์) อาทิเช่น การให้สินเชื่อแก่ผู้ด้อยโอกาส การเพิ่มสิทธิแรงงานนอกระบบนั้น นโยบายดังกล่าว นอกจากจะเป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมแล้ว เป็นส่วนสำคัญที่จะส่งเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาภาคการส่งออกโดยส่งเสริมการบริโภคภาคเอกชนให้มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากคาดว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง จากปัญหาการว่างงานในสหรัฐ ปัญหาหนี้สาธารณะของยุโรป และปัญหาเงินเฟ้อของจีน

 

          นายนริศ กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ควรจับตามองในปี 2554 ได้แก่ ความผันผวนของค่าเงินบาทและแรงกดดันค่าเงินเฟ้อ ซึ่งมีความเชื่อมโยงอย่างมากกับแนวโน้มของราคาน้ำมันและมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ

 

          โดยในส่วนของแนวโน้มราคาน้ำมัน จากสภาพภูมิอากาศที่หนาวกว่าปกติในสหรัฐและยุโรปช่วงปลายปีนี้และต้นปีหน้า ราคาน้ำมันซึ่งใช้ทำความร้อน ได้ปรับสูงขึ้นมาก อันเป็นแรงกดดันให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นได้ โดย สศค. ประเมินว่า ในปี 2554 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี จะอยู่ที่ระหว่าง 78 - 88 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สูงขึ้นจากปีปัจจุบันประมาณร้อยละ 6.4

 

          ในส่วนของมาตรการคิวอี การเพิ่มปริมาณเงินดอลลาร์หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโดยธนาคารกลางสหรัฐกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ 1 ปีที่ผ่านมา และแผนคิวอี ระยะที่ 2 ที่จะเพิ่มปริมาณเงินเพิ่มเติมอีกกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์ นอกจากจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลงแล้ว ยังจะเป็นการเพิ่มสภาพคล่องของเงินดอลลาร์ ซึ่งจะส่งผลให้มีแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศต่างๆ อีกด้วย

 

          เนื่องจากสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นอาจถูกนำไปใช้จ่ายหรือเก็งกำไรในสินทรัพย์ต่างๆ อาทิเช่น หุ้น น้ำมัน ทองคำ และอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น อันส่งผลให้ระดับราคาเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

          ทั้งนี้แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อของไทย จะยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นจากปัจจัยต่างๆ ข้างต้น โดยในหลายๆ ประเทศ อัตราเงินเฟ้อก็ได้ปรับเพิ่มขึ้นไปแล้ว อาทิเช่น เวียดนาม อินเดีย และจีน ซึ่งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 11.1 ร้อยละ 9.1 และร้อยละ 5.1 ตามลำดับ ดังนั้น ในปี 2554 เราควรต้องจับตามองค่าเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด เพื่อมิให้ฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจจริงได้

 

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

 

 

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ