Loading

ชี้ศก. ฟื้น – อสังหาฯ กำไรพุ่ง 50%รัฐเลิกอุ้มอสังหาฯ เอกชนจ่อขึ้นราค

วันที่ : 24 กุมภาพันธ์ 2553
ชี้ศก. ฟื้น – อสังหาฯ กำไรพุ่ง 50%รัฐเลิกอุ้มอสังหาฯ เอกชนจ่อขึ้นราคา

 

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุม ครม. วานนี้ (23 ก.พ.) มีมติให้ยุติมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 28 มี.ค. 2553 ทั้งการลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะจาก 3.3% เหลือ 0.11% สำหรับรายรับก่อนหักรายจ่ายจากการขายอสังหาริมทรัพย์ และการลดค่าทำเนียมการจดจอดอสังหาฯริมทรัพย์และค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% เป็น 1% เหลือ 0.01% ของราคาประเมินสำหรับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หากประชาชนต้องการได้รับประโยชน์จากการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องทำธุรกรรมก่อนการซื้อขายบ้านก่อนวันที่ 28 มี.ค. 2553

 

นอกจากนี้ ครม. มีมติไม่ขยายมาตรการ ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับประชาชน ที่ซื้อบ้านใหม่หลังแรก เพื่อที่อยู่อาศัยเท่ากับมูลค่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งหมดอายุไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2552

คลังอ้างธุรกิจอสังหาฯเริ่มดีขึ้น

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังรายงานให้ ครม.รับทราบ มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่มีวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อการจ้างงาน และการใช้วัสดุก่อสร้าง ผลจากมาตรการทำให้มีการโอนอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 7% โดยเฉพาะการโอนที่อยู่อาศัย มีการโอนที่อาศัยอยู่ 10% ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ มีรายได้ก่อนหักดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในระดับที่ดีมาก โดย ครม. มีมติเห็นชอบไม่ต่ออายุ มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่จะหมดอายุในวันที่ 28 มี.ค .  2553 อีกต่อไป

 

การที่ ครม. มีมติร่วงหน้าเพื่อความชัดเจนให้กับประชาชนที่ได้เร่งโอนและจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ฯ ยังเหลือเวลาอีก        1 เดือนและยืนยันว่า มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จ และ ครม. มีมติไม่ขยายกรอบเวลามาตรการที่จะหมดอายุในช่วงสิ้นเดือน มี.ค.นี้ ส่วนการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ลดหน่วยให้กับการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ในอัตราไม่เกิน 3 แสนบาทนั้น ก็หมดอายุตั้งแต่สิ้นปีที่แล้ว

 

เชื่อสาเหตุหลักรัฐจัดเก็บภาษีธุรกิจลดลง

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงการคลัง ได้รายงานให้ ครม. ทราบว่า  ลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะที่ผ่านมา สามารถลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการได้โดยตรง ขณะที่การลดอัตราค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง ช่วยลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการและประชาชนที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์

 

ขณะที่ปริมาณเงินภาษีและค่าธรรมเนียม ที่รัฐบาลจัดเก็บได้ในปี  2551 และปี 2252 ลดลง โดยเฉพาะภาษีธุรกิจเฉพาะลดลง 46% และ 78% ตามลำดับส่วนที่ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมลดลง 9% และ  32% ในปี 2552 ในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น 7% โดยเฉพาะการโอนอสังหาริมทรัพย์ในส่วนของห้องชุดคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับปี 2551 ซึ่ง 52% ธุรกรรมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ จะมีการจดจำนองเพื่อขอสินเชื่อด้วย

 

กระทรวงการคลังยังได้รายงานว่าในปี 2551 และปี 2552 มีโครงการที่จดทะเบียนอาคารชุด ทั่วประเทศ เพิ่มขึ้น 29% และ 33% ในขณะที่การขออนุญาตจัดสรรที่ดินทั่วประเทศลดลง 16% และ 19% ตามลำดับ

ชี้มาตรการดันกำไรอสังหาฯ พุ่ง

จากข้อมูลผลประกอบการของกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างในปี 2551 และปี 2552 พบว่ามีกำไรสุทธิเพิ่มสูงขึ้นมาโดยตลอด โดยไตรมาสที่ 3 ปี 2552 มีกำไรสุทธิเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2551 ถึง 16.23% สูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมทั้งหมด 8 ประเภทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือเพิ่มขึ้น 46.07% จากปีก่อนหน้า

 

ผลประกอบการของผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะ ในกลุ่มผู้ประกอบการที่อยู่อาศัย มูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาทและมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ชั่วคราวเพื่อกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านมา ช่วยระบายปริมาณอสังหาริมทรัพย์คงค้างในระบบได้ในระดับหนึ่งแล้ว อีกทั้งสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ขณะนี้ มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ภาวะเศรษฐกิจก็ปรับตัวดีขึ้น จึงน่าจะเพียงพอกับการกระตุ้นชั่วคราวแล้ว 

 

คลังยันเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว

นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีมาตรการส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นการทั่วไปและถาวรเพื่อบรรเทาภาระภาษีให้ธุรกรรมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ของประชาชนหลายมาตรการแล้ว เช่น ค่าลดหย่อนดอกเบี้ยกู้ยืม หรือเช่าซื้อที่อยู่อาศัยได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอากรแสตมป์ที่เรียกเก็บจากการขายอสังหาริมทรัพย์เดิมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี   การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอากรแสตมป์ ที่เรียกเก็บจากการขายอสังหาริมทรัพย์เดิมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ การยกเลิกธุรกิจเฉพาะสำหรับบุคคลธรรมดาสำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์ฯ ที่อยู่อาศัย ที่ถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี

 

แหล่งข่าวจากที่ประชุม ครม. กล่าวว่าข้อเสนอในการยกเลิกมาตรการดังกล่าว เป็นข้อเสนอที่นายกรณ์ โดยให้เหตุผลต่อที่ประชุมว่าขณะนี้เศรษฐกิจอยู่ในท่ามกลางการฟื้นตัวแล้ว การช่วยเหลือดังกล่าวน่าจะยุติทั้งหมด

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า  การยกเลิกมาตรการอสังหาฯ นี้ เป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่า  แนวโน้มเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว ฉะนั้นมาตรการที่พยุงเศรษฐกิจระยะสั้นก็ต้องทยอยยกเลิกแต่มาตรการที่ดูแลเศรษฐกิจระยะยาว เช่น การลงทุนในโครงการสร้างพื้นฐานนั้นยังคงเดินหน้าต่อ

 

เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้นส่วนหนึ่งดูได้จากดัชนีชี้วัดการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งขณะนี้ มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ฉะนั้นมาตรการที่เคยเข้าช่วยเหลือในระยะสั้น ก็หมดความจำเป็นถือเป็นส่วนหนึ่งของการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เรียกว่า Exit strategy ที่รัฐบาลดำเนินการด้วยความระมัดระวังเขากล่าว

 

คาดสินเชื่อบ้านพุ่งก่อนปิดมาตรการ

ด้านนางรัชนี นพเมือง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธนาคารเชื่อว่าการยกเลิกมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์นั้นจะไม่กระทบกับการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารเนื่องจากการซื้อและโอนอสังหาริมทรัพย์ขึ้นอยู่กับการก่อสร้างของผู้ประกอบการ มากกว่าระยะเวลาของมาตรการ อย่างไรก็ตามหากมีความต้องการเข้ามาในช่วงไตรมาสแรก  เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จะหมดลง ธนาคารจะเร่งอนุมัติให้ทันคำขอดังกล่าว ปีนี้ธนาคารตั้งเป้าหมายสินเชื่อทีอยู่อาศัยให้เติบโต ให้เติบโตที่ระดับ 10% เม็ดเงิน 1 หมื่นล้านบาทจากฐานสินเชื่อสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.3 แสนล้านบาท สูงกว่าปีที่ผ่านมาที่เติบโต 8% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวในปีนี้ทำให้ความต้องการบ้านเพิ่มมากขึ้น

 

ด้านนายรุ่งรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่าธนาคารคาดว่าในช่วงก่อนหมดอายุมาตรการอสังหาฯ จะมีคำขอสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น จากเดือนละ 5-6 พันล้านบาท เป็น 7-8 พันล้านบาท ซึ่งธนาคารได้เตรียมให้บริการไว้แล้ว

 

เอกชนขู่ขึ้นราคาบ้าน 5-7%

ด้านผู้ประกอบการเอกชน หลังจากที่ประชุม ครม. มีมติวานนี้ (23 ก.พ) ว่าจะไม่ต่ออายุมาตรการภาคอสังหาริมทรัพย์ ต่างให้ทัศนะไปในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่าเอกชนต้องเคารพการตัดสินใจของรัฐบาล และมองว่าในช่วงเวลาที่เหลือเดือนเศษ ก่อนสิ้นมาตรการในวันที่ 28 มี.ค. 2553 นี้เป็นโอกาสสุดท้ายของผู้บริโภค ที่จะซื้อที่อยู่อาศัยหรืออสังหาฯ ได้ในราคาถูก จากการได้ลดหย่อนมาตรการภาษี รวมกันไม่น้อยกว่า 6.3% รวมถึงส่วนลดหรือโปรโมชั่นอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการนำออกมากระตุ้นกำลังซื้อ และเชื่อว่าราคาทีอยู่อาศัย ต้องปรับตามต้นทุนใหม่อย่างน้อย 5-7% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ทำเลที่ตั้ง และจำนวนสต็อก

 

นายอิสระ บุญยัง ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้  จำกัด และนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะประเมินว่าเศรษฐกิจในปีนี้ ปรับตัวดีขึ้นแต่ในมุมมองของผู้ประกอบการ ก็ยังไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ตามการประเมินของภาครัฐ ซึ่งหากเศรษฐกิจไม่ปรับตัวดีขึ้นตามเป้าหมายคาดว่ายอดการโอน อาจต้องลดลงจากปีที่ผ่านมา แต่ถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัวจริง  ก็เชื่อว่ายอดโอนจะไม่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

 

สิ่งที่ต้องการเห็นภาครัฐดำเนินการต่อไปหลังจากตัดสินใจยกเลิกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ แล้ว คือ รัฐบาลควรจะพิจารณาเรื่องปรับโครงสร้าง ทางภาษีทรัพย์สินใหม่อีกครั้ง เพราะปัจจุบันผู้บริโภคที่มีทรัพย์สิน มีภาระในการเสียภาษีสูงมากและซ้ำซ้อน

 

แลนด์ฯ จ่อปรับราคาต้น มี.ค.

นายอดิศร ธนนันท์นราพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ กล่าวว่าผู้ประกอบการการอสังหาริมทรัพย์ต่างได้ผลกระทบถ้วนหน้าหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกมาตรกาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ผู้ขายต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำไร ขณะที่ผู้ซื้อต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามเชื่อว่าผู้บริโภคยังคงมีความต้องการซื้อบ้านอยู่

 

เขายังได้กล่าวต่อว่า ในปี 2552 ราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่มีมาตรการภาษีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เข้ามาช่วย ทำให้บริษัทสามารถคงราคาบ้านได้ แต่เมื่อรัฐบาลไม่ต่อภาษี อาจต้องทบทวนเรื่องราคาบ้านอีกครั้ง เพื่อชดเชยราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยหลังเดือนมี.ค. 2553 บริษัทจะมีการพิจารณาว่าจะปรับราคาขายบ้านเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่

 

อย่างไรก็ตามคาดการณ์ว่าผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2553 น่าจะเติบโตกว่า ไตรมาส 1 ปี 2552 เนื่องจากยังได้รับ  อานิสงค์จากมาตรการภาษีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะครบกำหนดในวันที่ 28 มีค. 2553 ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อบ้านได้ง่ายขึ้นโดยเป้ารายได้ปี 2553 แลนด์ฯตั้งไว้ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท

 

นายชูเกียรติ ตั้งมติธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท เตรียมปรับราคาขายบ้านเพิ่มขึ้นอีก 2-3% เพราะการที่ ครม. มีมติยกเลิกมาตรการอสังหาฯ จะส่งผลกระทบต่อต้นทุน  ทำให้ต้องปรับราคาขายเพิ่มขึ้นแต่จะทยอยปรับเพิ่มลดผลกระทบผู้บริโภค และมองว่า การไม่ต่อมาตรการภาษีจะส่งผลกระทบต่อรายได้รวมของอุตสาหกรรมอสังหาฯ ลดลง 10% ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ

 

เชื่อไม่กระทบภาพรวมธุรกิจ

นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะไม่ต่อมาตรการภาษีในภาคอสังหาฯ ก็เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อภาพรวมการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตามอาจกระทบด้านจิตวิทยาบ้าง แต่คงเป็นเพียงระยะสั้น หลังจากนั้นคงจะกลับสู่ภาวะปรกติทั้งการซื้อขาย รวมถึงการเปิดโครงการใหม่  ตามแผนงานที่ผู้ประกอบการได้กำหนด ไว้อย่างชัดเจน ในช่วงครึ่งหลังของปี  ผมว่าไม่ต่อก็ไม่ตก คือโดยภาพรวมตลอดทั้งปีไม่ตก ทั้งยอดขาย ยอดโอนนายสัมมา ย้ำอย่างไรก็ตามอาจมีผู้ประกอบการลดจำนวนโครงการเปิดใหม่ ในครึ่งปีนี้และยกไปเปิดในต้นปี 2554 ซึ่งเป็นการปรับตัวของผู้ประกอบการที่ทราบแน่ชัดว่ารัฐบาลไม่ต่อมาตรการอสังหาฯ  ส่วนภาวะการแข่งขันของธุรกิจเชื่อว่า  ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง รวมถึงในสต็อกเก่าที่มีอยู่ในมือจะเป็นตัวแปรสำคัญ

 

นอกจากนี้ เชื่อว่า ผู้ประกอบการจะหันมา เปิดโครงการที่อยู่อาศัยบีไอโอมากขึ้น เราจะต้องการการ ชดเชยภาษี ตามเกณฑ์ที่ยกเลิกภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี อีกทั้งเกณฑ์การกำหนดราคาขายที่ไม่เกิน 1 ล้านบาทสำหรับคอนโดบีโอไอ หรือไม่เกิน 1.2 ล้านบาทสำหรับโครงการจัดสรรแนวราบนั้นเป็นระดับราคาที่ผู้บริโภครับได้ และเป็นตลาดที่มีการตอบรับค่อนข้างดี

 

ส่วนผลกระทบต่อราคาบ้านใหม่นั้น นายสัมมา กล่าวว่า การที่ภาครัฐ ไม่ต่อมาตรการอสังหาฯ ออกไป ก็ไม่น่าจะเป็นเหตุผลเดียว ที่ราคาบ้านปรับเพิ่มขึ้น ทั้งนี้โดยปรกติแล้วราคาบ้านมีการขยับเพิ่มทุกปี จะมากหรือน้อยมีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้องและปัจจัยลบที่จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภคก็คือ ปัญหาภายในประเทศ ซึ่งหมายถึงปัญหาการเมือง และปัญหาภายนอกนั้น คือ ปัญหาเศรษฐกิจโลก ส่วนปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศนั้นหากใช้ฐานในปี 2552 ที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังในปีนั้นน่าจะขยับต่อเนื่องได้จนถึงปี 2553

 

หุ้นอสังหาฯ นิ่งเลิกมาตรการตามคาด

การเคลื่อนของราคาหุ้นอสังหาริมทรัพย์ยังคงแกว่งตัวในกรอบแคบๆแม้คณะรัฐมนตรีจะมีมติยกเลิกมาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์ โดยดัชนีกลุ่มปิดที่ 109.88 จุด เปลี่ยนแปลงบวก 0.85 จุด มูลค่าการซื้อขายรวม 1.93 พันล้านบาท

 

นายสมชาย เอนกทวีผล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมรตรี (ครม.) มีมติยกเลิกมาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์นั้นคาดว่าจะมีผลกระทบต่อจิตวิทยาการลงทุนช่วงสั้นต่อหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งน่าจะเป็นไปตามคาดการณ์ของตลาดฯ และแม้รัฐบาลไม่ต่อมาตรการภาษีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในแง่ของราคาพื้นฐานอสังหาริมทรัพย์ถือว่ายังสูง เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นและผลประกอบการของกลุ่มอสังหาฯ ยังอยู่ในเกณฑ์ดี

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ