Loading

อย่าตื่นตูม กม.ภาษีอสังหาฯ การเมืองเปลี่ยนอาจแท้งก่อ

วันที่ : 26 เมษายน 2553
อย่าตื่นตูม กม.ภาษีอสังหาฯ การเมืองเปลี่ยนอาจแท้งก่อน

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า หลัง ครม.เห็นชอบในหลักการแล้ว จะเสนอร่างกฎหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาก่อนจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป โดยที่ประชุมได้เสนอแนะให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำประชาพิจารณ์เกี่ยวกับการกำหนดอัตราภาษีที่จัดเก็บและข้อยกเว้นการจัดเก็บควบคู่ไปด้วย เพื่อนำความเห็นจากทั้ง 2 ฝ่ายมาปรับปรุงร่างกฎหมายก่อนเสนอสภา คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 ปี จึงจะออกมาในรูปของกฎหมาย หลังจากนั้นจะมีบทเฉพาะกาลเพื่อให้เวลาประชาชนเจ้าของทรัพย์สินมีเวลาเตรียมตัวอีก 2 ปีกว่าอัตราภาษีจะมีผลบังคับใช้จริง วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวตามที่รัฐบาลประกาศไว้และใช้เวลาประมาณ 1 ปี ในการซักซ้อมทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย ส่วนจะนำเข้าสภาได้เมื่อไหร่นั้นคงยังบอกไม่ได้ เพราะในระยะเวลาอันใกล้นี้คงต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างแน่นอน

 

อย่างไรก็ตาม นายกรณ์ระบุว่ายังไม่มีการกำหนดอัตราการจัดเก็บ รวมถึงการยกเว้นที่ชัดเจน แต่จะมีอัตราที่กระทรวงการคลังใช้เป็นเพดานภาษีไว้ที่ระดับ 0.5% ซึ่งถือเป็นอัตราที่เหมาะสมและต่ำที่สุดหากเทียบกับประเทศอื่น ๆ โดยตัวอัตราสามารถประกาศตามออกมาได้ในภายหลังในร่างพระราชกฤษฎีกาตามบทเฉพาะกาลที่กำหนดในกฎหมาย ส่วนเพดานอัตราภาษีและข้อยกเว้นต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลที่เข้ามาบริหารในระยะต่อไป

 

ทางด้านนายกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยให้ความเห็นกับ ""ดอกเบี้ยธุรกิจ"" ถึงเรื่องนี้ว่าในช่วงที่มีการร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวทางสมาคมฯมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแล้ว โดยส่วนใหญ่เห็นด้วย เพราะภาษีจะได้กระจายสู่ท้องถิ่น โดยเฉพาะหัวเมืองใหญ่ ๆ และเมืองท่องเที่ยวจะได้รับผลประโยชน์มากขึ้น เช่น จังหวัดภูเก็ต มีประชากร 3 แสนคน แต่มีคนไปท่องเที่ยวจริงหลายล้านคน ก็จะได้มีโอกาสได้งบประมาณเพิ่มขึ้นเพื่อพัฒนาสาธารณูปโภค ส่วนคนที่ถือครองที่ดินจำนวนมากนั้น หลังกฎหมายภาษีที่ดินออกบังคับใช้จะช่วยกระตุ้นให้มีการนำที่ดินออกให้เช่าหรือขาย จะได้ไม่มีที่ดินรกร้างว่างเปล่าโดยเฉพาะในทำเลดีๆ เพราะที่ดินเป็นวัตถุดิบในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เมื่อมีการพัฒนาก็จะเป็นการเพิ่มมูลค่า

 

""แต่ในที่สุดแล้วกฎหมายภาษีที่ดินคงคลอดไม่ง่าย กว่าจะเข้าสภาก็ต้องใช้เวลานาน ใครจะเห็นชอบกับกฎหมายนี้หรือไม่ คงอีกไกล แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะมีการพูดคุยเรื่องนี้กันมานาน ผ่านรัฐบาลมาแล้วหลายชุด แต่ยังไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง ส่วนที่ดินติดจำนองในธนาคารรวมทั้งสินทรัพย์ที่เป็น NPL และ NPA นั้น ยังไม่มีในรายละเอียดของร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จึงต้องดูรายละเอียดกันอีกครั้ง เพราะหากที่ดินติดจำนองธนาคารเข้าข่ายต้องเสียภาษีด้วย ธนาคารจะมีภาระมาก"" นายกิตติพลกล่าว

 

ส่วน นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ให้ความเห็นกับ ""ดอกเบี้ยธุรกิจ"" ว่า โดยหลักการแล้วทางสมาคมฯเห็นด้วยกับกฎหมายฉบับดังกล่าว เนื่องจากเป็นการกระจายอำนาจทางการคลังไปสู่ท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันเน้นกระจายอำนาจการเมือง แต่เม็ดเงินในการพัฒนาไม่ถึงท้องถิ่นอย่างแท้จริง แต่อย่างไรก็ตาม มติครม.ครั้งนี้เป็นเพียงแค่รับในหลักการ ซึ่งยังต้องทำรายละเอียดทำประชาพิจารณ์กับประชาชน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีการทำประชาพิจารณ์เพื่อสอบถามความเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ภาครัฐไม่ได้มีการเปิดเผยร่างกฎหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบแต่อย่างใด

 

การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเรามีกฎหมายการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่อยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับการยกเว้น โดยหากยกตัวอย่างเฉพาะในกรุงเทพฯ เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ก็คือปัจจุบันมีการกำหนดว่าในเขตเมือง หากผู้ที่มีที่ดินเกินกว่า 100 ตารางวา จะต้องเสียภาษีดังกล่าว ส่วนเขตชานเมือง ผู้ที่มีที่ดินเกินกว่า 1 ไร่ จึงจะต้องเสียภาษีดังกล่าว และที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น ผู้ที่มีที่ดินเกษตรเกินกว่า 5 ไร่ จะต้องเสียภาษีดังกล่าว

 

นายอิสระ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้สมาคมฯ จะเห็นด้วยในหลักการกฎหมายภาษีที่ดิน แต่รัฐบาลยังไม่มีกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจน จึงขอเสนอเป็นแนวทางว่า รัฐบาลควรทำเป็นโมเดลอธิบายเรื่องนี้ให้ชัดเจนว่าประชาชนจะได้อะไร และผู้ประกอบการธุรกิจที่มีรายได้มากจะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้จริงหรือไม่ รัฐบาลควรใช้เวลาอีก 2 ปี เพื่อเตรียมตัวและให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนจะใช้กฎหมายอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ทางสมาคมฯขอเสนอแนวทางสำหรับการดำเนินการเรื่องการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังนี้ 1. ผู้ที่ไม่เคยเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ หากต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโรงเรือน ควรดำเนินการในลักษณะการเสียแบบขั้นบันได โดยในปีแรกไม่ควรเสียเต็มจำนวน จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนเต็มอัตราที่ต้องชำระ จะทำให้ผู้ไม่เคยเสียภาษีดังกล่าวสามารถยอมรับได้

 

2. หากมีการประกาศใช้กฎหมายจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโรงเรือน รัฐบาลควรทบทวนปรับโครงสร้างทางภาษีใหม่ และยกเลิกภาษีที่ซ้ำซ้อน เนื่องจากปัจจุบันประชาชนต้องเสียภาษีที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์มากอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาษีค่าธรรมเนียมการโอนทรัพย์สิน การจดจำนอง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายทรัพย์สิน ซึ่งรวมแล้วเกือบ 9% แต่ก่อนหน้านี้ภาษีที่กล่าวถึงอาจไม่กระทบประชาชนมากนัก เพราะถือว่าจ่ายครั้งเดียวจบ แต่ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโรงเรือนเป็นสิ่งที่ต้องจ่ายทุกปี

 

3. เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากประเด็นความซ้ำซ้อนต่าง ๆ ในแง่โครงการจัดสรร ตามพ.ร.บ.จัดสรร พ.ศ. 2543 ที่ผู้อยู่อาศัยจะต้องเสียค่าส่วนกลาง ไม่ว่าจะจัดตั้งนิติบุคคลหรือไม่จัดตั้ง เพื่อดูแลสาธารณูปโภคภายในโครงการก็ตาม  ซึ่งไม่ใช่สาธารณูปโภคของรัฐ ผู้ที่อยู่อาศัยในโครงการจัดสรรที่มีการจัดเก็บค่าส่วนกลาง และส่วนกลางยังเป็นของโครงการนั้น ควรได้รับการยกเว้นการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโรงเรือน แต่เมื่อใดก็ตามที่โครงการหรือนิติบุคคลโอนสาธารณูปโภคให้เป็นของรัฐ และรัฐต้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ เท่ากับว่าผู้อยู่อาศัยในโครงการใช้สาธารณูปโภคของรัฐ  ควรเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่หากกฎหมายไม่ได้ระบุไว้เท่ากับว่าประชาชนที่อยู่อาศัยในโครงการจัดสรรที่เสียค่าส่วนกลางบำรุงสาธารณูปโภคต้องมีภาระที่เพิ่มขึ้น

 

4. นอกจากนี้ การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโรงเรือน ยังหมายรวมถึงการทำให้อำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดการรายได้ในส่วนของตัวเองได้ เป็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งรัฐบาลควรมีแนวทางที่ชัดเจนถึงการให้อิสระกับการปกครองส่วนท้องถิ่นในการวินิจฉัยว่าควรจัดเก็บภาษีโดยเฉพาะกับกรณีที่จะกล่าวถึงในข้อ 8

 

5. เสนอให้ท้องถิ่น ลดภาษีได้ เนื่องจากในกฎหมายระบุไว้ว่า ท้องถิ่นสามารถเพิ่มภาษีได้แต่ไม่เกินเพดานที่กำหนดไว้คืออัตราภาษีทั่วไปไม่เกิน 0.5% ที่อยู่อาศัยที่ไม่ใช้ในเชิงพาณิชย์ไม่เกิน 0.1% และที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไม่เกิน 0.05% แต่ในบางพื้นที่ท้องถิ่นยืดหยุ่นได้ด้วยการใช้นโยบาย ลดภาษีท้องถิ่นเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนในท้องถิ่นนั้น ๆ หรือใช้นโยบาย เพิ่มภาษีท้องถิ่นเพื่อควบคุมการขยายตัวของบางธุรกิจในพื้นที่นั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่น บางจังหวัดมีการลงทุนโรงงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก ทำให้พื้นที่นั้น ๆ มีรายได้จากการจัดเก็บภาษีสูง หากมองว่าควรควบคุมปริมาณการขยายตัวของโรงงานก็ปรับขึ้นภาษีเพื่อลดแรงจูงใจในการลงทุนพื้นที่นั้น ๆ ขณะที่บางพื้นที่ไม่มีการลงทุนเลย รัฐบาลควรกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นตัดสินใจได้ว่าควรปรับลดภาษีเพื่อดึงคนให้เข้ามาลงทุน

 

6. วางกรอบการใช้เงินรายได้ที่ชัดเจน รัฐบาลควรวางกรอบที่ชัดเจนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถึงการใช้เงินรายได้ที่จัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่าเงินรายได้นี้สามารถใช้จ่ายเพื่อสิ่งใดได้บ้างในท้องถิ่นของตน นอกจากเพื่อบำรุงสาธารณูปโภค เช่น เพื่อการศึกษา สร้างห้องสมุดชุมชน เพื่อการกีฬา เพื่อคนชรา เป็นต้น ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นเห็นภาพชัดเจนว่า การจ่ายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นประโยชน์กับคนท้องถิ่นอย่างไร ซึ่งจะช่วยลดแรงต่อต้านได้เป็นอย่างดี

 

7. หาเงินอุดหนุนให้บางพื้นที่ที่จัดเก็บภาษีได้น้อย เช่น บางกระเจ้า พื้นที่ที่ไม่เปิดให้เอกชนเข้ามาพัฒนามากนัก เพื่อคงสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี พื้นที่นี้จึงอาจมีการจัดเก็บภาษีได้น้อยกว่าพื้นที่อื่น ๆ เงินรายได้ของท้องถิ่นก็จะน้อยไปด้วย รัฐควรหาเงินสนับสนุนพื้นที่ในลักษณะเช่นนี้ด้วย

 

8. รัฐบาลควรทบทวนเรื่องการคิดภาษีระหว่างรายได้ และฐานทรัพย์สินให้เหมาะสม เพื่อให้รัฐยังคงได้ประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี โดยปัจจุบันธุรกิจต่าง ๆ จะต้องเสียภาษีจากฐานรายได้ มีรายได้มาก ย่อมต้องเสียภาษีมาก แต่หากรัฐบาจะจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างด้วยการคิดจากทรัพย์สิน อาจมีบางธุรกิจ บางผู้ประกอบการได้รับผลประโยชน์ เช่น ศูนย์การค้าขนาดเล็กแห่งหนึ่งมียอดขายดีมาก มีรายได้สูง เดิมต้องเสียภาษี 12.5% ของค่ารายปี (อธิบายได้ว่าคือค่าเช่าหรือรายได้ที่คาดว่าจะจัดเก็บได้) ซึ่งเป็นการคิดภาษีที่ต้องเสียจากรายได้ ทำให้รัฐจัดเก็บรายได้ได้สูงตามไปด้วย แต่หากคิดจากฐานทรัพย์สินแล้ว ศูนย์การค้าแห่งนี้ จะเสียภาษีน้อยกว่าเดิมแน่นอน

 

สำหรับกรณีดังกล่าวสามารถอธิบายเพิ่มเติมได้ว่า หากเปรียบเทียบกันระหว่าง 2 ศูนย์การค้า คือศูนย์การค้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่งมียอดขายน้อยกว่าศูนย์การค้าอีกแห่งหนึ่งที่มีขนาดเล็กกว่า เมื่อต้องคิดภาษีจากฐานทรัพย์สินแล้วศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่มียอดขายน้อยต้องเสียภาษีมากกว่าศูนย์การค้าขนาดเล็กที่มีรายได้สูง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมนัก รวมถึงบรรดาศูนย์การค้าที่ร้างผู้คน เปิดบริการเพียงไม่กี่ชั้น แต่มีพื้นที่จำนวนมาก จะต้องเสียภาษีดังกล่าวสูงเกินกว่าที่เสียอยู่ในปัจจุบัน

ที่มา : หนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจ 2009

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ